การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ฤดูกาลแห่งการประกวดซีไรต์มาถึงแล้ว ครั้งนี้ครบรอบปีที่ 40 มีเรื่องสั้นเข้าประกวดทั้งหมด 58 เรื่อง ปีนี้เข้ารอบ 8 เรื่อง ได้ผู้หญิงและผู้ชายอย่างละสี่เท่าๆ กัน เราได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ เกริกศิษฏ์ พละมาตร์ จากเรื่องเกาะล่องหน เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับเวทีนี้ เพราะเขาเคยได้ซีไรต์เมื่อปี 2559 จากรวมบทกวีเรื่องนครคนนอก และเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายปี 2560 จากรวมเรื่องสั้นชื่อ เรากำลังกลายพันธุ์

ในวัย 45 ปี เขาเขียนหนังสือมาแล้ว 20 ปีเต็มตั้งแต่อายุ 25 ปี มีงานเขียนออกมาทั้งหมด 7 เล่ม กวี 4 เล่ม นิยาย 2 เล่ม เรื่องสั้น 1 เล่ม สำหรับเล่มล่าสุดที่เข้ารอบของปีนี้คือเกาะล่องหน เขาใช้เวลาเขียนนาน 2 ปี เป็นนวนิยายเหนือจริงที่สะท้อนความจริงของโลกแห่งเรื่องเล่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกาะและผู้คนบนเกาะที่ดูเป็นคนธรรมดาแต่ก็มีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง เพราะพวกเขาจะไม่มีวันตายและไม่แปรเปลี่ยนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เป็นเกาะที่แยกจากแผ่นดินมันปรากฏขึ้นและอันตรธานหายไป มันเหมือนนวนิยายที่ว่าด้วยการซ้อนทับของเรื่องจริงและเรื่องแต่ง บางทีเหมือนเรื่องจริงทั้งหมด หรือคล้ายเรื่องแต่งทั้งหมดก็ได้

เขาถือว่าเป็นนักเขียนมือรางวัลเพราะได้รับรางวัลมาแล้วหลายเวที ในส่วนของซีไรต์นั้นก็เข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ถึง 3 ครั้ง จะกดดันหรือไม่นั้น เขาตอบเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเองว่า ไม่กดดันเลยเพราะเวลาเขียนหนังสือนั้นก็คือตั้งใจเขียนให้ดีที่สุดจนกว่าจะพอใจ เขียนให้จบให้ดี ไม่ได้คิดเขียนเพื่อเอารางวัลเป็นที่ตั้ง เรื่องรางวัลเป็นผลพลอยได้ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่หวังก็คืออยากให้งานได้รับการเผยแพร่ เข้าถึงผู้อ่านของคนที่เป็นแฟนประจำของเขา หรือมีนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอ่านมากขึ้น ส่วนการได้รับรางวัลถือเป็นกำลังใจที่ดี ได้มาแล้วก็จบไป คิดงานเล่มใหม่ๆ ต่อไป อยากให้มีงานออกมาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าอย่างน้อยก็สักปีละเล่มก็ยังดี

สำหรับพล็อตเรื่องในการเขียนนั้นเขาเอาจากความสนใจ จากมุมมองในสิ่งรอบตัว มาจากประสบการณ์และสัญชาตญาณ ที่เป็นความคิดวาบเข้ามา โดยเขาจะตั้งธงไว้ในใจก่อนว่าครั้งนี้อยากจะเขียนอะไร เรื่องสั้น นิยาย หรือบทกวี

“ถ้าหลักๆ ที่ผมสนใจตอนนี้ก็คือ จะเป็นเรื่องราวทางจิตวิญญาณ การหลุดพ้น เช่น คนเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เป็นเรื่องจริงของชีวิต แต่ไม่ใช่เรื่องแนวธรรมะนะครับ เป็นเรื่องแนวจิตวิญญาณ ซึ่งก็มีกลิ่นอายของความเป็นชาวพุทธเข้ามาผสมผสานบ้าง ซึ่งผมเองก็ศึกษามาบ้างด้วยตัวเอง เพราะผมก็เคยบวชเรียนมาแล้ว ก็นำมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนได้”

ตอนนี้เขามีอาชีพเป็นนักเขียนเต็มตัว โดยตอนเช้าเขาจะอ่านหนังสือต่างๆ วันละ 2 ชั่วโมง เพราะการอ่านหนังสือคืออาหารสมองคือการสะสมข้อมูลไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนช่วงสายๆ จะวาดรูป ตอนบ่ายๆ จะเขียนหนังสือทุกวัน ฝึกตัวเองให้มีระเบียบวินัยปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทุกบ่ายจะเขียนหนังสือวันละ 3-4 ชั่วโมงทุกวัน ถ้าอารมณ์รื่นไหลก็จะเขียนไปถึงตอนเย็น ถ้าความคิดจินตนาการไม่ราบรื่น ตอนเย็นก็จะออกไปวิ่งเพื่อออกกำลังกายและเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองเขาจะวิ่งทุกเย็นวันละ 3-4 กิโลทุกวัน ซึ่งเขาวิ่งมาราธอนมา 4-5 ปีแล้ว

เขาบอกว่าการวิ่งช่วยให้สมองปลอดโปร่งราบรื่นดี ส่งผลช่วยให้งานเขียนไปได้ดีขึ้นเขาจึงวิ่งอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริมงานเขียน และเพื่อสุขภาพที่ดี เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

ข่าวอื่นๆ