ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:40 น.

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

โดย พรรษ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ 

เคยเห็นคนรักสุนัขมามาก แต่ผู้อ่านต้องไม่คิดแบบเดียวกันนั้นกับ “ธนพัต ทับทอง” เขาคือคนรักสุนัขคนหนึ่ง ที่ได้พลิกมุมคิดกับชีวิตก็เพราะสุนัขที่เลี้ยง เรื่องราวระหว่างคนกับหมา 11 ตัว ที่คนภายนอกมองเข้าไปในชีวิตของเขาแล้วบอกว่า โอ้โห ต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ หากในความเป็นจริงแล้วคืออิสรภาพที่เจ้าตัวถวิลหา

ธนพัต หรือนัท ในวัย 41 ปี ปัจจุบันเป็นโสดพร้อมๆ กับสถานภาพลูกติด 11 ตัว(ฮา) เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนก็ทำงานเต็มเวลาเหมือนคนทำงานทั่วไป เขาเคยทำงานประชาสัมพันธ์ เคยเป็นบรรณาธิการสิ่งพิมพ์ จนสุดท้ายเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวด้านออร์แกไนเซอร์ หากเมื่อ 3 ปีก่อนชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อ “กู๊ด” หรือ “ปิกัส” สุนัขด้อยโอกาสที่เขารับอุปการะไว้ป่วยเป็นมะเร็ง

“สัตวแพทย์บอกว่ากู๊ดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ผมหยุดงานทั้งหมดไว้เดี๋ยวนั้น ทิ้งทุกอย่าง ดูแลเขา ดูแลการกินของเขา ไม่เน้นการทำคีโม ไม่เน้นการไปหาหมอ แต่เน้นพักผ่อนให้มาก ส่วนยาปฏิชีวนะให้บ้าง ดูตามอาการ ดูแลเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง”

กู๊ดป่วยเป็นมะเร็งกระดูก ชนิดที่พบได้น้อยในสุนัข แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง ใน 6 เดือนต่อมา กู๊ด ลาบราดอร์สีฟางข้าวก็เสียชีวิตจากไป แต่หกเดือนสุดท้ายของกู๊ดเป็นหกเดือนที่หมาน้อยมีความสุข ทั้งจากคุณภาพชีวิตที่ปรับใหม่ทั้งหมด ทั้งจากการทุ่มเทเอาใจใส่ ความรักความเอื้ออาทรที่ได้รับจากเจ้าของ

ชีวิตมองให้ง่ายก็ง่าย ก็แค่ “ทิ้งทุกอย่างมา” ของนัทนั้น หมายถึง การทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งชีวิตทางสังคม ทิ้งคอนเนกชั่นเครือข่ายลูกค้ารวมทั้งหุ้นส่วนการทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมด เขามีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากการทำงาน และตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ “อยู่ให้ได้” กินแกงที่แม่ค้าเหลือขายถุงละ 10 บาท ดักซื้อกันตอนเย็นๆ ของทุกเย็น

“แกงเหลือๆ ที่ไม่ค่อยมีหมูมีเนื้อแล้ว โละๆ มา น้ำแกงเยอะๆ แม่ค้าตักให้ยังไง ผมกินอย่างนั้น ผมขายทีวี ขายโซฟา สมบัติทุกอย่างขายหมด เป็นหกเดือนที่ไม่ได้ทำงานหาเงินเลย กินอยู่เท่าที่จะประทังชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ทำอย่างนี้สิทุกข์”

วาระสุดท้ายของกู๊ดสร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สุขใจ เพราะทุกอย่างที่ทำได้ เขาได้ทำแล้วทั้งหมด กู๊ดจากไปก็จริงแต่จากไปอย่างมีความสุข คำถามหนึ่งผุดขึ้นที่กลางใจ คงดีไม่น้อยถ้าสามารถช่วยสุนัขด้อยโอกาสได้มากกว่านี้ สามารถเสียสละได้มากกว่านี้ นั่นเป็นที่มาของแนวคิดก่อตั้งองค์กรเพื่อสุนัขด้อยโอกาสในเวลาต่อมา

เมื่อกู๊ดจากไป นัทยังมีสุนัขในการอุปการะอีก 8 ตัว(ขณะนั้น) เขาเริ่มรับงานออร์แกไนเซอร์ให้หน่วยงานราชการและรับทำสื่อสิ่งพิมพ์บ้าง แต่แล้วไม่นานก็กลับมาจุดเดิม เมื่อสุนัขอีกตัวหนึ่งล้มป่วย นัทกลับมา “นิ่งๆ” อีกครั้ง กลับมาจุดเดิมที่เป็นที่สุดของที่สุดและเป็นสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริงในความคิดของเขา

“เป็นสโลว์ไลฟ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารัก และให้เวลากับเขาอย่างดีที่สุด เป็นสโลว์ไลฟ์ที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก ความตายคือความตาย ตายแล้วไม่ฟื้น ถึงตอนนั้นอยากทำดีกับเขาแค่ไหน ก็ไม่ได้แล้ว”

จากกู๊ดถึงแสบ หรือ “แสนแสบ” ลาบราดอร์สีดำอายุ 8 ขวบแสนดื้อ ความป่วยไข้ของสุนัขที่รับอุปการะได้วนกลับเข้ามาในชีวิตของนัทอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำว่า สิ่งที่เขาต้องทำคือการทุ่มเทเอาใจใส่เพื่อสัตว์ที่ป่วยเจ็บ ดูแลพวกมันให้ดีที่สุดในท่ามกลางของระยะเวลาและโอกาสที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เก็บความทรงจำแห่งความรักความสุขไว้

“ทุกนาทีที่ผ่านไป ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรจะอยู่กับเขานะ ขับรถออกจากบ้านไปก็คิดแต่ว่าเขาอาจเสียได้ทุกเมื่อ ทุกนาทีต่อจากนี้ผมจึงควรอยู่กับเขาให้มากที่สุด”

สุนัขของนัทแทบทุกตัว เป็นสุนัขที่เขารับอุปการะด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ถูกทิ้ง ถูกแลกถัง(หมาแลกถัง) ถูกนำมาปล่อยหน้าออฟฟิศ ซื้อลูกแถมพ่อ(หมา) สายพันธุ์มีทั้งลาบราดอร์ พูเดิล บางแก้ว บางแก้ว(ปลอม)-ฮา ตาบอดก็มี สรุปสายพันธุ์ไม่ได้ก็เยอะ แต่ทุกตัวเลี้ยงดูอย่างดี กินอาหารคลีน เน้นผักเน้นปลาปลอดสาร 100%

ทุกวันนี้เขาอาศัยอยู่กับสุนัขรวมทั้งหมด 11 ตัว มีจากัวร์, น้ำตาล, เก็บเงิน, เก็บตก, สายชล, ชมดาว, ชมจันทร์, นำทัพ, ขุนพล, นักรบและฟิลลิป กินนอนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดที่บ้านขนาด 110 ตารางวาย่านตลิ่งชัน หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้กับ...ก็แค่สุนัขที่ถูกทิ้ง

“เลี้ยงเขา ช่วยเขา แต่ไม่ใช่เราช่วยเขาฝ่ายเดียว พลังดีๆ พลังบวกๆ ที่ผมได้รับจากพวกเขา เหมือนเติมเราให้เต็ม หลายคนถามว่า ทำไมต้องหาภาระ เลี้ยงหมาแล้วไปไหนก็ไม่ได้ ผมคิดตรงกันข้าม กับคนสิเหนื่อย กับคนบางทีมันเหนื่อยนะ มีเถียง มีเดาใจ มีคาใจ แต่กับหมาไม่มีอะไรแบบนั้น กับหมาคืออิสรภาพ”

สโลว์ไลฟ์ที่มีหมา 11 ตัวอยู่ในชีวิต ปัจจุบันถือว่าลงตัว ทุกวันนี้คุ้นกับการจัดตารางเวลาในชีวิตประจำวัน แบ่งเวลาส่วนหนึ่งทำงาน อีกส่วนหนึ่งก็สละให้เป็นเวลาของการดูแลสัตว์เลี้ยงที่รัก พวกมันยังสอนให้เขาอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับความสุข โฟกัสที่ความสุข คนต่างหากที่อยู่กับทุกข์ มองศึกษาจากหมาที่เลี้ยง เลิกเอาใจไปใส่ไว้ที่ความทุกข์ความท้อใดๆ

ณ จุดนี้คือความตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิเพื่อแบ่งปันความสุขความทุกข์ ดูแลเพื่อนสี่ขาผู้ร่วมโลก ในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ที่เกิดแก่เจ็บตายบนโลกใบเดียวกัน มูลนิธิยังไม่มีทุนก่อตั้ง แต่มีชื่อแล้ว(ฮา) คือมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน สื่อความหมายว่า สุนัขหรือหมาทุกตัวไม่แยกประเภท ไม่แบ่งชั้นวรรณะ คนและสัตว์ต่างเกิดมาร่วมโลกเดียวกัน

“ดูแลสิ่งมีชีวิตด้อยโอกาส หลายตัวถูกทิ้ง หลายตัวป่วยเป็นโรคร้ายแรง หลายตัวพิการ ต่อลมหายใจพวกเขา ดูแลพวกเขาในบั้นปลายสุดท้ายให้ดีที่สุด เพราะบางทีนี่อาจเป็นการมอบความรักและการดูแลในแบบที่พวกเขาไม่เคยได้พานพบมาก่อนเลยตลอดชีวิต”

พันธกิจของมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน นอกจากการดูแลระยะสุดท้ายของสุนัขและสัตว์ด้อยโอกาสต่างๆ แล้ว ก็หมายรวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายที่ดี โดยเฉพาะด้านโภชนบำบัด ที่นัทให้ความสำคัญ สุนัขของเขากินคลีนฟู้ด สุนัขในมูลนิธิก็ย่อมเช่นกัน ด้านจิตใจก็มุ่งเยียวยาบำบัด สุนัขหรือสัตว์ทุกตัวที่ได้มาพักพิง เชื่อว่าจะมีความสุขแน่

ปัจจุบันนัทยังเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น หรือที่เรียกล้อตัวเองว่าฟิวฉัน ชื่อ “เสน่ห์นิยม” ตั้งอยู่ในแหล่งกินเที่ยวฮิปสเตอร์ย่านฝั่งธนบุรี “ช่างชุ่ย” ร้านของเขาเน้นความเรียบง่ายเก๋ และวินเทจ ที่ทว่าก็ซับซ้อนอยู่ในที ขายเมนูตามใจตัวเอง เช่น สุกี้เตาถ่าน ยำรัญจวน และซี่โครงบาร์บีคิวฉ่ำๆ เยอะๆ (ชื่อเมนู “ซี่โครงลาวาสะดุ้งไฟดิสโก้”-ฮา) ปีหน้ามีแผนทำธุรกิจอาหารคลีนสำหรับสุนัขด้วย ว้าว ว้าว ว้าว!

มองไปข้างหน้าหนทางยังอีกยาวไกล แต่นัทมีกำลังใจเสมอ “พ่อ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาหนักแน่นในความเพียร ความอดทน เสียสละและเมตตา พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจและก่อตั้งโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ...เดินตามรอยพ่อ

ชีวิตวันนี้คือชีวิตมีหน้าที่ อันดับแรกคือการดูแลมารดา โดยมารดาก็อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ดูแลกันได้เต็มที่ ส่วน “เด็กๆ” หรือหมาอีก 11 ตัวก็แยกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านอีกหลัง หนุ่มหล่อเข้มๆ เคราขลังๆ คนนี้ตื่นตี 4 ทุกวัน เขาลุกขึ้นมาล้างผักเพื่อทำอาหารเช้าให้ฝูงสุนัขของเขา เสร็จแล้วนั่งลงจิบกาแฟทันดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า สาวๆ คนไหนสนใจ ก็บอกได้คำเดียวว่า ต้องมีสโลว์ไลฟ์สไตล์เดียวกัน love me love my dog

ข่าวอื่นๆ