ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

อ้วนขึ้นป่ะเนี่ย

ทำไมพักนี้ดูดำๆ

เสียงทักเบาๆ แต่เจ็บจี๊ดถึงก้นบึ้งหัวใจผู้ฟัง แม้ว่าผู้ทักทายจะมีความปรารถนาดี หรือเพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นมิตร หรือเปิดบทสนทนาเพื่อนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ก็ตาม

หากการหยิบยกเรื่องรูปลักษณ์ขึ้นมาทักทายนั้น ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยังอยากสนทนาอย่างออกรสออกชาติต่อไป

ในอดีตสังคมไทย มักทักทายกัน ไปไหนมา กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม แต่เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป มีการให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาหรือรูปลักษณ์มากขึ้น ทำให้หลายคนที่พิจารณาสังเกตกันจากภายนอกแล้วทักทายกันออกไปทันที เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ จนกลายเป็นความเคยชิน

คนทักไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร คนฟังอย่าคิดมาก ทักเพราะไม่รู้จะคุยอะไร คำกล่าวอ้างเช่นนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจะปรับเปลี่ยน ระมัดระวังคำทักทาย เพื่อให้อีกฝ่ายไม่บอบช้ำน้ำใจ

คำทักทายอาบยาพิษ?

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เจ้าของโรงเรียน The Drama Academy By Kru Ngor ได้แสดงทัศนะต่อการทักทายกันของคนไทยว่า ไม่สามารถบอกได้ตรงๆ ว่าใครมีเจตนาทักเพื่อให้คนอื่นดูแย่ แล้วการทักทายเรื่องภายนอกเป็นสิ่งที่ง่าย สะดุดตา เห็นปุ๊บแล้วพูดเลย และไม่เคยถูกสอนว่ามันไม่ควร

“เราล้อเรื่องรูปร่างหน้าตากันมาตั้งแต่เด็ก การทักรูปร่างหน้าตาเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด มนุษย์เราจะมีฐานของการดูถูกหรือยกตน ขึ้นง่ายที่สุดคือเรื่องรูปร่างหน้าตา เด็กอนุบาลไม่สนใจใครดี รวย เขามองเพียงรูปร่าง มันคือมาจากดีเอ็นเอของมนุษย์ในการมองหาคนที่ลักษณะปกติเหมือนกับเรา การมองภาพภายนอกจึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องใช้สติปัญญา สูงมาหน่อยเราวัดเรื่องฐานะการเงิน สูงมาหน่อยฐานะสังคม ต่อด้วยความฉลาด และสูงสุดคือความดี

เป็นเรื่องที่สังคมต้องสอนในเรื่องของมารยาทพื้นฐาน เหมือนเราเรียนวิชา สลน.(สร้างเสริมลักษณะนิสัย) ในตอนเด็กๆ เราไม่ควรทักทายเรื่องส่วนตัว อย่างชาวต่างชาติทัก ฮาว อาร์ ยู แทนที่จะทักอ้วนขึ้นผอมลง

ครูเงาะเคยเจอรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาออกตัวเองเลย พี่ไม่ต้องตกใจหนูอ้วนขึ้น บางคนเขาเจอมาบ่อยจนต้องปกป้องตัวเอง เราต้องมีสติ เราอยู่ในสังคมที่ทักแบบนี้

ตอนไปเรียนที่อเมริกาครูเงาะยังพลาด ทักเพื่อนต่างชาติว่าผอมลงไหม ใช้คำ สกินนี่ เขาก็ขอบคุณที่พอยต์เอาต์ฉันนะ เราถึงได้สติ ไม่ได้เจตนาไม่ดี เราจะบอกว่าลุคกู๊ด

บางคนมีปมของเขา เขารู้สึก เราจะบอกว่าฉันไม่ตั้งใจไม่ได้ แต่เราต้องมีหน้าที่ที่จะไม่ตั้งใจ ที่จะไม่ทำร้ายใคร การทักต้องมีสติในการทัก คนเราไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ เราทักเขาในภาพกลางๆ ไม่ต้องลงไปที่ภาพลักษณ์ของใคร

วันนี้เรื่องรูปลักษณ์กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมเพราะมีหลายอย่างที่บีบให้มนุษย์ในวันนี้หันมาแคร์รูปร่างหน้าตามากกว่าในอดีต

มันเป็นเรื่องของความรู้สึก บางคนไม่ได้คิดมากก็โชคดีไป แต่วันนี้เป็นหน้าที่ของเราต้องระมัดระวังคำพูดของเรา ไม่ใช่หน้าที่เขาที่จะไปบอกเขาว่าอย่าไปคิดเยอะสิ

สิ่งที่หลุดออกจากปากเราไม่ใช่เรื่องหยวนๆ อย่าเปรียบเทียบว่าไม่ใช่เรื่องเจ็บ ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนแคร์เรื่องนี้ สิ่งที่คนเราจะพูดไม่ใช่สักแต่จะพูด”

นุ่น-รมิดา ประภาสโนบล นักแสดงสาวที่มักโดนทักเรื่องสีผิวอยู่บ่อยครั้งและเรื่องรูปร่าง ให้ความเห็นว่า โดนทักบ่อยมาก ทำไมอ้วนหรือดำ ทำให้มีคำถามในใจว่า ทำไมการทักทายกัน ไม่ทักว่าสบายดีไหม ทำไมต้องทักเป็นเชิงการทำร้ายจิตใจ

“นุ่นมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน คนจะอ้วนเพราะตัวเขากินเอง ดำมาจากพันธุกรรม หรือเขาอาจชอบผิวดำไปอาบแดดมา การทักถึงปมด้อย อย่าพูดเลยว่าไม่ตั้งใจ เวลาเราอ้วนเราก็ไม่ชอบ จริงๆ แล้วเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราอ้วนหรือผอม

คนที่ทักไม่เคยโดนสวนอะไรแบบนี้ เลยอาจคิดไปว่านี่คือการทักทาย คนโดนทักรู้สึกโกรธนะ แต่ก็ไม่อยากเป็นเรื่องก็ยิ้มรับ หรือบางทีแสดงท่าทางอึกอักแต่ในใจโกรธ

คือมองยังไงคนที่ทักรูปลักษณ์คนอื่นเราก็ไม่รู้สึกดีในเจตนาของเขาค่ะ การจะทักคุยกับใครต้องคิดให้เยอะขึ้น ตอนนี้ อ้วน ผอม ความสวยความงามมันมีผล ลึกๆ คุณคิดอะไร ทักเพื่อกระตุ้นให้เขาผอม หรือกดดันให้เขาแย่เข้าไปอีก หรือคุณคิดแบบไหน เราหาคำตอบไม่ได้ ชมเหรอว่าอ้วนแล้วสวยเหรอ เป็นไปไม่ได้

เวลาคนทักนุ่นรับได้เพราะเรารู้ตัว แต่ก็ไม่ใช่จุดที่จะทักกัน บางทีมันกลายเป็นความเคยชิน แล้วไม่มีใครลุกขึ้นมาว่าเราควรมีมารยาทในการทักทายคนอื่น บางคนไม่รู้จะคุยอะไรยังไง ควรหาคำทักทายที่มันสร้างสรรค์ บางคนตกใจที่เจอ เลยไปไม่ถูกไม่ว่ากันหรอก แต่นุ่นไม่สนับสนุนเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่น”

ยิ้มรับคำทักทาย ทุกคนมีความพิเศษ

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล นักแสดงกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงจากบท แนนโน๊ะ ในซีรี่ส์ เด็กใหม่ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เคยโดนทักว่าหูกางจนเสียความมั่นใจมาแล้ว

“คิทเองก็เคยโดนเรื่องหูกาง ไม่มั่นใจเหมือนกันต้องเอาเทปกาวมาติดที่หลังหู แต่ในที่สุดก็ยอมรับได้ในเมื่อเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด คนเรามีความพิเศษของตัวเอง มนุษย์ 2 คนก็มีความแตกต่าง

ต่อให้คนทักเรายังไง อย่างแรกเราต้องรักตัวเอง ควรภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของเรา เรามั่นใจสิ่งนี้ คำพูดคนอื่นจะไม่เอฟเฟกต์เรา

การทักทายเรื่องร่างกายคนอื่น คิทรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วเราควรมีจิตสำนึกในการเคารพร่างกายของตัวเองและคนอื่น ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องที่ผิด

คิทว่าทั่วโลกก็มีการทักทายแบบนี้ให้เห็น แต่ในบางประเทศอาจจะมีคนหมู่มากทำให้เห็นว่าการทักทายเรื่องส่วนตัวของคนอื่นไม่ดี คนกลุ่มน้อยที่วิพากษณ์วิจารณ์คนอื่นก็ลดน้อยลง อาจจะด้วยความเขินอายที่ทำในสิ่งที่คนกลุ่มมากไม่ชอบกันเขาไม่ทำกัน

ส่วนในเมืองไทยเราเผลอวิจารณ์คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักอยู่บ่อยๆ อาจจะพูดโดยไม่มีความตั้งใจประทุษร้าย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่คนพูดกับคนฟังความรุนแรงอาจไม่เท่ากัน

คำพูดทำร้ายความมั่นใจคนได้ ถ้าพูดย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา จนคนฟังเริ่มเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง คิทอยากให้ทุกคนเลือกเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น เราไม่รู้ว่าใครผ่านเรื่องราวอะไรมา บางครั้งคำพูดอาจจะไปทำร้ายจิตใจใครบางคนมากกว่าที่เราคิดก็ได้”

ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก เมย์เบลลีน ไอที เกิร์ล คนล่าสุดของเครื่องสำอางเมย์เบลลีน นิวยอร์ก มองว่า การทักทายเรื่องรูปลักษณ์ คือวัฒนธรรมของประเทศไทย แต่ใจจริงๆ คนทักไม่ได้คิดอะไรเลย

สมัยที่ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยแรกๆ เธอเองก็เคยโดนทัก “ก็ค่อนข้างจะงงมากเพราะมีคนมาทักว่าแบบ อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย แต่จริงๆ ปูคิดว่า เป็นการแสดงความเอ็นดูของคนไทยนะ เป็นการทักว่าแบบสบายดีไหม อ้วนขึ้นหรือเปล่า ผิวคล้ำขึ้นหรือเปล่าเนี่ย คนไทยจะทักกันประมาณนี้แบบเฟรนลี่และแสดงความห่วงใย ก็จะพยายามไม่คิดอะไร เราเป็นประเทศที่สบายๆ ไม่คิดมากค่ะ”

ไม่ว่าใครจะมองหรือทักอย่างไรก็ตาม ปูฝากความสตรองมาให้ผู้หญิงทุกคนให้มองเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง “สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีความงามมีคุณค่า ปูพูดถึงเสมอถึง 3 ข้อหลักๆ ค่ะ คือ มีอาชีพเป็นของตัวเอง มีรายได้และเงินเก็บของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และสุดท้ายมีความรู้เท่าที่จะมีได้ 3 ข้อนี้คือความสวยในแบบฉบับผู้หญิงสวยและมีคุณค่าในแบบของปูค่ะ”

คำพูด หนึ่งในมารยาท(การเข้า)สังคม

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า ต้องแยกการทักทายออกจากการวิจารณ์ “คำทักทายมีการเปลี่ยนไปตามเวลา วัฒนธรรม อย่างคนญี่ปุ่นบางเมืองเขาทักว่า ขายของดีไหม กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม พอช่วงหลังคนให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากขึ้น การทักทายก็หลากหลายขึ้น

สนใจข้าวของเงินทอง การแต่งตัว ลามไปถึงสรีระร่างกาย การทักทายเขาอาจไม่ได้คิดอะไรเป็นเพียงคำทักทายติดปาก ไม่ได้คิดว่าคนฟังไม่ชอบ

หากคำทักทายทำให้คนฟังไม่สบายใจก็ปรับเปลี่ยนกันได้ ลองคุยกันดีๆ แต่ถ้าทำจนติดเป็นนิสัยต้องเตือนว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ดีต่อคนฟังและตัวเขาเอง การทักทายล้ำเส้นเกินไปเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

ถ้าต้องการสื่อสารปรารถนาดีควรคุยกันส่วนตัว บอกเขาว่าเราเป็นห่วงใยเราขออนุญาตแนะนำได้ไหม คนฟังจะรู้สึกดีกว่า

น้ำหนักเยอะเดินแล้วเหนื่อยง่ายก็ชวนคุยเรื่องออกกำลังกาย แทนที่จะบอกว่าเขาอ้วนหรือผอม

ถ้าเราติดปากเรื่องอ้วนผอม เป็นการสร้างค่านิยม เหมือนโรคที่เกิดกับนางแบบ อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) เป็นจุดมาจากคนทักว่าอ้วน

การที่พูดทักคนอื่นในเรื่องรูปร่างเป็นคนขาดความละเอียดอ่อน ขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลาติดต่อสื่อสารกับคนอื่น คนอื่นไม่โอเคได้สูง ขาดการไตร่ตรองในการสื่อสาร ถ้าเราทำซ้ำๆ เคยชินขึ้นมา ก็เป็นการพูดทำร้ายคนอื่น

บางทีอาจเป็นตัวสะท้อนว่าเรากังวลเรื่องนั้น เช่น ถ้าเรามีแนวโน้มพูดเรื่องเดิมบ่อยๆ มีอะไรที่เราไม่มั่นใจในเรื่องนั้นหรือเปล่า คนที่มั่นใจในข้อดีของตัวเองจริงๆ จะไม่สนใจพูดสิ่งนั้น เหมือนคนรวยไม่ได้มาอวดรวย คนมั่นใจสวยไม่ได้อวดกับคนอื่น เวลาที่คนต้องการแสดงออกการสื่อสารที่มากเกินไปในบางอย่างเป็นผลสะท้อนว่าขาดในสิ่งนั้น ไม่ได้มั่นใจ บางกรณีพูดเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

ถ้าบางคนมีความเคยชินในการวิจารณ์คนอื่นบ่อย ต้องทบทวน เราไม่มั่นใจตัวเอง เตือนตัวเองบ่อยๆ ระวังอย่าวิจารณ์คนอื่นเยอะ คนไม่ทบทวนตัวเองจะส่งผลให้มีนิสัยแข็งกระด้าง ละเอียดอ่อนน้อยลง เป็นโทษต่อตัวเราเอง”

บางครั้งคำทักทายโดยไม่คิดอะไร แต่อาจทำให้คนฟังนั้นคิด(มาก) การคิดสักนิดก่อนทักทายออกไปจะดีกว่าไหม ถ้ารูปลักษณ์มันสะดุดตาเป็นหัวข้อในการเปิดบทสนทนาได้ง่าย ก็ควรเลือกทักในมุมดีสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อคำทักทายได้ ในหนึ่งคนจะหาเรื่องดีๆ ไม่เจอเลยเหรอ

ข่าวอื่นๆ