สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

โดย วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนเรามีความพอใจในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน สำหรับ สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล วัย 46 ปี ผู้สร้างแบรนด์สลัดผักไฮโซจนเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพที่ดั้งเดิมแบรนด์ชื่อสลัดผักไฮโดร สู่สลัดผักไฮโซ จากการขนานนามของแฟนคลับ ที่เริ่มต้นเกิดจากแบรนด์เล็กๆ ที่ต้องผ่านบทพิสูจน์ล้มลุกมาหลายครั้ง แต่หลักของการคิดดีทำดี ใช้ชีวิตให้ช้าลงอาศัยหลักธรรมะและการมีความสุขกับความพอเพียงและพอดี ทำให้แบรนด์สลัดผักไฮโซก้าวสู่ร้านที่มีแนวคิดคืนกำไรและให้อาชีพกับคนในสังคม

ล้มและลุกกับการสร้างแบรนด์

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ หรือพี่หนึ่งของน้องๆ เล่าถึงบททดสอบของการสร้างแบรนด์สลัดผักของตัวเองย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว เธอเรียนสูตรน้ำสลัดแสนอร่อยจากคุณป้าท่านหนึ่งในซอยบ้านย่านรังสิต แล้วเธอก็ย้ายไปอยู่ที่เชียงรายพร้อมกับทำสลัดผักแบรนด์ไฮโดรจำหน่ายกล่องละ 20 บาท ขายได้วันละ 20 กล่อง ขยับมาที่ขายได้ 50 กล่องภายใน 1 วันหลังจากผ่านไปแค่ 6 เดือน และขยับจำนวยยอดขายวันละ 400 กล่อง/วัน โดยจำหน่ายแบบไม่มีหน้าร้านส่งตามตลาดและโรงพยาบาล

“ปี 2549 ถึงจุดอิ่มตัว ดิฉันรู้สึกอยากให้คนกรุงเทพฯ ได้กินสูตรน้ำสลัดอร่อยๆ บ้าง โดยร้านสลัดที่เชียงรายให้น้องทำต่อ จนปัจจุบันยกให้ลูกน้องไปแล้ว และดิฉันมาทำตลาดน้ำสลัดผักใหม่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2550 ประสบปัญหาคือคู่แข่งเยอะ ระยะแรกๆ ฝากวางขายตามสถานที่ต่างๆ ต้องแกะทิ้งเป็นเข่งๆ เรียกว่าติดลบอยู่ครึ่งปี แต่ดิฉันไม่เลิกยังทำต่อพอย้ายมากรุงเทพฯ ก็ย้ายไปอยู่หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ย่านรังสิต และมาเช่าร้านเล็กๆ หน้าหมู่บ้านเริ่มแรกทำเป็นร้านสลัดในรถเข็นเล็กๆ ก่อน ขายสลัดผักอยู่ทั้งปีไม่มีวันไหนเลยที่ขายได้ถึง 100 ชุด พอปี 2552 เริ่มมีรายการต่างๆ เข้ามาสัมภาษณ์ก็เริ่มขายได้วันละ 100 ชุดนิดๆ พอปี 2553 ได้ออกสื่อทีวี เส้นทางเศรษฐีของช่อง 7 สีมาถ่ายทำ ก็ขยับมาขายได้เป็น 150 ชุด/วัน”

จากปี 2546-2556 แม้จะล้มลุกไปบ้างแต่พี่หนึ่งบอกว่าเธอไม่เคยหยุดเดิน สู้ต่ออย่างมีกำลังใจ เพราะยึดคติประจำใจคือ วันหนึ่งถ้าเราทำอะไรก็แล้วแต่ในสิ่งที่เรารัก ไม่ได้คิดว่าต้องรวย แค่ทำไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุขดีกว่า ถ้าพบว่าสุข จึงพัฒนาต่อ ด้วยการทำน้ำสลัดเพิ่มอีก 3 สูตรเพื่อสุขภาพมีส่วนประกอบของผลไม้ ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้ออกรายการตลาดสดสนามเป้า ทางช่อง 5 พร้อมๆ กับชื่อ สลัดผักไฮโซ ได้กำเนิดขึ้น

“กว่าจะได้ออกรายการของช่อง 5 ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ใหญ่ในช่องมากมาย เพราะเขาต้องมาตรวจสอบเรื่องภาชนะที่เราใช้ การเตรียมของเราต้องใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคจริงๆ น้ำสลัดเราไม่พึ่งสารกันบูดเพราะใช้น้ำกรองในการต้มธัญพืช อุปกรณ์ทุกอย่างเราลงทุนอย่างดี เรื่องการกินการนอนเป็นสิ่งที่ดิฉันให้ความใส่ใจมาก เราต้องกินดีและมีสุขภาพที่ดี สลัดผักไฮโซที่เราได้ฉายามาเพราะผู้ชมเรียกจนติดปาก ไฮโซมาจากวัตถุดิบที่เราใช้ จากเดิมขายได้ 180 กล่อง/วัน ก็ขายได้ 700-1,000 กล่อง/วัน เรียกว่าคนต้องเข้าคิวรอซื้อกันเลย”

ทำพอดี แต่พอเพียง

“ตอนนี้ดิฉันเหมือนใช้ชีวิตช้าๆ คือ ไม่ได้คิดถึงกำไรมากมาย ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญและไม่กดดันลูกน้อง ตอนนี้ดิฉันใช้ชีวิตประจำวันคือ ตื่นตอนตี 5 ลุกขึ้นมาทำอาหารให้ลูกสาว 2 คนรับประทานก่อนไปโรงเรียน และทำอาหารกล่องแบบสุขภาพดีให้สามีไปกินที่ทำงาน จากนั้นดิฉันทำงานบ้าน และจะออกไปร้านช่วงบ่ายๆ ดูแลงานนิดหน่อยก็ไปรับลูกสาวคนเล็กกลับจากโรงเรียนและมาทำกับข้าวให้ลูกๆ กับสามีกิน วันเสาร์อาทิตย์หากมีเวลาก็ไปทำบุญบ้าง แต่ทุกเย็นดิฉันกับสามีต้องเข้าห้องพระเพื่อนั่งสมาธิและสวดมนต์ก่อนนอน”

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ บอกว่า ชีวิตทุกวันนี้ค่อนข้างลงตัวกับคำว่าพอ แต่ถ้าวันหนึ่งที่พี่หนึ่งต้องเพิ่มออร์เดอร์เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หนักสำหรับตัวเองที่จะขยายต่อไป เพราะการเพิ่มวัตถุดิบไม่หนักหนา แต่เธอรู้สึกห่วงทีมงานที่จากต้องตื่นตี 3 มาตื่นตี 1 เพื่อทำออร์เดอร์ให้พอเพียงกับความต้องการของลูกค้า

“ถ้าให้ลูกน้องต้องตื่นแต่เช้าดิฉันคงไม่เอา เพราะอาชีพทำน้ำสลัดขาย ใจต้องรักจริงๆ การเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีกระบวนการมากมายในการทำสลัดผักหนึ่งกล่อง ทั้งผักดิบ ธัญพืช งา ขนมปัง ต้องผ่านการล้าง คั่ว อบ ต้ม นึ่ง การเตรียมทุกขั้นตอนมีหลายกระบวนการและต้องละเอียดอ่อน”

ก้าวพ้นทุกข์ด้วยกตัญญู

คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่สุดคือหน้าที่ หลายคนไม่สนใจเรื่องในบ้าน แต่ไปทำนอกบ้าน แต่สิรีสุรีนันท์มองว่า เราต้องทำบ้านให้แข็งแรง แล้วค่อยแบ่งปันออกไป ในฐานะเธอเป็นลูก เราควรดูแลแม่ให้ดีที่สุด ดูแลลูกให้ดีเป็นแม่แบบ และสอนลูกด้วยการกระทำ หากอยากให้ลูกกตัญญู เธอต้องทำตัวเป็นลูกที่ดี หลักคิดต่างๆ สิรีสุรีนันท์ กล่าวว่า เธอได้จากการชอบธรรมะ เธอเป็นคน จ.อุบลราชธานี ที่คุณแม่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ อายุ 15 ปี เธอเริ่มอาสาทำกิจกรรมล้างห้องน้ำวัด แต่เรื่องรสธรรมะเธอไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ มาเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งตอนใช้ชีวิตครอบครัวและได้ดูแลคุณแม่ของอดีตสามีนานถึง 10 ปี

“อาม่าเดินได้ 5 ปี และเดินไม่ได้อีก 5 ปี ก่อนอาม่าจะเสียชีวิต ตอนที่อาม่ายังมีชีวิตในฐานะลูกสะใภ้ดิฉันได้ดูแลอาม่าอย่างใกล้ชิด เพราะแม่ของอดีตสามีในช่วงนั้นท่านไม่เอาใคร ซึ่งดิฉันได้ธรรมะจากการดูแลอาม่าเยอะมาก แม่ดิฉันสอนว่า รักแม่แค่ไหนให้รักอาม่าแค่นั้น เป็นคำแม่ให้ดิฉันขจัดความทุกข์ ขณะที่ต้องดูแลอาม่าเช็ดอุจจาระให้ บางแวบเคยเข้ามาในหัวว่า ทำไมเราต้องมานั่งเช็ดให้ท่านด้วย ลูกๆ หายไปไหนหมด ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นภาระใคร สักวันเราก็ต้องก้าวเดินไปจุดที่อาม่าเป็น ในทุกๆ วันดิฉันก็เลยตั้งใจดูแลอาม่าให้ดีที่สุด อาม่าเหมือนเป็นกระจกเงาให้ดิฉันส่องว่า อย่าไปตำหนิคนแก่เพราะเดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องแก่ ถ้าเธอแก่ เธอก็เป็นแบบฉันนั้นแหละ” ฉะนั้นเวลามีญาติผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน ควรดูแลท่านให้ดี เพราะลูกหลานไม่มีใครอยากทิ้งหรือไม่ดูแลญาติผู้ใหญ่ของตน แต่ความจำเป็นของคนไม่เหมือนกัน ณ เวลานั้นเธอพร้อมที่จะดูแลญาติผู้ใหญ่ และเธอใช้หัวใจดูแลอย่างเต็มที่

“การดูแลผู้สูงอายุเป็นงานหนักนะคะ หลังจากที่อาม่าไม่อยู่แล้ว ดิฉันยังรู้สึกคิดถึง อาม่าทำให้ดิฉันได้ทำความดี ทำให้การเกิดเป็นมนุษย์ของเรามีคุณค่า ถือเป็นโอกาสทองที่เราได้ทำความดี เกิดความอิ่มเอมใจนี้มันกินไม่หมด”

การล้างผัก คือ การกำหนดลมหายใจ

การมีชีวิตแบบช้าๆ ไม่ได้หมายความถึงการหยุดพัฒนา แต่หมายถึงการค่อยๆ ทดลองเปิดตลาดให้ลูกค้าได้ชิม ค่อยๆ ไปในแนวทางที่กำลังของตัวเรามี ค่อยๆ เรียนรู้ผู้บริโภค ค่อยๆ ก้าวเอาเท่าที่ได้ รู้จักคืนกำไรให้สังคมบ้าง

“หลายคนถามว่าทำไมดิฉันไม่ขึ้นห้าง เพราะดิฉันมีเป้าหมายอยากให้คนไทยได้มีอาชีพมากกว่า อยากให้เราเริ่มจากความรักในอาชีพ และไม่โลภ บางคนโลภ พอโลภทำให้ไม่ไหวแล้วเลิกเลยเพราะโหมทำมากเกินไป เขาไม่ได้เริ่มต้นจากชอบ แต่จะเอาเงิน เราน่าจะค่อยๆ ทำไปก่อน ดูว่าเราชอบไหม ไม่ชอบค่อยเลิก แต่บางคนไม่สนคิดว่าอยากได้เงิน พวกนี้เลิกไปเยอะ อาชีพทำอาหารเหมาะกับคนชอบเข้าครัวจะไปไหว ค่อยๆ ทำ ดูกำลังตัวเองสำคัญ แล้วจะอยู่รอด สิ่งต่างๆ หากทำฉาบฉวยมันน่ากลัว เราจะก้าวเดินแบบรู้ตัวรู้ตน รู้กำลังตัวเอง ลองแล้วชอบก็ค่อยๆ ทำ เรื่องเงินเอาไว้ทีหลัง แต่ละวันเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในอาชีพ เงินที่ได้รับถือเป็นโบนัส อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง มันจะทำให้เราไม่เครียด”

อีกทั้งมนุษย์เราควรขัดเกลาตนเองอยู่ตลอดเวลา หมั่นทำบุญทำทาน ถือศีลภาวนาหากเรียนธรรมะแล้วก็คือยาที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นได้มีชีวิตที่สุขจริงๆ ได้ ความรัก โลภ โกรธ หลง อยู่กับมนุษย์มาทั้งชีวิต เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเบาบางลง เช่น ความรักของหนุ่มสาวหรือคู่แต่งงานสักวันต้องมีเสื่อมลง ถ้าเรารู้เท่าทันเราก็ไม่ให้อะไรมาทำร้ายเรา

วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

ชีวิตแบบช้าๆ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้สิรีสุรีนันท์มองว่า ชีวิตทุกวันนี้มีแต่ความเร่งรีบ วุ่นวาย เมื่อเธอมองว่า ธุรกิจของเธอพออยู่ได้ พอเลี้ยงลูกน้องแล้ว เธอจึงมีความสุขกับชีวิตพอเพียงแบบนี้

“ดิฉันรู้สึกอยู่ตัวแล้วเรามีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ได้ดูแลบ้าน ครอบครัว มีกิจกรรมร่วมกันดูแลลูกน้อง ดูแลแม่ ตอนนี้ดิฉันมีหน้าที่ เป็นลูกของแม่ เป็นแม่ของลูก เป็นเจ้านาย เป็นภรรยา เราพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ใช่ดูแลแค่ร่างกาย เราต้องดูแลจิตใจด้วย เราดูแลลูกน้องเรื่องกิน ที่อยู่หลับนอน ให้เขาอยู่สบาย อาหารการกินเต็มที่ และการใช้งานเขาพอดีๆ เราอยู่พอดีพอเพียง วันไหนออร์เดอร์เยอะขอให้ลูกค้าสั่งสลัดวันอื่นได้ไหม เพราะเราเน้นขายวันหนึ่งไม่เยอะ อยากไปทำบุญก็ได้ไป

บางคนถามดิฉันว่า ทำงานบ้างไหม จริงๆ ดิฉันทำงาน เรามองว่าเราอยู่แบบพอดีๆ ดิฉันช็อปปิ้งเดือนหนึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่ซื้ออาหารมากกว่า แม่บ่นตลอดว่า เอ๊ะเธอมีเสื้ออยู่กี่ตัว เพราะเห็นใส่ซ้ำจัง ดิฉันมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ให้คนอื่นหมด บางตัวซื้อมาแพงๆ เราพิจาณาแล้วไม่เหมาะกับตัวเอง ดิฉันก็ยกให้คนอื่นเลย ดิฉันชอบทำบุญให้กับผู้มีพระคุณ บางครั้งให้เงินสร้างบ้านคุณลุงที่ดูแลดิฉันมาเป็นล้านบาท เพราะดิฉันเห็นลุงอายุเยอะแล้วควรมีบ้านที่ดีและมีเครื่องอำนวยความสะดวก การให้ไม่ได้บั่นทอนเรา แม้ดิฉันยังมีหนี้ แต่แค่นี้ดิฉันให้ลุงได้ และคิดเสมอว่า เราโชคดีที่ลุงยังมีชีวิตอยู่ให้เราตอบแทนท่านค่ะ”

ข่าวอื่นๆ