ทำไมบางงานแพง-แต่บางงานถูก? ไขดราม่าต้นทุนราคาแต่งหน้าออกงาน!

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 18:03 น.

ทำไมบางงานแพง-แต่บางงานถูก? ไขดราม่าต้นทุนราคาแต่งหน้าออกงาน!

เปิดรายละเอียดความสวยหนึ่งใบหน้าประกอบด้วยอะไรบ้าง เหตุใดจึงทำให้มีเรท "ราคา" แตกต่างกันถึงหลักพันบาท

****************

โดย...รัชพล ธนศุทธิสกุล

แต่งเล็กๆ แบบคนเกาหลี เรียกว่าราคาเด็กอนุบาล

แต่งคมเข้มนานๆ อย่างฝรั่ง เรียกกว่าผู้ใหญ่  

หากจะเปรียบเทียบราคาในการแต่งหน้าแต่ละหนึ่งครั้ง ย่อมมีเรทราคาระบุในการออกงานแต่ละประเภทที่แตกต่างกันออกไป บ้างหลักร้อยและหลักพันไปจนถึงกระทั่งหลักหมื่นบาท

“จุดกึ่งกลาง” ของสาวๆ เพศผู้รักสวยรักงามที่จะไม่ก่อเกิดกระแสดราม่า “ราคา” อย่างเมื่อราวๆ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาหรือหากย้อนกลับไปจริงๆ นับได้ถึง 1-2-3 ปี แท้จริงอยู่ตรงไหน?

“ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” หรือ “น้องฉัตร” เมคอัพอาร์ติสชื่อดังผู้ผ่านสังเวียนความงามจนได้รับการยอมรับทั้งโลกจริงและออนไลน์ ได้มาไขปัญหาดังกล่าวนี้

เบื้องหลังความสวย-มีรายละเอียด

ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวว่า การแต่งหน้ามีองค์ประกอบหลักใหญ่ 3 อย่างด้วยกัน คือ 1.ประสบการณ์ฝีมือความชำนาญ 2.อุปกรณ์เครื่องสำอาง 3.ระยะเวลาและช่วงเวลา เป็นหัวใจสำคัญอันเป็นตัวกำหนดราคาที่ทำให้แตกต่างจากหลักร้อยสู่หลักพันและหลักหมื่นบาทของเรทราคาการแต่งหน้าทั้งแต่งหน้าออกงานเลี้ยง การแต่งหน้ารับปริญญา กระทั่งการแต่งหน้าเจ้าสาว อันดับแรกได้แก่ ‘ความชำนาญในฝีมือ’

"“พี่ขอสวยขึ้นนะ” “หนูขอเปลี่ยนลุคไปเลย” หรือ “ขอปกปิดเนียนๆเลยนะ แต่ต้องไม่หนา” เป็นหลากหลายโจทย์ที่ช่างแต่งหน้าทุกคนได้รับเหมือนสนามสอบ ไม่ว่าจะแต่งหน้าออกงาน แต่งหน้ารับปริญญาหรือแต่งหน้างานวิวาห์ ในทุกๆ งาน ช่างแต่งหน้าจะต้องใช้ประสบการณ์ และทักษะฝีมือเพื่อให้ผลงานตรงหน้าออกมาดีที่สุดซึ่งเรียกไม่ต่างจากงานฝีมือ  และซึ่งงานฝีมือนั้นมีส่วนทำให้มีช่วงเรทราคาที่แตกต่าง คือ ‘ดีมานด์และซัพพลาย’ เพราะงานแต่งฤกษ์เดียวกันคนแต่งพร้อมๆ กันทั่วทั้งประเทศ ความต้องการในตัวเมคอัพก็มีสูงมาก เห็นได้จากการที่เมคอัพอาร์ติสต้องจองคิวกันข้ามเดือนข้ามปี”

“ขณะที่แต่งหน้าออกงานเลี้ยง “ออกงานแค่นี้เองพี่ขอเบาๆ” หรือ “ลงแป้งทาปากให้พี่ก็พอแล้วงานสังสรรเล็กๆ เอง” เป็นเพียงไม่กี่โจทย์สำหรับการแต่งหน้าออกงานเลี้ยง แต่ตัวเมคอัพเองก็ต้องเลือกความเหมาะสมของเครื่องสำอางและเมคอัพสุดเต็มความสามารถแต่ต้องออกมาแล้วดู เบา ตามแบบที่ลูกค้าขอ

และด้วยเหตุผลที่งานลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย ระยะเวลาการอยู่กับลูกค้าไม่นาน ช่างสามารถรับงานที่อื่นต่อได้ ตัวลูกค้าเองก็ได้รับเมคอัพจนพึ่งพอใจ เรทราคาจึงลดหลั่นลงมาได้ ซึ่งการที่ในหนึ่งวันช่างสามารถรับได้หลายงานรวมๆ แล้วก็พอกับค่าฝีมือ ส่วนลูกค้าเองเจองานปาร์ตี้บ่อยๆ ก็ไม่อยากจ่ายแพงเช่นกัน มันก็สมเหตุสมผลบนความพอใจของทั้งคู่ จึงทำให้ราคาของการแต่งหน้าไปงานไม่สูงมากแล้วแต่ประสบการณ์ของช่างแต่ละคน”

ฉัตรชัย บอกอีกว่า ความเข้าใจที่ว่าแต่งหน้าไปงานใช้ฝีมือน้อยไม่เห็นแต่งอะไรมากเลย ราคาจึงไม่แพงจึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะช่างทุกคนล้วนใช้ฝีมือความตั้งใจเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดเสมอ และในเรื่องของเครื่องสำอางแบ่งเกรดใช้งานตามราคาก็ไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เนื่องจากนวัตกรรมเครื่องสำอางลำหน้าไปมากในทุกวันนี้ คุณสมบัติด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องปกปิดหรือติดทนนานล้วนไม่แตกต่างกัน

“ทีนี้เรื่องของการแต่งหน้างานวิวาห์หรือเจ้าสาวที่มีราคาสูง โจทย์ที่สำคัญคืองานเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต ตัวเมคอัพเองต้องใช้ความเข้าใจในการเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะสมกับข้อจำกัดที่ต้องเผชิญถือเป็นด่านสำคัญ เพราะพบบ่อยมากสำหรับเจ้าสาวคือการพักผ่อนน้อย เจ้าสาวน้ำตาไหล ดวงตาล้า ส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำลงรองพื้นไม่ติด ทางแก้เบื้องต้นคือต้องปรับผิวให้ชุ่มชื่นขึ้นจะช่วยให้เครื่องสำอางติดดีขึ้น แต่ถ้าผู้แต่งขาดประสบการณ์เข้าใจว่าเครื่องสำอางไม่ติดหน้าก็จะลงทับไปเรื่อยๆ จนหนาส่งผลให้เมคอัพแตกเป็นรอย”

นอกจากนี้แต่งหน้าเจ้าสาวราคาสูงเพราะมีปัจจัยภายนอกของการแต่งหน้างานวิวาห์หรือเจ้าสาวเป็นสิ่งที่ช่างแต่งหน้าต้องเผชิญก็คือ ตัวของเจ้าสาวเองมักกังวลถึงบรรยากาศภายในงาน แต่งหน้าได้สักพักลุกออกไปจัดแจงงานด้านนอก พอกลับมานั่งก็ต้องปรับอุณหภูมิร่างกายกันใหม่ก่อนการเติมส่วนต่อไป และยังมีขั้นตอนการเปลี่ยนชุดที่ต้องใช้ระยะเวลา การลงผิวทาตัว หรือแม้กระทั่งระหว่างงานหากเจ้าสาวร้องไห้หรือกอดดีใจกับคนรัก ก็จำเป็นที่จะต้องมีทีมทัชอัพเครื่องสำอางอีกเพื่อให้เจ้าสาวสวยพร้อมที่สุดในทุกช่วงเวลา ซึ่งการใส่ใจรายละเอียดของการแต่งหน้าที่ยิบย่อยลงไปและเป็นสิ่งที่ช่างแต่งหน้าจำเป็นต้องมีเพื่อให้เจ้าสาวรู้สึกสบายใจที่สุด

“นี่เป็นเหตุผลแค่บางส่วนหนึ่งเท่านั้นสำหรับโจทย์เจ้าสาวมันมีรายละเอียดที่เยอะขึ้น โจทย์ที่ยากขึ้น ความท้าทายที่มากขึ้น ต้องใช้ประสบการณ์ เพราะมันคือการแต่งงานครั้งเดียวของเขา ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นคนที่สวยที่สุดในวันแต่งงาน และนี่คือเหตุผลของการแต่งหน้าเจ้าสาวทำไมจึงมีราคาที่สูงขึ้นกว่างานอื่นๆ”

ทั้งนี้เมื่อถามถึงการแต่งหน้างานรับปริญญาทำไมถึงมีเรทราคาไม่สูงเท่าเช่นเดียวกับกรณีเจ้าสาว  โดยสำหรับตัวน้องฉัตรแล้วนั้นให้เรทราคาการแต่งหน้ารับปริญญาที่ไม่สูงมีเหตุผลว่า คนที่แต่งให้คือนิสิตนักศึกษา เขาคือเยาวชน จะคิดในราคาสูงก็ไม่ได้ เขายังไม่ได้ทำงานมีรายได้ จึงมีเรทราคาที่ตั้งไว้โดยที่ทั้งผู้แต่งและนิสิตนักศิษาไม่เดือดร้อนตามข้อจำกัดที่มีเท่านั้น  

“เรทราคาไม่ได้เป็นตัวกำหนดระดับสวยไม่สวย จะเห็นว่าแต่ละงานจะมีเรทราคาที่สูงและต่ำต่างกันไปตามความเหมาะสมบนข้อจำกัดที่มี แต่สิ่งหนึ่งที่เราใส่ลงไปในงานทุกงานก็คือ ความเข้าใจ ความตั้งใจ ในอาชีพที่รัก ถ่ายทอดเป็นความชำนาญในงานฝีมือ กลายเป็นประสบการณ์ที่จะเป็นแรงพลักราคาขึ้นตามความเหมาะสม เพราะทุกคนที่เลือกเราแต่งหน้า เขามีความกังวลอยู่ในตัว และคาดหวังว่าเราจะช่วยเขาให้ดูดีขึ้นได้ สร้างความมั่นใจให้กับเขาได้ เราก็ต้องตั้งใจให้เต็มที่ที่สุด ให้เขาสบายใจที่สุดที่เลือกเรา” เมคอัพอาร์ติสระดับผลงานเทศกาลหนังเมืองคานส์เผย 

ยิ่งแต่งเข้ม ยิ่งแพงจริงหรือ?

นับเป็นความเข้าใจผิดอีกหนึ่งข้อสำหรับการตั้งข้อสงสัยของเมคอัพอาร์ติสในเรื่องราคาการแต่งหน้า ที่นอกจากประเภทการแต่งหน้าที่มีราคาเรทที่แตกต่างกัน เรื่องของชนิด “สไตล์” การแต่งหน้าก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

แต่งบางๆ ใสๆ สาวเกาหลีนั้นราคา ‘ถูก’

แต่งเข้มคมสาวเปรี้ยวสวยเผ็ดสายฝรั่ง ‘แพง’

เมคอัพอาร์ติสดาวรุ่งพุ่งแรงของเมืองไทยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ยืนยันว่า “ไม่จริง”

“ไม่ใช่โปะเครื่องสำอาง 2 ทีแล้วอ่อนใส” เขาว่า ก่อนจะชี้แจงต่อ “ไม่จริง อันนี้เป็นความเข้าใจผิดการแต่งหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ว่าจะอ่อนหรือเข้ม ไม่ใช่การโปะๆ แล้วก็ได้อย่างที่ต้องการ มันต้องผ่านการไกล่ไล่ ซึ่งนั้นหมายถึงค่าประสบการณ์ของฝีมือของเขาซึ่งคิดรวมไปแล้ว ไม่ใช่คิดเพิ่มจากค่าเครื่องสำอาง ยกตัวอย่างแต่งหน้าแบบเกาหลีบางๆ ใสๆ แต่มันต้องละมุนทั้งหน้า ซึ่งกว่าที่เราจะลงลองพื้นให้มันดูบาง ดูผิวเปล่งประกาย ให้มันคอมพลีททั้งลุคยากมาก”

อย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคล  อย่างบางคนชอบแต่งหน้าสไตล์ฟาดเข้มๆ ปริมาณในการเริ่มต้นขึ้นงานก็มีการใช้เครื่องสำอางเท่ากัน แตกต่างกันเพียงการเลือกสีที่ใช้ว่าเข้มหรืออ่อนเท่านั้น 

เลือกช่างตรงใจ ช่างได้แบบถูกคอ

ท่ามกลางโลกออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทการที่เมคอัพแต่งหน้าโดยเอาเปรียบเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย

“ดีไม่ดี เขาแต่งแล้วเขาก็จะรู้ เพราะมันก็คือผลกรรมของเขาที่จะได้รับ บางคนไม่ดี เรียกครั้งเดียวก็ไม่เรียกแล้ว” ฉัตรชัยกล่าวพร้อมกับแนะนำวิธีขั้นตอนในการเลือกช่างผ่านรูปผลงานในโลกโซเชียล ได้แก่

1.ดูผลงานจากรูปโปรไฟล์ที่แต่งหน้าแต่ละแบบและแต่ละงาน

2.เพื่อนเคยใช้บริการและส่วนตัวเคยได้เห็นผลงานจริง

3.เลือกเมคอัพอาร์ติสที่มีความถนัดในแนวสไตล์ที่ตนเองชอบ

“เวลาจริงๆ เมคอัพทุกคนไม่มีใครปล่อยแน่นอน เพราะนั้นคือสิ่งที่เขาจะฝากผลงานลงบนใบหน้าคนนี้และจะได้งานต่อ ไม่มีใครอยากแต่งหน้างานเดียวแล้วไม่มีงานต่อ ทุกคนอยากมีลูกค้าประจำ ทุกคนอยากได้งานเพิ่มหมด คนที่มาหาฉัตรเพราะเขาชอบคิ้วสไตล์เราและตาสไตล์เรา ชอบแบบที่เป็น จริงๆ แล้วอยากให้คนทั่วไปมองว่าเราคือศิลปินหนึ่งคนที่สร้างสรรค์ผลงาน ทำไมภาพวาดบางภาพของศิลปินชื่อดังถึงมีราคาแพง ต่างจากภาพอื่นๆ ซึ่งจะเป็นราคาปกติก็ได้ เพราะมันคือคุณค่าทางจิตใจหรือแบรนด์ดิ้งนั่นเอง มันเป็นความสุขนะที่ครั้งหนึ่งลูกค้าพูดว่าเราได้แต่งหน้ากับช่างคนนี้

“วงการเมคอัพบ้านเราพัฒนามาได้ก็เพราะพี่ๆ รุ่นก่อน ได้สร้างมาตรฐานไว้อย่างดี เพื่อให้ช่างแต่งหน้ารุ่นใหม่ได้นำไปต่อยอด ท้ายสุดแล้วอาชีพช่างแต่งหน้าก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สุจริต ดังนั้นเราต้องให้เกียรติงานซึ่งกันและกันทั้งตัวช่างแต่งหน้าเองและลูกค้าที่ได้รับบริการ ทั้งสองฝ่ายต้องไปนั่งอยู่ในใจซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าก็อยากได้บริการและฝีมือที่ดีจากช่างแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าเองก็อยากได้ลูกค้าที่ดีและน่ารักเช่นกัน” น้องฉัตรสุดยอดเมคอัพอาร์ติสชื่อดังกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่นๆ