ช่วง มูลพินิจ ชีวิตในแดนสนธยา

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 10:08 น.

ช่วง มูลพินิจ ชีวิตในแดนสนธยา

“แดนสนธยา ๒” (Twilight Zone II) อีกหนึ่งนิทรรศการใหญ่ครั้งสำคัญของ “อาจารย์ช่วง มูลพินิจ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2556จัดแสดงห่างจากนิทรรศการแดนสนธยาครั้งแรกถึง 6 ปี ครั้งนี้รวบรวมผลงานราว 120 ภาพ

เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2530-ปัจจุบัน ทั้งภาพจิตรกรรมสีน้ำมันและภาพดรออิ้งในสมุดบันทึก ศิลปินได้สเกตช์ไว้เมื่อสัมผัสได้ถึงความงามที่พวยพุ่งออกมาจากความนึกคิดที่ถูกขัดกล่อมด้วยประสบการณ์ของชีวิต

“สิ่งที่อยู่ในความคิดของศิลปิน เราควรสนใจเรื่องของศาสนา การเมือง ธรรมชาติ แต่ในการทำงานศิลปะนั้น สิ่งที่นำเสนอ คือ ความงามทั้งหมด ไม่ว่าจะ ศาสนา การเมือง ธรรมชาติ ความงามจะทำให้พวยพุ่งออกมา ความคิดเปลี่ยนได้ ความงามเปลี่ยนยาก ความงามคนยอมรับ ความคิดคนไม่เชื่อก็ได้

เขียนรูปพระพุทธรูปก็เน้นความงามที่มองเห็น เขียนเรื่องธรรมชาติก็มองลักษณะความงามที่คิดว่าควรนำเสนอ เหมือนทางการเมือง แม้แต่สมัยประชาธิปไตยเราก็มีความงดงามของอาคารต่างๆ ถนนราชดำเนินมีรูปปั้นต่างๆ ศิลปะเป็นสิ่งเผยแพร่

ศิลปินต้องเพ่งที่ความงาม เป็นทาสความงาม ไม่เป็นทาสลัทธินิยม การเมืองเปลี่ยนไปมา นักการเมืองประเดี๋ยวมาประเดี๋ยวไป ศิลปะเป็น อกาลิโก ศิลปะจะอยู่คงทน ทุกคนปฏิเสธความคิดได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธความงามแน่นอนที่สุด การเมืองเราก็ดูไป อย่าคลุกคลีตีโมงนัก มันเสียเวลาเขียนศิลปะ”

งานจิตรกรรมของอาจารย์ช่วง มีเอกลักษณ์ที่ลายเส้นงดงาม ลายเส้นจำนวนมากพลิ้วไหวดังการเคลื่อนตัวของจิตวิญญาณ ลายเส้นค่อยๆ ทวีขึ้นเป็นรูปทรงเสมือนจริง ในความงดงามที่มองเห็นแฝงนัยวัฏสงสารของชีวิต ลายเส้นแต่ละเส้นเป็นการตกผลึกเรื่องราวทางอุดมคติกับธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน

“ครั้งนี้เหมือนเปิดกรุผลงานศิลปะ ภาพขนาดเล็กๆ ในสมุด ส่วนมากเป็นรูปดอกไม้ ประมาณ 60 ภาพ ภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่เกือบ 2 เมตร ก็มีอยากให้ทุกคนได้ดู ภาพที่คนอื่นยืมก็ขอคืนมาจัดแสดงก่อน ภาพที่กำลังจะไปอยู่ที่อื่นก็นำมาจัดแสดงก่อนส่งต่อ อย่างนิทรรศการนี้จะมีภาพพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 12 ภาพ เป็นครั้งแรกที่นำมาแสดง ผลงานทั้งหมดไม่ได้จัดเป็นซีรี่ส์ ให้ดูคละๆ กันไป”

แดนสนธยา ๒ ชื่อที่มีนัยถึงวัฏจักรชีวิตของมนุษย์ ที่มีห้วงเวลาก่อนอรุณจะรุ่ง อรุณรุ่ง อาทิตย์อัสดง เปรียบดังชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ ที่ต้องเผชิญกับ “ความตาย”

“เป็นความจริงที่พระอาทิตย์ต้องตกดิน ความตายไม่มีเวลา มันมาเมื่อไหร่ก็ได้ เตรียมไว้ยังไงมันก็ไม่ทัน แค่เราสามารถเตรียมใจให้อยู่สบายได้ ไม่ต้องการสิ่งต่างๆ มากนัก น้อยแต่สบายมาก ยิ่งคนแก่ความต้องการในสิ่งต่างๆ ก็น้อยลง”

ในวัย 79 ปี อาจารย์ช่วงยังไม่หยุดสร้างงานศิลปะ ข้างตัวจะมีสมุดไว้สเกตช์ภาพอยู่เสมอ ไว้ถึงเวลาของมันก็นำมาขยายใหญ่เป็นภาพสีน้ำมัน

“ผมสเกตช์งานเยอะ ค่อยมาทำให้มันขยาย รูปเขียนต้องดรออิ้ง ต้องอาศัยภาพลายเส้นเป็นต้นกำเนิด เรื่องสีมาทีหลัง แดง น้ำเงิน ก็ยังเด่นอยู่ ลายเส้นสำคัญมันควบคุมงานศิลปะทุกอย่าง อย่างจินตนาการก็ใช้ลายเส้นปล่อยมันออกมา

ทุกวันนี้ก็ยังเขียนงานตลอด เจอสิ่งที่เราต้องการก็วาดออกมาเรื่อย วาดลงในสมุด การเจอไม่ใช่ออกนอกบ้านไปเจอ แต่เจออยู่ในความคิดของเรา เจอนั่นเจอนี่ตลอดเวลา เวลาวาดเราใจจดจ่อก็เป็นสมาธิทุกวัน

แนวคิดในการนำเสนอยังไม่เปลี่ยนคือ ความงาม แต่อายุทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยน งานจากละเอียดหยาบขึ้น เส้นเล็กเป็นเส้นใหญ่ พอเราอายุเยอะ เราเข้าใจเราไม่ต้องเขียนเยอะ ไม่ต้องบอกละเอียดทุกเรื่อง ถ้าเราเข้าใจมันสมบูรณ์ทุกเรื่อง การบอกเล่ามันน้อยคำลง แต่ความงามเสมอต้นเสมอปลาย”

อาจารย์ช่วงยังมีผลงานที่สเกตช์ไว้ในสมุดอีกจำนวนมากที่ยังไม่นำมาขยายเป็นภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่ แต่ความงามในภาพเล็กๆ ที่อาจารย์ช่วงได้เริ่มต้นไว้นั้นก็น่ายล ไม่อยากให้พลาดชมกัน

นิทรรศการ “แดนสนธยา ๒” จัดแสดง ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 2-28 เม.ย. 2562 (ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ข่าวอื่นๆ