ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:35 น.

ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

โดย มัลลิกา นามสง่า 

เธอโชคดีที่ทำอะไรก็เจ๊งตั้งแต่อายุน้อย

เธอโชคดีที่ป่วยตั้งแต่ยังสาว

เธอโชคดีที่มีมิตรคอยซ้ำเติมในวันย่ำแย่

วันนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

“ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย” หรือตอนนี้เป็นที่รู้จักในบทบาท “ครูธัญญ์” ครูสอนนวดหน้าพลิกชีวิต เธอไม่ได้ใช้ศาสตร์การนวดหน้าเรียวยกกระชับแค่พลิกชีวิตของตัวเองเท่านั้น หากเมื่อเธอสามารถยืนหยัดได้อีกครั้ง เธอส่งต่อโอกาสและกำลังใจให้กับอีกหลายคน

สวยด้วยมือ รวยด้วยมือ

ปัจจุบัน ธัญญ์นภัส หรือ ครูธัญญ์ เป็นผู้ก่อตั้ง “อาคีร่า” (Akira) สถาบันสอนนวดหน้าเรียวยกกระชับด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด และเจ้าของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าออร์แกนิก “พ.ใจใส” (Porjaisai)

จากชีวิตติดลบ ล้มมาแล้วไม่รู้กี่กระบวนท่า บาดเจ็บถลอกปอกเปิก ล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ครูธัญญ์ก็กัดฟันสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค งัดทุกแรงพลังที่ยังพอมีแรงขับเคลื่อนอยู่ในร่างอันบอบบาง ซึ่งพลังแผ่วอ่อนล้าลงทุกๆ วัน เช่นเดียวกับกำลังทรัพย์ที่ไม่ต้องเสียเวลานับจำนวนเลย

“ธัญญ์ได้ศาสตร์การนวดหน้ามาจากท่านอาจารย์สมคิด ลวางกูร สำนักกุโสดอ ตอนนั้นเป็นครูสอน ก่อนที่อาจารย์สมคิดจะปิดตัวกุโสดอ ธัญญ์ได้ขอออกมารับนวดหน้าเอง เมื่อปี 2558 อาจารย์สมคิดก็บอกว่า ออกไปต้องรอด ต้องรวยกว่าอยู่กับอาจารย์นะ นั่นเป็นเหมือนคำอวยพร”

สมคิด ลวางกูร ไม่ใช่เพียงผู้ให้โอกาส หากแต่ก่อนหน้านั้นหนังสือชื่อ “มึงสู้จริงหรือเปล่า!” ทุกตัวอักษรที่เขาเขียน ได้กระตุกพลังที่ริบหรี่ของเธอให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ตอนนั้นธัญญ์เริ่มซื้อน้ำมันมะรุมมาขายแล้ว แต่ยังไม่ปิ๊งไอเดียทำธุรกิจเท่าไร ยังไม่กล้าฮึด เพราะที่ผ่านมาทำอะไรก็เจ๊งหมด จนขาดความมั่นใจ จะไปทางไหน เริ่มต้นยังไง

วันหนึ่งเจอหนังสือชื่อ มึงสู้จริงหรือเปล่า! อ่านจบภายในวันเดียว หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตธัญญ์ บอกตัวเองทันที ถ้าฉันประสบความสำเร็จจะไปเจอเขาให้ได้

จนวันที่ได้เจอตัวจริงธัญญ์ก้มลงกราบแล้วร้องไห้เลย ซึ่งการที่อาจารย์สมคิดติดต่อให้ธัญญ์ไปช่วยงานไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าธัญญ์มีท่านเป็นต้นแบบ”

ชีวิตกำลังมั่นคง มีเงินเดือนแน่นอน แต่เธอเลือกออกมารับนวดหน้าเดลิเวอรี่เอง มีเพียงกระเป๋า 1 ใบ และสองมือ ที่เธอจะพลิกชีวิตของตัวเอง

“ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราเรียนรู้ว่า ลงทุนน้อยพลิกชีวิตได้เร็ว สมัยนี้การทำธุรกิจปลาเล็กกินปลาใหญ่ บางทีปลาใหญ่ก็เคลื่อนตัวได้ช้า แต่เราเข้าถึงลูกค้าได้ไว ไม่ต้องรอใครอนุมัติ ตัวเล็กวิ่งชนลูกค้าโดยตรง”

เธอทำการตลาดประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ โพสต์คำคมต่างๆ ลงเฟซบุ๊ก เล่าเรื่องราวชีวิต ข้อคิดที่ได้ในแต่ละวัน ทำให้มีผู้ติดตามและลูกค้ามากขึ้น ใช้เวลาไม่กี่เดือน จากคนนวดกลายเป็นครูสอนการนวดหน้าเรียวยกกระชับที่มีลูกศิษย์จำนวนมาก

“นวดครั้งละ 1,500 บาท คนที่ถูกเรานวดได้ผลก็อยากเรียน พอเราสอนเขาไปต่อยอดทำรายได้เดือนหนึ่งหลายหมื่น ทำให้เป็นที่รู้จักธัญญ์ก็เปิดสอนที่บ้านเช่า ไม่ได้เปิดใหญ่โต เริ่มต้นจากเล็กๆ แต่มั่นคง ไม่ได้แค่สอนนวดหน้า แต่เราสอนถึงการเข้าหาลูกค้าด้วย

ถึงตอนนี้ธัญญ์ก็ไม่ได้ขับรถหรูเหมือนเมื่อก่อน เพราะนำเงินที่หาได้มาเปิดสถาบันอาคีร่า ธัญญ์ผ่านมาหมดแล้วจนรู้ว่าเราควรนำเงินมาใช้ในส่วนไหน อย่างไร ที่มันจะเกิดความคุ้มค่า”

เพียงเวลา 3 ปี เธอพลิกชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง และสวยงามสง่ากว่าคราวที่พึ่งใบบุญสามี เพราะกาลนั้นสามีเป็นคนดูแลธุรกิจทุกอย่าง พอสิ้นเขาเธอก็ไร้เครดิตทางการค้า ต้องขายทุกอย่างใช้หนี้ธุรกิจไปหมด แต่ครั้งนี้การเกิดขึ้นของสถาบันอาคีร่า เธอเป็นผู้ก่อตั้งเองด้วยสองมือ

“อาคีร่า” แปลว่า แสงแห่งอาทิตย์ ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างให้กับชีวิตเธออีกครั้ง

ทุกคนมีสองมือ หากแต่สองมือนั้นจะไร้ประโยชน์หากปราศจากการ “ลงมือทำ” ซึ่งเธอผู้นี้แม้จะล้มกี่ครั้งจนสิ้นเนื้อประดาตัวเธอก็ยังลุกขึ้นได้ เพราะเธอลงมือทำและเธอไม่หยุดลงมือทำจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ตีตรวนด้วยความล้มเหลว

ก่อนจะเข้าสู่ธุรกิจความงาม ก่อนหน้านี้เป็น 10 ปี เธอทำอะไรก็เจ๊งหมด เริ่มจากชีวิตที่สุขสบายเป็นนายคน มีแฟนทำธุรกิจหลายอย่าง เธอช่วยเหลือบ้างในส่วนของงานเล็กๆ น้อยๆ พอแฟนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บ้าน รถ ทรัพย์สิน ถูกยึดไปหมด เพราะทำธุรกิจจากเงินหมุน

“ผู้หญิงเราจะมีอะไรเหลือนอกจากเสื้อผ้า กระเป๋า ที่บ้าซื้อไว้ มาเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ ท้อมาก ไม่รู้จะไปไหน ก็ตัดสินใจขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แรกๆ ก็เอาของเรามาขายก่อน ขายของตัวเองจนหมด ได้เงินมาแค่พอซื้อเตาแก๊สปิกนิก กระทะ เป็นทุนต่อ

ตัดสินใจขายข้าวไข่เจียวทรงเครื่อง วันแรกขายได้ 500 บาท ดีใจมาก จนขายได้หลายพันบาท เริ่มหาลูกน้องมาช่วย และขยายสาขา จากข้าวไข่เจียวก็ขยายเป็นร้านขายผัดไทย ข้าวแกง อาหารอีสาน จนมีเงินก้อน เห็นอะไรทำเงินทำหมด หุ้นกับเพื่อนเปิดผับเกย์”

เธอทำหลายอย่างมาก น่าจะรวย แต่ผลปรากฏว่า ยิ่งทำเยอะ ทุกๆ อย่างยิ่งแย่ ทุนหาย กำไรหด แต่สิ่งที่ลดลงอย่างน่ากลัวที่สุดก็คือ สุขภาพที่ย่ำแย่ลง เงินที่หามาได้ใช้หมดไปกับการรักษาตัวเอง

“ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไปจ่ายตลาดเองแต่เช้ามืด วิ่งดูร้านเช้าจนถึงบ่าย ได้นอน 3 ชั่วโมง ตื่นไปดูผับเกย์ พอทำร้านก็นอนดึก ดื่มเหล้า ยังไม่ได้นอนไปจ่ายตลาด ชีวิตวนอยู่แบบนี้หลายปี

ร่างกายทรุด เริ่มต้นจากการปวดท้องหนักมาก ตรวจพบก้อนเนื้อที่ช่องท้อง หมอต้องผ่าตัด ทำกับข้าวไม่ได้ แบกของไม่ได้ นอนพักฟื้นอย่างเดียว

ที่ผ่านมาเราเอาเงินไปหมุนเปิดร้านใหม่ๆ ตลอดเวลา มองทุกช่องทางจะทำเงินหมด จนคิดได้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี คนเราควรลงมือทำให้เต็มที่ เรามีศักยภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราใส่ตรงนี้ไปสิบ ตรงนี้ไปยี่สิบ เรากระจายศักยภาพของตัวเอง แต่เราหวังผลมันร้อยเปอร์เซ็นต์คืนกลับมาไม่ได้

ตอนนั้นทำร้านอาหารอยู่ประมาณ 5 ปี อายุประมาณ 27 ปี ไปแบกซื้อของก็ไม่ได้ ถ้าทำร้านแล้วจ่ายของเองไม่ได้ ทุกอย่างรั่วหมด ผับก็มีแต่เพิ่มเงินทุน สมัยก่อนทำธุรกิจไม่มีความฉลาด ฉลาดทำแต่ไม่มีความเฉลียว ก็เลิกทำร้านทุกอย่าง ได้เงินทุนจากการเซ้งร้านมานิดหน่อย มาหาทำธุรกิจใหม่ ก็ได้ข้อคิด เราจะทำงานอะไรดีที่ใช้บุคลากรน้อยแต่สามารถได้เงิน

ก็มาลงเอยที่ขายส่งเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ ทำตามเพื่อน ลงทุนเยอะเป็นล้าน ก็กู้เงินมา แต่เรามาทำช่วงที่ตลาดออนไลน์เข้ามา และคนจีนก็เข้ามาขายเอง เราเท่ากับพ่อค้าแม่ค้าคนกลางอยู่ไม่ได้ ก็ออกแบบเสื้อผ้าเองจ้างคนตัด ช่วงนั้นทำงานหนักมาก ทำงานแข่งกับเวลา ”

ธุรกิจที่ลงทุนลงแรงใหม่แต่ไม่ผลิดอกออกผลดังที่วาดหวัง แต่สิ่งที่สำแดงออกมาชัดเจนคือดอกเบี้ยเงินกู้ และอาการป่วยที่ไม่ทุเลายิ่งทำงานหนักยิ่งเครียด ในที่สุดเข้าตำราจน เครียด เพื่อนหาย

“ชอบทำงาน ชอบทำธุรกิจ อยากรวยอยากประสบความสำเร็จ แล้วก็โดนคนครหาไว้เยอะ ว่าเป็นตัวซวย ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จหรอก

ช่วงนั้นร่างกายเริ่มมีปัญหา เนื้อตัวเริ่มพอง ผิวเริ่มลอก ตีคู่มากับโรคซึมเศร้า เพราะทำงานหนัก เครียดมาก เริ่มต้นรู้อาการได้จากตัวเองเลย เจอคนพูดเสียงดังน้ำตาเราไหลเลยรู้สึกน้อยใจ ใครมาเล่าเรื่องญาติเสียเรานี้ตัวสั่น หดหู่มาก

แล้วก็ตัดสินเอง สังคมไม่เอาเรา เราคุยกับใครเขาไม่อยากคุยกับเรา แล้วยิ่งทำงานหนักก็ไม่อยากสุงสิงกับใคร จนตัดสินใจไปหาหมอ หมอก็บอกเป็นโรคซึมเศร้า พบหมอทุกอาทิตย์ ประมาณ 3 เดือน จากนั้น 2 อาทิตย์ไปครั้ง”

ผลจากการใช้แรงกายหักโหม เธอได้โรคเพิ่มมาอีกหนึ่งเป็นผลตอบแทน “ปวดท้องมาก หมอบอกมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ ตอนนั้นแย่มาก พอร่วงรอบสุดท้ายไม่อยากทำอะไรแล้ว ไม่กล้าพบใคร เพื่อนฝูงก็มองว่าเราล้มเหลว เราก็รู้สึกเราตัวซวย ทำอะไรก็ล้มเหลว

จากความเครียดมาก ผิวหนังเริ่มพุพองตามตัว เหมือนสะเก็ดเงิน เวลาคนเราเครียดอาการจะซ่อนอยู่ข้างในร่างกาย แต่ของธัญญ์ปะทุผิวออกมาเลย นิ้วมือลอก หนังศีรษะลอก ตามตัวเป็นผื่นแดง ตอนนี้ก็ยังมีอาการ ถ้าช่วงไหนเครียดพักผ่อนไม่เพียงพอ”

ความสำเร็จเริ่มที่ ลงมือทำ

เธอกลับมาติดลบอีกครั้ง นอกจากจะสูญสิ้นเงินทอง ร่างกายก็บอบช้ำจากโรคภัยรุมเร้า ที่พึ่งพิงสุดท้ายคือ บ้าน คือแม่ และเธอก็ได้รับอ้อมกอดอบอุ่นเยียวยาใจที่หนาวเหน็บ

“เจอจุดเปลี่ยนของชีวิต แม่จะทำข้าวให้กิน ธัญญ์บอกแม่ไม่ต้องหนูจะทำข้าวไข่เจียวให้แม่เอง หนูเคยทำขายอร่อยมาก พอทำเสร็จแม่น้ำตาคลอ เพราะนี่คือข้าวจานแรกที่ลูกทำให้แม่ ทำให้คิดได้ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรตั้งมากมาย มีเงินทองก็ไม่ได้ให้แม่เยอะเลย

ธัญญ์มีความรู้สึกตอนนั้นเลยว่า คนที่ตายก่อนต้องไม่ใช่เรา ไม่อย่างนั้นแม่แก่ตัวไปใครจะดูแล หลังจากนั้น ตัดสินใจว่า ตัวเองต้องไม่ตาย

กลับมาดูตัวเอง ป่วยเพราะอะไร 1.ถึงเวลากินไม่กิน 2.ถึงเวลานอนไม่นอน 3.ถึงเวลาพักไม่พัก 4.ขับถ่ายไม่เป็นเวลา 5.เจอปัญหาคิดลบทุกสถานการณ์ พวกนี้แหละทำให้เราป่วย

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน กินข้าวก่อน 9 โมงเช้า 2 ทุ่มนอนแล้ว พอเรากินดีนอนดีก็ขับถ่ายดีเป็นเวลา

เจอปัญหาคิดบวก เริ่มจากมองตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก โชคดีที่ร่างกายเจ็บป่วยตอนที่เรายังมีภูมิแข็งแรงพอฟื้นฟูได้ โชคดีที่ทำธุรกิจล้มตอนเรายังอายุน้อย ถ้าเราทำล้มตอนอายุ 50 อาจไม่มีแรงลุกขึ้นสู้ ธัญญ์บอกกับตัวเองทุกเช้า เราเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก”

เมื่อเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตถูกสุขลักษณะ สุขภาพกายใจได้รับการพักฟื้นเยียวยาถูกวิธีก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ไม่หายขาด เธอก็พร้อมฮึดขึ้นสู้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่เพื่อแม่ ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญ

“ธัญญ์อ่านเจอเนื้อหาหนึ่งแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้ เขารวบรวมคนที่ล้มเหลวจากทั่วโลกแล้วคนเหล่านี้ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ ก็คิดได้ว่า เราไม่ใช่คนเดียวที่ล้มเหลว ไม่ใช่เราคนเดียวที่เจ็บปวด การล้มเหลวมันเป็นเรื่องธรรมดาของคน ล้มแล้วก็ลุก

ธัญญ์จำใจความหนึ่งได้แม่น นักธุรกิจคนหนึ่งทำอะไรก็ล้มจนกลายเป็นคนไม่มีเครดิตกับสังคม แล้วเขามีทางออกให้ 3 ทาง 1.ยอมรับคำพิพากษาจากสังคม แล้วกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อ 2.เครียด เป็นบ้า ฆ่าตัวตาย3.ไม่สนใจและก้าวผ่าน

คนที่ด่าเราเคยล้มแล้วลุกได้เหมือนเราไหม เพราะฉะนั้นธัญญ์บอกตัวเองว่า เราเป็นคนแบบที่ 3 คนที่ไม่ผ่านประสบการณ์เหมือนเราจะมาตัดสินเราไม่ได้ เราต้องตัดสินกำหนดชะตาตัวเอง

ธัญญ์ตัดสินใจกำหนดชีวิตตัวเองเลยว่าธัญญ์เป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด แล้วเดินไปขอเงินแม่ลงทุน แม่มีเงินทั้งบ้าน 5,000 บาท แบ่งมาให้ธัญญ์ 3,000 บาท ธัญญ์เอาเงินไปซื้อน้ำมันมะรุมมาขาย เพราะธัญญ์ใช้ทาผิวที่ลอกเป็นสะเก็ดที่เกิดจากความเครียดแล้วได้ผลดี มีคนถามว่าใช้อะไร ธัญญ์มั่นใจในสินค้า เริ่มจากสิ่งที่เราใช้จริง

เริ่มตั้งเป้าหมาย หนึ่งสัปดาห์ขายยังไงให้ได้ 10 ขวด สร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 พออยู่ พอเพียง พอกิน ก็เลยตั้งชื่อ พ.ใจใส”

ชีวิตกลับมาสู่แม่ค้าตลาดนัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมประสบการณ์ที่ล้มเหลวอย่างโชกโชนและเชื่อมั่นว่าจะไม่ล้มอีกแล้ว เพราะทุกจังหวะเธอก้าวไปอย่างระมัดระวังที่สุด แม้จะมีสะดุดบ้างแต่ก็ข้ามผ่านได้

“ก้าวแรกคือก้าวที่ยากที่สุด ก็ไปขายน้ำมันมะรุมที่ตลาดนัด หาความรู้เกี่ยวกับสินค้าเพื่ออธิบายกับลูกค้า เช้าตลาดนัดหนึ่ง เย็นอยู่อีกตลาดนัดหนึ่ง บางวันออกไปขายของไม่มีเงินติดตัวลงทุน แต่เราต้องมีเงินกลับบ้าน บางวันขายได้เงินเป็นหมื่น

ได้บทเรียนจากการทำธุรกิจ ทำร้านอาหารต้องใหญ่โตหรูหรา พอวันหนึ่งเราเป็นแม่ค้าตลาดนัด ลงทุนน้อยแต่คืนทุนไว พลิกชีวิตได้เร็ว เราต้องตัดรายจ่ายค่าเช่าร้านที่แพงออกไป”

จากการเป็นแม่ค้าตลาดนัดสู้ชีวิต ทำให้เข้าตาของ สมคิด ลวางกูร จนสุดท้ายเธอได้รับโอกาสได้รับความรู้และนำมันมาต่อยอด ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จนสร้างสถาบันอาคีร่าได้สำเร็จ

ในวันที่เธอพบแสงสว่างแล้ว เธอก็อยากส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังมืดบอดในเส้นทางทำมาหากิน ล่าสุดไปเป็นครูสอนนวดหน้าเรียวยกกระชับให้ผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลาง คลองเปรม

“ทุกวันนี้ชีวิตธัญญ์มีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ เพราะธัญญ์ได้รับโอกาสดีๆ ในการได้เรียนรู้วิชาชีพนี้จากท่านอาจารย์สมคิด ลวางกูร

จากประสบการณ์ของธัญญ์ที่ได้ลงมือทำ ทำให้ธัญญ์มั่นใจและอยากส่งต่ออาชีพนี้ให้กับผู้หญิงทุกคน ที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้เงินช่วยเหลือคน คนใช้ไม่เป็นก็หมด แต่ถ้าให้วิชาชีพติดตัวก็หากินได้ตลอดชีวิตแบบไม่มีวันหมด

การที่ธัญญ์ได้รับโอกาสดีๆ ไปสอนในเรือนจำ ทำให้ธัญญ์มองว่า คนทุกคนล้วนแต่เคยทำผิด ขึ้นอยู่กับผิดมากหรือผิดน้อย แต่การที่ได้ทำอะไรลงไปแล้ว นั่นย่อมมีเหตุผลเสมอ

ถ้าเรามองชีวิตจริงๆ แล้ว การผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ผิดแล้วแก้ไข ปรับปรุง ชีวิตก็จะดีขึ้น ถ้าความรู้ที่ธัญญ์มีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ มีรายรับเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ธัญญ์ยินดีส่งต่อให้ค่ะ”

หากคุณมีเป้าหมายสักอย่างในชีวิต อย่ามัวแต่มองมัน แต่จงลงมือทำ ทำแล้วก็ทำ มันอาจจะไม่สำเร็จในเร็ววัน มันอาจจะล้มเหลว ผ่านการเจ็บปวด บาดเจ็บบ้าง แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดลงมือทำ สักวันมันจะสำเร็จ

ถ้าไม่เชื่อ คุณลองลงมือทำดูสิ แล้วคนที่โชคดีที่สุดในโลกอาจจะเป็นคุณก็ได้...

ข่าวอื่นๆ