สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:58 น.

สันทนา รัตนอำนวยศิริ ชีวิตดีๆ ช้าๆ ที่สุขภาพนำทางมา

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ไม่มีเครดิต

สันทนา รัตนอำนวยศิริ อดีตรีไรเตอร์และผู้รับผิดชอบภาพข่าวสังคม หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วัย 52 ปี ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารคลีนและอาหารมังสวิรัติแบบออนไลน์ ภายใต้แบรนด์ “ซีฮอร์ส คลีนฟู้ด” (Seahorse Clean Food) ขณะเดียวกันก็ผันตัวมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ชีวิตช้าๆ ที่เคยใฝ่ฝัน อยากใช้และอยากแบ่งปัน

หลังจากเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ หรือเกษียณตัวเองก่อนกำหนดจากอาชีพผู้สื่อข่าว ที่ยึดเป็นอาชีพหลักมานานเกือบ 30 ปี สันทนาออกมาจับธุรกิจคลีนฟู้ด เพราะครอบครัวใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะแม่ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เมื่อทำอาหารคลีนให้แม่และทุกคนในครอบครัวรับประทานแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ทุกคนสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง หน้าตาสดใส ดูอ่อนกว่าวัย จึงคิดว่าถ้าทำขายก็เท่ากับช่วยให้ลูกค้าของเราสุขภาพดีขึ้นด้วย

ย้อนกลับไปในช่วงที่เป็นนักข่าว เป็นช่วงชีวิตที่สนุกและมีความสุข ได้ใช้เวลาไปกับงานที่รัก เต็มที่กับทุกงานทุกข่าวที่ได้รับมอบหมาย ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ แทบทุกขณะจิตมีเรื่องงานอยู่เต็มสมอง การทำงานหนังสือพิมพ์รายวัน ต้องทำข่าวแข่งกับเวลา ปิดหน้าให้ทันกับเวลาที่กำหนด เพื่อส่งโรงพิมพ์ตามเวลา ขณะที่งานภาพข่าวสังคมและงานข่าวซีเอสอาร์ก็เป็นงานที่ต้องทำทุกวัน

“ยุคหนึ่งของชีวิต อาจเรียกได้ว่าทำงาน 365 วันก็ได้ โดยเป็นเรื่องปกติของนักข่าวคนนี้ที่จะต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไปด้วยในทุกที่ และพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา แม้แต่ลาพักร้อนก็ต้องหอบหิ้วโน้ตบุ๊กไป จนบางครั้งลูกบ่นว่า แม่ทำงานตลอดเวลาเลยหรือ พวกเขาถูกแย่งเวลาไปเพราะแม่มัวแต่ทำงาน”

ยังไม่รวมถึงเรื่องสุขภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องออกกำลังกาย แม้กระทั่งเรื่องเจ็บป่วย ทุกอย่างดูแย่ไปหมด อาหารที่กินประจำคือ อาหารกล่องที่หาได้ทั่วไป เวลากินก็กินหน้าคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน ทำงานไปพลางตักกินไปพลาง ส่วนการออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง มักอ้างกับตัวเองเสมอว่าไม่มีเวลา จนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ (พร้อมกับโน้ตบุ๊กที่ไม่ลืมหอบหิ้วเอาเข้าโรงพยาบาลด้วย) ชีวิตยุ่งและวุ่นวายขนาดนั้น

สันทนาใช้ชีวิตแบบนี้เกือบตลอดเวลาที่ทำอาชีพนักข่าว อันดับหนึ่งคืองานในหน้าที่ เธอไม่สนใจตัวเอง ให้เวลากับครอบครัวน้อย จนเมื่อปี 2549 ตรวจพบว่ามีโรคประจำตัว นั่นคือโรคเบาหวาน ร่างกายเริ่มฟ้องว่าเราละเลยสุขภาพ จุดนี้ทำให้เริ่มหันมามองตัวเองและครอบครัว ฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะมีร้านอาหารสุขภาพเป็นของตัวเอง

“ค้นหาตัวเองว่า นอกจากการเป็นนักข่าวแล้วชอบทำอาหาร ไปอบรมการทำอาหารกับโครงการคมชัดลึกฝึกอาชีพ จนชำนาญเรื่องการทำน้ำสลัด และได้รับเชิญเป็นวิทยากรสอนการทำน้ำสลัดสุขภาพในโครงการ พร้อมกับขายสลัดและน้ำสลัดเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการเป็นนักข่าว”

กระทั่งกลางปี 2559 วงการสื่อสารมวลชนได้รับผลกระทบจากดิจิทัล ดิสรัปทีฟ หนังสือพิมพ์จัดให้มีเออร์ลี่รีไทร์เมนต์ ตัดสินใจทันทีไม่ลังเล เพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับไปดูแลแม่และครอบครัว ไปตามหาความฝัน เปิดร้านอาหารสุขภาพและใช้ชีวิตที่ไม่บั่นทอนตัวเองอีกต่อไป

สันทนาเริ่มต้นด้วยการเปิดร้าน “ปังแป๋ม” ร้านขนมเล็กๆ ใต้หอพักใกล้มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ บางพลี ขายขนมปังนมสด ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการดูแลแม่และครอบครัว ทั้งเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และการเริ่มใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน ไม่วุ่นวาย

“แรกๆ ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะไม่เคยใช้ชีวิตช้าๆ แบบนี้มาก่อน ต้องปรับเวลานอน ปรับเวลามื้ออาหาร และเริ่มต้นการกินคลีนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

สันทนา เล่าว่า เธอเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด ลด ละ เลิก อาหารมันๆ ทอดๆ อาหารรสจัด อาหารที่มีกะทิ กินผัก ผลไม้มากขึ้น พยายามกินอาหารตรงเวลา เธอทำอาหารเอง ปรุงแต่งน้อย เค็มน้อย หวานน้อย เผ็ดน้อย ทำใจให้สงบและมีสติขึ้น ลดความเร่งรีบในการใช้ชีวิต ใจเย็นลง ลดความวู่วามและวุ่นวายในใจ

“ปีแรกผ่านไป น้ำหนักลดลง 7 กิโลกรัม น้ำตาลในเลือดลดลง ไขมันในเลือดไม่มี ผลจากการรีเซตพฤติกรรมและความคิดของตัวเองใหม่ทั้งหมด ผลพวงสำคัญมากที่ตามมา คือ ทุกคนในครอบครัวสุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น”

สำหรับการใช้ชีวิตที่ช้าลง สันทนาเล่าว่า เป็นจุดเปลี่ยนหลายๆ อย่างของชีวิต เธอมีเวลาดูแลแม่มากขึ้น แม่มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แม่ทำบอลลูนและบายพาสหัวใจ สุขภาพแม่ไม่ดีเหมือนก่อน แม่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิต ทุกวันนี้มีเวลาทำอาหารตามหลักโภชนาการให้แม่ได้กิน มีเวลาพาแม่ไปหาหมอ พาแม่ไปวัด พาแม่ไปเที่ยว พาแม่ไปกินอาหาร พาแม่ไปทุกที่ที่แม่อยากไป

นอกจากนี้ คือเวลาที่ให้กับสามีและลูกได้เต็มที่มากขึ้น ชดเชยกับที่พวกเขาเคยถูกแย่งเวลาไปในช่วงที่สันทนาทุ่มเทกับงาน ปัจจุบันไม่มีงานเข้ามาคั่นกลางระหว่างพวกเราอีก ต้องขอบคุณสามีและลูกที่ให้กำลังใจมาตลอด สามีเป็นคนใจเย็น เวลามีเรื่องไม่สบายใจจะน้อมนำธรรมะมาสอนและเตือนสติ ส่วนลูกมีจิตใจดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ

“จากชีวิตนักข่าวที่มีแต่ความวุ่นวาย แรกๆ ปรับตัวแทบไม่ได้ ต้องใช้ความพยายามอยู่ระยะหนึ่ง ขั้นแรกปรับความคิดตัวเองก่อน วันนี้เราถอดหัวโขนนักข่าวออกแล้ว ต้องลดความทระนงในตัวเองลง พึ่งตัวเองให้มากขึ้น วันนี้แม้ไม่มีสถานภาพเป็นนักข่าว ทุกสิ่งที่ทำล้วนมาจากความจริงใจ นั่นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ทุกวันนี้ บอกได้คำเดียวว่าสนุกและมีความสุขขึ้นมาก อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป มีเวลาให้แม่และครอบครัวแบบไม่จำกัด ชีวิตประจำวันจะวางแผนตั้งแต่ก่อนนอนแบบคร่าวๆ โดยทั่วไปตื่นตีห้าครึ่ง เตรียมอาหารให้แม่และครอบครัว ขับรถไปส่งลูกขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานในเมือง จากนั้นก็จะไปซื้อวัตถุดิบเพื่อนำกลับมาประกอบอาหารตามคำสั่งซื้อวันต่อวันของลูกค้า

“ซีฮอร์สเน้นความสดใหม่ เราผลิตวันต่อวัน ไม่สต๊อกวัตถุดิบ” สันทนา เล่า

สำหรับแบรนด์ “ซีฮอร์ส” มาจากคำว่า ซี (SEA) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของลูกสาว (สิรภัทร รัตนอำนวยศิริ) ส่วน ฮอร์ส (Horse) คือ ม้า เป็นปีเกิดปีมะเมียของสันทนาเอง รวมเป็นซีฮอร์ส หรือ ม้าน้ำ อย่างลงตัว ซึ่งในความหมายของครอบครัวเรา “ซีฮอร์ส” หมายถึง สามี (สมเกียรติ รัตนอำนวยศิริ) เพราะม้าน้ำเป็นพ่อผู้ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว และเสียสละ ยอมอุ้มท้องแทนแม่ สามีของเธอเป็นผู้อบรมเลี้ยงดูลูก ในช่วงที่สันทนาทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว นอกจากนั้นสามียังเป็นคนคิดชื่อ คิดคอนเซ็ปต์ และวาดรูปม้าน้ำที่เป็นโลโก้ด้วยตัวเขาเอง

“มีความสุขมากที่ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวที่ทำได้เต็มที่ ทั้งครอบครัวยังได้ไปเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ถามถึงเรื่องเที่ยว เน้นเที่ยวในเมืองไทย ขอเป็นสถานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาพักผ่อนสบายๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ ครอบครัวชอบไปหัวหิน เพราะเป็นเมืองที่สงบเหมาะกับการพักผ่อน”

ทริปล่าสุดขอนำมาแบ่งปัน ก็คือสโลว์ทริป-หัวหิน ที่ไปกันทั้งครอบครัว ทะเลสะอาด อาหารทะเลอร่อย มีสถานที่ให้ท่องเที่ยวหลายรูปแบบ ทั้งพระราชวังมฤคทายวัน วัดห้วยมงคล เขาตะเกียบ ตลาดศิลปะซิเคดา ตลาดโต้รุ่งฉัตรชัย ตลาดอาหารต้นมะขาม คือทั้งหมดที่ได้ไปมา ประทับใจทั้งสถานที่และผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

สำหรับผู้อยากใช้ชีวิตให้ช้าลง สันทนาเล่าว่า ต้องถามความพร้อมของตัวเองก่อนว่า พร้อมไหม พร้อมแค่ไหนที่จะปรับและเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ สามารถตัดสิ่งวุ่นวายในใจออกไปได้มากน้อยแค่ไหน งานมากมายที่พันธนาการอยู่ ลองค่อยๆ ตัดหรือปล่อยวางได้ไหม คิดเสียว่าไม่มีคุณ คนอื่นก็ทำได้

“เราไม่ได้เป็นจักรวาลที่เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง ถ้าตอบตัวเองในเรื่องนี้ได้ถ่องแท้เมื่อใด ก็รับรองว่าชีวิตจะมีความสุขกับสโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันมี สโลว์ไลฟ์ในแบบที่ดิฉันเลือก”

ข่าวอื่นๆ