ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

เรื่อง : จะเรียม สำรวจ & ทีม@Weekly

พอก้าวเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศของอาคารห้างร้านต่างๆ ก็จะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เดินไปร้านไหน ห้างค้าปลีกไหน ก็จะเห็นสินค้าประเภทของขวัญของฝากนำมาจัดเรียงอย่างสวยงาม เพื่อต้อนรับลูกค้า เพราะช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการมอบของขวัญเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่กัน

การสะพัดของเม็ดเงินในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 ต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่จะมีการส่งมอบของขวัญและจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ ถือว่าเป็นการส่งรับความสุขซึ่งกันและกัน มาดูเทรนด์ต่างๆ ในเทศกาลนี้กัน

ข้อมูลคาดการณ์จากโพลและการวิจัยต่างๆ

จากการแถลงของ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่าผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2562 คาดว่ามีเงินสะพัด 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แบ่งเป็นการใช้จ่ายคนกรุงเทพฯ 6.22 หมื่นล้านบาท และคนต่างจังหวัด 7.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่าบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยเป็นการใช้จ่ายเพื่อไปท่องเที่ยวมากสุด ซึ่งเที่ยวในประเทศ 5.86 หมื่นล้านบาท และเที่ยวต่างประเทศ 3.83 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1.74 หมื่นล้านบาท เลี้ยงสังสรรค์ 1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น และปัจจัยที่คนเป็นห่วง คือ ราคาน้ำมัน คอร์รัปชั่น ซึ่งต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวม การเมืองมีเสถียรภาพ ปัญหาสังคม เป็นต้น

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 30,800 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากราคาสินค้าและอาหารที่แพงขึ้น และถึงแม้ว่าในปีนี้มาตรการช็อปช่วยชาติจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ในทุกหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค

รวมถึงการแจกเงินปีใหม่ 500 บาท ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยและได้ทยอยแจกในช่วงเดือน ธ.ค. น่าจะกระจายตัวอยู่ในกลุ่มคนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกก็น่าจะมีการโหมจัดกิจกรรมกระตุ้นการขายในทุกกลุ่มสินค้าอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งช่วงเทศกาล

สำหรับเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 แยกเป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 9,400 ล้านบาท รองลงมา คือ ท่องเที่ยวในประเทศ (ค่าเดินทางกลับบ้าน เดินทางท่องเที่ยว รวมถึงค่าที่พัก) 8,800 ล้านบาท ซื้อของขวัญ/ของฝาก 8,400 ล้านบาท การให้เงินพ่อแม่/พี่น้องเป็นของขวัญปีใหม่ 2,100 ล้านบาท และทำบุญ/ไหว้พระ 1,600 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (อาทิ ดูหนัง ฟังเพลง บริจาคสิ่งของ) 500 ล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,600 บาท เทียบกับปี 2561 ที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,400 บาท

การมอบของขวัญให้แก่กันยังคงเป็นกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ กว่า 55% ของคนที่ทำแบบสำรวจเลือกทำในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 มากเป็นอันดับ 1 แต่ทั้งนี้คนกรุงเทพฯ อาจจะวางแผนเน้นซื้อให้เฉพาะบุคคลสำคัญอย่างคนในครอบครัว รวมถึงการซื้อเพื่อนำมาร่วมจับสลากภายในองค์กรหรือบริษัท ซึ่งประเภทของของขวัญที่ซื้อให้ในแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกันไป

ส่วนของขวัญที่มอบให้คนในครอบครัวจะเน้นหมวดที่เกี่ยวกับสุขภาพเป็นหลัก เช่น กระเช้าของขวัญ สินค้าเพื่อสุขภาพ (วิตามินและอาหารเสริม) และเครื่องแต่งกาย ส่วนของขวัญที่ซื้อเพื่อจับสลากจะเน้นที่การใช้งานและตอบโจทย์ได้กับคนทุกกลุ่มมากกว่า เช่น อุปกรณ์เสริมไอที (แบตเตอรี่สำรอง แผ่นรองกันกระแทกหรือเคสโทรศัพท์ หูฟัง) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และช็อกโกแลต/คุกกี้

ห้างสรรพสินค้าถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่คนกรุงเทพฯ เลือกไปซื้อของขวัญและทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ถึง 94% ของคนที่ทำแบบสำรวจ รองลงมา คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้ให้เห็นว่าร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน (Offline) ยังตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการจับจ่ายของคนกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสินค้าและบริการให้เลือกครบครัน และครอบคลุมความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย (Life-Style Mall)

อย่างไรก็ดี กระแสช็อปปิ้งออนไลน์ (คนกรุงเทพฯ 28% เลือกใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้) ก็ถือว่ามาแรงไม่น้อยเช่นกัน เพราะจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาจับจ่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน ซึ่งการสั่งซื้อที่ได้ความนิยมสูง คือ การสั่งซื้อผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลค์ เพราะมีการเข้าใช้อยู่เป็นประจำ

เทรนด์สุขภาพมาแรงหนุนธุรกิจของขวัญคึกคัก

สำหรับเทรนด์ของขวัญที่มาแรงในปีนี้ดูเหมือนว่าจะอิงมาในแนวเพื่อสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคนไทยหันมารักสุขภาพและรักษ์โลกกันมากขึ้น จึงทำให้ของขวัญของฝากแนวเพื่อสุขภาพได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

จิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน กล่าวว่า การส่งมอบของขวัญหรือกระเช้าในช่วงปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมปกติที่มีการมอบสิ่งของให้แก่กัน โดยเฉพาะการมอบให้คนรักและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือต่างๆ ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมซื้อมอบเป็นของขวัญให้แก่กันในปีนี้ คือ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ อย่างเช่น สมาร์ทวอตช์ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

“ขณะเดียวกันการที่ปีนี้ประเทศไทยมีการจัดงานวิ่งมาราธอนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาสมาร์ทวอตช์ไม่สูง คือ จำหน่ายกันอยู่ที่หลักร้อยบาท จากเดิมจะจำหน่ายกันที่หลักพันบาท จึงทำให้สมาร์ทวอตช์ยิ่งเป็นที่สนใจซื้อมอบให้เป็นของขวัญในกลุ่มของผู้ที่ชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

นอกจากนี้ ในกลุ่มของกระเช้าเพื่อสุขภาพ สปา อาหารแปรรูป สินค้าโอท็อป และสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เพื่อซื้อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโอท็อปปีนี้ถือว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าโอท็อปมีการใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยในการผลิตทำให้สินค้ามีอายุยาวนานมากขึ้น”

จิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดของขวัญ ของชำร่วย และของแต่งบ้านในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้ที่ 4.5% จากมูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จากปี 2560 ที่ทรงตัว โดยปัจจัยหลักเกิดจากกลุ่มสินค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวโตเฉลี่ย 5-6% ส่งผลให้มีมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งตลาดส่งออกที่ยังเติบโตได้ถึง 4.5% จากมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท จึงทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น

ต้อนรับปีใหม่ ซื้อสินค้าเป็นของขวัญยังคึกคัก

ร้านลอฟท์ (Loft) ปีนี้ก็มีการเตรียมสินค้าพิเศษไว้คอยต้อนรับลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อเป็นของขวัญส่งมอบให้กันในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน

กชวร สกุลเสาวภาค ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ ผู้บริหารร้าน “ลอฟท์” กล่าวว่า ของขวัญเป็นสิ่งที่ให้กันได้ในทุกโอกาส ทุกคนอยากให้คนที่เรารักมีความสุข ยังไม่นับการจับสลากของขวัญกับเพื่อนๆ และครอบครัว ซึ่งในส่วนของปีนี้บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของขวัญที่ร้านลอฟท์ถือว่ามีความคึกคักมากกว่าทุกปี เพราะมีสินค้าให้เลือกใหม่ๆ มากมาย เนื่องจากบริษัทมีทีมงานที่ใช้เวลาคัดเลือกสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ของที่ถูกใจและสนุกกับการเลือกช็อปปิ้ง

“สินค้าพิเศษที่ร้านลอฟท์เตรียมไว้ต้อนรับลูกค้า ยังคงเน้นไปที่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ เพราะถือเป็นคาแรกเตอร์โดยเฉพาะของร้านลอฟท์ที่มัดใจลูกค้า ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้ของขวัญกลับไปอย่างแน่นอน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นกลุ่มตุ๊กตา เครื่องสำอาง เครื่องเขียน ชุดกาแฟ แกดเจ็ต ที่เน้นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เช่น พาวเวอร์แบงก์น่ารักๆ และสมุดแบบ Customized เป็นต้น”

กชวร กล่าวต่อว่า เทรนด์ของขวัญที่มอบให้เป็นการส่วนตัวที่มาแรงในปีนี้ คือสินค้าแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ เพราะมีความพิเศษไม่เหมือนใครและมีคุณค่าทางจิตใจ

“จะเห็นได้ว่ามีลูกค้าที่ซื้อสมุดและแอกเซสซอรี่ ไปตัดแปะ ตกแต่ง เอารูปมาผสม เอาปากกาไปเขียนข้อความในใจ ครีเอทเป็นของขวัญชิ้นเดียวในโลก ส่วนของขวัญอีกกลุ่มที่เป็นที่นิยมคือสินค้าสินค้าเกี่ยวกับไอทีแกดเจ็ต ส่วนกลุ่มสินค้าตุ๊กตาก็ยังเป็นที่นิยมต่อเนื่อง”

เช่นเดียวกับสินค้าคอลเลกชั่นประเภทตุ๊กตา Blind Box กชวร ชี้ว่าส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเป็นของขวัญสำหรับตนเอง สะสมเองหรือซื้อไปเซอร์ไพรส์ให้คนสนิท นอกจากนี้ที่ร้านลอฟท์มีบริการห่อของขวัญแนวญี่ปุ่นฟรีเมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป

กระเช้าของขวัญเน้นแปลกใหม่และคุ้มค่า

นอกจากกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จะได้รับความนิยมซื้อเป็นของขวัญในปีนี้แล้ว ในส่วนของกระเช้าของขวัญก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในปีนี้ห้างค้าปลีกต่างๆ ก็มีการเพิ่มความแปลกใหม่และความคุ้มค่าเข้าไปในกระเช้ามากขึ้น เพื่อดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เริ่มจากเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ผู้นำพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดสโตร์ที่ปีนี้ออกมาใช้งบถึง 100 ล้านบาท ในเปิดตัวเทศกาลกระเช้าของขวัญปีใหม่ Season’s Giving 2019 ภายใต้แนวคิด Gifts That Give Back ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับไม่รู้จบ คัดสรรสินค้าระดับคุณภาพทั่วไทยและทุกมุมโลก จัดลงกระเช้าที่ออกแบบสุดพิเศษมากกว่า 120 แบบ ราคาเริ่มต้นที่ 350-19,500 บาท

นอกจากนี้ ยังชูกลยุทธ์สานต่อการตลาดเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Marketing) ส่งต่อความสุขถึงผู้ผลิต ผู้ให้ ผู้รับ มอบสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ตอบโจทย์ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนสินค้าชุมชนท้องถิ่น เปิดตัวกระเช้าอัตลักษณ์ 4 ภาคครั้งแรกของไทย

พร้อมจับเทรนด์ I am so special สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกระเช้าดีไอวายที่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามความชอบ รับไลฟ์สไตล์ความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) และมอบโปรโมชั่นส่วนลดจริงสุดคุ้มค่า เลือกรับส่วนลดเงินสด หรือบัตรของขวัญรวมสูงสุด 35% รับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 20% และเลือกผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหาร เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ กล่าวว่า ไฮไลต์กระเช้าของขวัญปีใหม่ปีนี้บริษัทเน้นไปที่การจัดกระเช้าในรูปแบบอัตลักษณ์ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับสู่ชุมชน 4 ภาคทั่วไทย

“ด้วยการดึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ ทั้งดีไซน์กระเช้าและการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ในกระเช้า เช่น ภาคเหนือ ทำเป็นกระเช้าม่วนใจ๋ โดดเด่นด้วยสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ภาคอีสาน ทำเป็นกระเช้าฮักเด้อ สร้างเอกลักษณ์ด้วยการใช้ผ้าขาวม้าจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และหมอน ขิดบ้านด่านเหนือ จ.กาฬสินธุ์ มาตกแต่งกระเช้าให้สวยงาม

ภาคใต้ ทำเป็นกระเช้าหรักจังฮู้ คัดสรรของดีของเด่นจากภาคใต้หลากหลายรายการ และภาคตะวันตกทำเป็นกระเช้าถิ่นรัก รวมถึงกระเช้าสินค้าจีไอ (GI) และกระเช้าสินค้าชุมชน เป็นการส่งความสุขกลับคืนสู่เกษตรกร ชุมชน ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก”

ความโดดเด่นแปลกใหม่ยังมีกระเช้าดีไอวาย (Do it yourself ) ภัทรพร บอกว่าจับเทรนด์ I am so Special เพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าที่เป็นปัจเจกนิยมที่ต้องการครีเอทมิกซ์แอนด์แมตช์ด้วยตัวเองตามความชอบ กระเช้าเอ็กซ์คลูซีฟจากโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย กระเช้า Healthier Choice สำหรับผู้ที่รักสุขภาพคัดสรรเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพกระเช้าผัก-ผลไม้ออร์แกนิก และกิฟต์เซตผลไม้

ทางด้านกูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ต กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็ออกมาจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hampers 2019” เดินหน้าบริการเดลิเวอรี่เสริมทัพสั่งด่วน ส่งไวได้หลากหลายแอพพลิเคชั่น พร้อมกระหน่ำโปรโมชั่นลดสูงสุด 38% ตั้งแต่วันนี้-15 ม.ค. 2562

ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า การจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hamper 2019” ในปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท จัดแคมเปญขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Traditional Christmas with a twist” ในบรรยากาศแห่งความสุข สดใส ด้วยเหล่า Gingerbread Man ร่วมกันยกขบวนกระเช้าของขวัญที่เราครีเอทให้ได้เลือกซื้อกว่า 100 รูปแบบ รวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ ครบครันจากทั่วทุกมุมโลกมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในรูปแบบและราคาที่เหมาะสมตั้งแต่กระเช้ามาตรฐานไปจนถึงกระเช้าพรีเมียม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,279-1.6 หมื่นบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ความคึกคักที่เกิดขึ้นดังกล่าวน่าจะทำให้ภาพรวมตลาดของขวัญของชำร่วยและของแต่งบ้านในปีนี้เติบโตตรงตามเป้าหมายที่ 4.5% จากมูลค่า 7 หมื่นล้านบาทได้อย่างแน่นอน 

ข่าวอื่นๆ