สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:55 น.

สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“บิว” สันติสุข - “กิฟ” ลลิตา สร้อยระย้า คู่รักเจ้าของร้านกินเตี๋ยวเรือ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดบนถนนย่านพระราม 3 อยู่ในซอย 23 ทางเข้าวัดไทร แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

เข้าซอยประมาณ 50 เมตร อยู่ตรงหัวซ้าย 3 แยก (เลี้ยวขวาไปวัดไทร เลี้ยวซ้ายไปบริษัท วาโก้) ลักษณะร้านเป็นโกดัง 3 ห้อง สูงโปร่งกว้างขวาง บรรยากาศร้านน่านั่ง อีกสาขาหนึ่งอยู่ถนนสาธุประดิษฐ์ ในปั๊มน้ำมันซัสโก้ ระหว่างซอยสาธุประดิษฐ์ 15 กับ 17 ร้านเปิดมาได้ 4 ปี ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 กิจการทั้งสองสาขามีความมั่นคงดี ลูกค้าให้การอุดหนุนอบอุ่น

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่อยากทำในอนาคต นั่นคือการเปิดร้านอาหารอีสานเน้นเครื่องดื่มของนอก ทว่าราคาโลโซที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งยังมองหาทำเลเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสาขาที่ 3 อีกต่างหาก

ปัจจุบันสันติสุขทำหน้าที่ดูแลร้านเป็นหลัก ส่วนลลิตาดูการเงินบัญชี และช่วยดูแลร้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเธอยังเป็นพนักงานประจำในบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยทำเกี่ยวกับงานพากย์เสียง

“ก๋วยเตี๋ยวเรือเกิดขึ้นมาจากการตั้งเป้าหมายชีวิตหลังแต่งงานที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตและครอบครัว ด้วยความที่เราทั้งคู่ชอบกินก๋วยเตี๋ยว คิดว่าเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน่าจะดี

เลยตระเวนชิม ร้านไหนใครว่าอร่อยไปมาเกือบทุกที ตั้งแต่ อยุธยา รังสิต และกรุงเทพฯ จนมากินร้านหนึ่งก๋วยเตี๋ยวเรือของพี่เขาอร่อยมาก จากนั้นไปกินทุกวัน”

วันหนึ่งประจวบเหมาะจึงขอเรียนสูตรด้วย แต่เจ้าของร้านไม่ยอมสอน สันติสุขก็ไม่ท้อ ไม่ละความพยายาม ยังคงไปนั่งกินทุกวัน

“ไม่รู้สึกอายที่พี่เขาไม่สอน แต่อย่างน้อยก็ให้เขาเห็นหน้า เป็นวิธีการตื๊ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องพูดอะไร เพราะยังไงพี่เขาก็รู้จุดประสงค์และความตั้งใจของเราคืออะไรอยู่แล้ว จนในที่สุดพี่เขาใจอ่อนยอมสอนให้

จากนั้นผมก็มาหัดทำกิน ทำเลี้ยงในครอบครัวมาเรื่อยๆ ปรับสูตรของเราเอง เพราะเทคนิคในการทำก๋วยเตี๋ยวเรารู้แล้ว ซึ่งช่วงที่ฝึกปรือฝีมืออยู่นั้นก็ได้ขึ้นป้ายร้านไว้ล่วงหน้า ข้อความประมาณว่าเตรียมพบกับร้านกินเตี๋ยวเรือเร็วๆ นี้

แต่กว่าจะได้เปิดใช้เวลาหลายเดือน เพราะมีการปรับสูตรหลายครั้งกว่าจะได้สูตรที่ต้องการ กระนั้นพอเปิดร้านวันแรก ไม่รู้ว่าลูกค้ามาจากไหนเต็มร้าน โต๊ะไม่พอ ยืนอออยู่ในร้านจนล้นมาข้างนอก” สันติสุขเล่าที่มาของการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกับภรรยา

หากนับเวลาที่ทั้งคู่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันก็เข้าสู่ปีที่ 9 แต่ถ้ารวมสัมพันธภาพแห่งความรักที่สานก่อกันมาก็เป็นเวลา 22 ปีเข้าแล้ว

ปัจจุบันความรักของพวกเขายังคงเหนียวแน่นและงดงามไปพร้อมกับธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวที่เจริญขึ้นๆ ซึ่งถ้าย้อนปฐมบทแห่งรักของทั้งคู่ก็ต้องย้อนไปสมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เริ่มคบกันตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน

กิฟ พูดถึง “บิว ผู้ชายที่แสนดี”

“เราเรียนห้องเดียวกัน เริ่มคบกันมาตั้งแต่นั้น แต่เป็นการคบกันปกติ ไม่มีอะไรหวือหวา เพราะเราเป็นนักเรียนทั้งคู่ จึงไม่มีรูปแบบในการคบ แค่ใส่ใจ ห่วงใยกันธรรมดา มีน้ำใจให้กันบ้าง พอดีพองามไม่มีอะไรเกินเลย

ช่วงนั้นเขาค่อนข้างป๊อปปูลาร์สำหรับสาวๆ (หัวเราะ) หน่อย เพราะเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนด้วย แต่คุยกันมาจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย ก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ตอนนั้นเรียนที่วิทยาเขตรังสิต)

เขาเป็นคนอัธยาศัยดี จิตใจงาม นิสัยดี ไม่ถือตัว ตอนเรียนมหาวิทยาลัย 2 ปีแรก เรียนที่รังสิต เวลาไปเรียนเขาจะขับรถจากพระราม 3 มารับกิฟที่ลาดพร้าวไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน พอ 2 ปีหลังกิฟย้ายมาเรียนที่กล้วยน้ำไท ส่วนบิวลาออกไปเรียนรัฐศาสตร์ รามคำแหง กระนั้นก็ยังขับรถมารับไปส่งกิฟที่กล้วยน้ำไทตลอด ค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะไปรับกิฟ”

กิฟบอกว่าจนเธอเรียนจบก็ต่อโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็จะห่างกันบ้าง แต่เราก็พบกันอาทิตย์ละครั้ง

“พอเรียนจบต่างคนก็ทำงาน กิฟทำที่กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ส่วนบิวทำธุรกิจสนามฟุตบอลในร่มบนย่านถนนพระราม 3 ธุรกิจของครอบครัว จนกระทั่งเราอายุ 30 ปี ก็หมั้นหมายและแต่งงานกัน ซึ่งตลอดเวลาที่คบและใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบสูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย ใจเย็น สุขุม มีน้ำใจ และห่วงใยเราเสมอ อยู่แล้วอบอุ่น

อีกอย่างถ้าลองได้ตัดสินใจทำอะไร จะตั้งใจและทุ่มเทมาก อย่างธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว พอตัดสินใจว่าทำเขาก็พากิฟตระเวนไปชิมทุกร้าน ที่ไหนใครว่าเด็ดไปมาเกือบทั้งนั้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พอไปเจอร้านที่ใช่ ก็พยายามจะเรียนสูตรกับเจ้าของร้านให้ได้

ตอนแรกเจ้าของร้านปฏิเสธไม่สอนให้ เขาก็ยังไปร้านนั้นอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง หากใครถูกปฏิเสธอย่างนั้นคงไม่ไปอีกแน่ๆ แต่เขาไปทุกวันจนกระทั่งเจ้าของใจอ่อนยอมสอนให้แม้แลกกับการจ่ายเงินก็ตาม

เรียนมาแล้วก็มาฝึกทำ ปรับสูตรของตัวเอง เครื่องปรุงทุกอย่างทั้งพริก น้ำส้ม ทำเองหมด อย่างพริกใส่ก๋วยเตี๋ยวของร้าน พริกค่อนข้างละเอียดและเผ็ด เวลาคั่วทีเขาก็จะขนขึ้นรถไปคั่วที่เขาใหญ่ ซึ่งเรามีบ้านพักที่นั่น จะได้ไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนอื่น เขาเป็นคนทำอาหารเก่งอยู่แล้วซึ่งพรสวรรค์นี้ได้มาจากคุณแม่ เวลาชิมอาหารอะไรเขาสามารถบอกได้ว่าใส่เครื่องอะไรลงไปบ้าง

การออกแบบและตกแต่งร้านส่วนใหญ่บิวทำเอง เช่น การเลือกสีทาร้าน การตั้งเรือไม้ลำพอประมาณบรรทุกผักสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยวอยู่ตรงกลางร้าน (ร้านแรก) ให้ลูกค้าเดินมาเลือกหยิบผักตามชอบด้วยตัวเอง หรือขันกินน้ำเสิร์ฟลูกค้าก็ใช้ขันเงินเล็กๆ ลูกค้ามากินก๋วยเตี๋ยวก็มักจะชมว่าเก๋ไก๋ดี

บิวเป็นคนใจดีกับทุกคน เขามองลูกน้องเหมือนน้องคนหนึ่ง ลูกน้องก็จะรักเขา เขายังเป็นผู้ชายที่ใจกว้าง อย่างตอนนี้กิฟทำงานประจำอยู่และทำมาตั้งแต่เรียนจบ เขาเห็นว่าเรามีความสุขกับการทำงานตรงนั้นเขาก็แฮปปี้ด้วย ไม่เคยบอกให้ลาออกมาช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าวันหนึ่งหากมีการเปิดสาขาเพิ่ม หรือทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วเขาทำงานหนักขึ้นกิฟก็คงจะออกไปช่วยเขา”

บิว เอ่ยถึง “กิฟเป็นคนดีและใจใส่ทุกอย่าง”

“กิฟเป็นผู้หญิงที่ดีทุกอย่างแทบหาที่ติไม่ได้ มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือค่อนข้างงอนเก่ง (หัวเราะ) แต่เรื่องอื่นดีหมด เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ถ้าผมทำอะไรจะคอยช่วยเหลืออย่างดีทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาที่ดีมาก อย่างตอนที่จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวก็คอยให้คำปรึกษา และช่วยคิดช่วยทำตลอดแม้ว่าจะทำงานประจำก็ตาม

เป็นคนมีอุปนิสัยและจิตใจดี ชอบทำบุญ และมักจะชวนผมไปทำบุญอยู่ตลอด ที่สำคัญเป็นคนที่ใส่ใจทุกอย่าง อย่างเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าผมเขาพยายามไปซื้อให้นะ อยากให้ผมใส่ชุดใหม่ๆ แต่ผมเป็นคนแต่งตัวง่ายๆ ถ้าไม่ได้ไปไหน ก็จะใส่ชุดสีเดิมๆ

ผมเป็นคนที่ชอบสีดำ เวลาซื้อเสื้อก็จะซื้อเสื้อยืดสีดำ 10 ตัวเลย ใส่ทุกวัน คนที่รู้จักก็จะมองว่าผมใส่แต่ชุดเดิมๆ (หัวเราะ) แต่ถ้าไปข้างนอกหรือไปงานกิฟจะช่วยแนะนำบ้าง

สรุปจากใจกิฟเป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แม้จะงอนเก่งแต่ผมก็คิดว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงเขาเสมอคือเรื่องสุขภาพมากกว่า เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างป่วยง่าย เดี๋ยวเป็นไข้ เดี๋ยวเป็นภูมิแพ้ เดี๋ยวโรคกระเพาะ” 

ข่าวอื่นๆ