ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

  • วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 09:55 น.

ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เต้ย-ภาณุ ณรงค์ชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น และหนึ่งในหุ้นส่วนบริษัท ไทม์ เดคโค เป็นผู้บริหารหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หลงรักรถซูเปอร์คาร์ รวมทั้งรถเก่าหายาก เขาจึงศึกษาเรื่องรถเหล่านี้อย่างจริงจัง แถมยังเป็นเจ้าของรถสุดหรูแบรนด์ดังๆ มาแล้วหลายต่อหลายคัน

“ผมก็เหมือนกับผู้ชายทั่วไปที่มีความชอบและรักในเรื่องรถยนต์อยู่ในตัวเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาผมเคยใช้รถซูเปอร์คาร์มาหลายแบรนด์แล้วเหมือนกัน เรียกว่าครบทุกแบรนด์ดังๆ ที่คนนิยมใช้กันเลยก็ว่าได้ เช่น ปอร์เช่ แลมโบร์กินี แมคลาเรน หรือเฟอร์รารี่ โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาผมก็เคยมีประสบการณ์ในการลงแข่งรถซูเปอร์คาร์มาด้วยเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เดี๋ยวพออายุมากกว่านี้แล้วจะทำไมได้

ตอนที่ตัดสินใจไปลงแข่งซูเปอร์คาร์นั้น เหตุผลหลักๆ มาจากการที่ผมได้รถปอร์เช่ รุ่นจีที 2 มาคันนึง ซึ่งเครื่องแรงมากๆ จึงค่อนข้างอันตรายที่จะขับ ผมจึงจำเป็นต้องไปเรียนขับซูเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มทักษะในการขับรถของตัวเองให้เข้ากับการใช้รถมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าตัวเองค่อนข้างขับรถดีอยู่แล้วนะ แต่พอไปเรียนจริงๆ สิ่งที่เราเข้าใจมาตลอดมันผิดหมดเลย เมื่อได้ไปเรียนขับซูเปอร์คาร์ในสนามแข่งผมก็รู้สึกว่า การขับรถเป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอได้ลองแล้วก็สนุกดี ทำให้ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะทำได้มั้ย”

เต้ยเล่าว่า ในช่วงนั้นได้มีการจัดการแข่งขันซูเปอร์คาร์ในรายการ โลตัส ซูเปอร์ ซีรี่ส์ ขึ้นพอดี เขาก็เลยตัดสินใจซื้อรถโลตัสมาขับเพื่อแข่งขันในรายการนั้นด้วย เรียกว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาได้สวมบทบาทนักแข่งสมัครเล่นจนสามารถคว้ารางวัลมาได้หลายครั้ง แต่วันหนึ่งเมื่อมีลูกสาว ความสนใจในการแข่งรถของเขาก็ค่อยๆ จางหายไป

“ที่ผ่านมารถซูเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ผมจะซื้อมาใช้ซะมากกว่า บางคันใช้อยู่ 3-5 ปี ก็ขายหรือเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆ คันแรกที่ได้มาก็คือปอร์เช่ (Porsche) พอใช้ได้สัก 2 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นปอร์เช่รุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ใช้ทั้ง ปอร์เช่ แลมโบร์กินี โลตัส และแมคลาเรน ซึ่งเป็นแบรนด์หลักๆ มาหมดเลย แต่ตอนนี้ก็ขายไปหมดแล้วครับ  

ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 คันคือ เฟอร์รารี่สีแดง และโฟล์คสวาเกนรุ่น Karmann Ghia ซึ่งเป็นรถโบราณที่ถือว่าเป็นรุ่นคุณปู่ของปอร์เช่อีกทีนึง เพราะทั้งปอร์เช่และโฟล์คก็เป็นรถที่มาจากเยอรมนีทั้งสิ้น ซึ่งคนออกแบบจะเป็นคนเดียวกันคือ ดร.เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ โดยความตั้งใจเดิมของรถโฟล์คคาร์มานน์เกียร์ สมัยนู้นเขาตั้งใจทำออกมาเป็นรถสปอร์ตในยุค ‘50s เหตุผลที่ผมปิ๊งรถโฟล์ครุ่นนี้ก็เพราะรูปทรงของมันสวยสะดุดตามาก ถือว่าเป็นรถทรงสปอร์ตคูเป้ที่ผมชอบที่สุด

ตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ผมเคยเห็นคนรวยในยุคนั้นขับรถรุ่นนี้มาก่อน ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทำไมรถโฟล์ครุ่นนี้ถึงสวยจังเลย เมื่อเทียบกับโฟล์คเต่าทั่วไป พอโตมาผมก็ยังรู้สึกชอบรถโฟล์ครุ่นนี้อยู่ คือเห็นจากราคาหลักหมื่น เป็นหลักแสน หลักหลายแสน กระทั่งปัจจุบันนี้ราคาหลายล้านบาทแล้ว ซึ่งรถรุ่นนี้ผมอยากได้มา 20 ปีแล้ว พอได้มาเจอรถคันนี้ที่สภาพยังสมบูรณ์ ไม่ได้มีการดัดแปลง ผมจึงตัดสินใจซื้อเลย พอซื้อมาก็เก็บรักษาและดูแลอย่างดี ไม่ค่อยได้ขับไปไหน เพราะรุ่นนี้เป็นรถโบราณที่ไม่มีแอร์ (แต่มีพัดลม) ผมแค่ขับไปเติมน้ำมันและไปร้านล้างรถในหมู่บ้าน แล้วก็ขับมาเก็บไว้ในโรงรถแค่นั้น ตอนที่ผมซื้อมาราคา 2 ล้านกว่าบาท ปัจจุบันนี้ราคาเริ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วครับ”

เต้ยบอกว่า การเก็บรถโบราณหายากสำหรับเขาแล้ว เหมือนเป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าในอนาคตรถคันนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขายแล้วได้กำไร เขาก็อาจจะตัดสินใจขายไปก็ได้  

“สำหรับเฟอร์รารี่สีแดง เหตุผลที่ซื้อมาก็เพราะมาจากความชอบก่อนเป็นอันดับแรก แล้วยังประกอบไปด้วยปัจจัยหลักอีก 3 ข้อคือ ข้อแรก ผมสามารถขายรถคันเก่าแล้วเพิ่มเงินเพื่อซื้อรถเฟอร์รารี่คันนี้มาได้ ข้อสอง บริษัท ไทม์ เดคโค ที่ผมบริหารงานอยู่มีแบรนด์สินค้าเฟอร์รารี่อยู่แล้ว เวลาไปประชุมคนก็มักจะถามว่าใช้รถอะไร ทำไมไม่ใช้เฟอร์รารี่ ผมก็เลยซื้อมาซะเลย ข้อสาม ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของการลงทุน อีกอย่างเราซื้อมาในราคาตลาด ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตมันอาจจะเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้ปอร์เช่หรือเฟอร์รารี่รุ่นเก่าๆ จะมีราคาแพงกว่ารถรุ่นใหม่ๆ เสียอีก เฟอร์รารี่คันนี้จะนำออกไปขับบ้าง แต่ส่วนมากก็จะเก็บไว้ในโรงรถครับ”

มาถึงของสะสมอีกอย่าง นั่นก็คือ โมเดลสุดพรีเมียมจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ผู้บริหารหนุ่มได้เก็บสะสมไว้เป็นของรักของหวงด้วยเช่นกัน

“ผมชอบ Star Wars มาตั้งแต่เด็กๆ ที่จริงยุคนี้ของสะสมจาก Star Wars มีเยอะมากๆ แม้ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องมีของสะสมทุกชิ้น แต่ก็มีของบางอย่างจาก Star Wars ที่ผมชอบ จำได้ว่าตอนที่ผมยังเป็นเด็ก Star Wars จะเป็น Episode 4-6 จากนั้นพอ 20 ปีให้หลัง ถึงได้เริ่มมี Episode 1-3 ออกฉาย จะมีตัวร้ายชื่อ ดาร์ธมัวร์ ซึ่งเป็นตัวละครที่โดดเด่นมาก ผมเลยรู้สึกชอบตัวนี้ เพราะดูโหดๆ ดี แถมดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์ยังเปลี่ยนเป็นทวนเลเซอร์ได้ทั้งด้ามอีกด้วย ในขณะที่ดาบเลเซอร์ของอัศวินเจไดจะเป็นแค่เลเซอร์เพียงด้านเดียว ผมก็เลยชอบดาร์ธมัวร์มากเป็นพิเศษ ช่วงที่ Star Wars เอพิโซด 4 เริ่มออกฉาย ตอนนั้นผมไปประชุมที่นิวยอร์กพอดี ก็เลยซื้อดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์หิ้วกลับมา 2 เล่มเลย 

ความพิเศษของดาบดาร์ธมัวร์ ซึ่งบริษัทของเล่นที่ทำขายตั้งใจทำออกมาเป็นของสะสมนี้ก็คือ ตัวดาบจะมีเอฟเฟกต์ไฟเลเซอร์ไล่จากล่างขึ้นบน ตรงกับในภาพยนตร์ทุกอย่างเลย แม้จะมีดาบแล้ว แต่ก็ยังขาดโมเดลดาร์ธมัวร์ซึ่งเป็นผู้ถือดาบอยู่ดี วันหนึ่งผมได้ไปเดินเล่นที่โซนขายของเก่าแถวสวนจตุจักร แล้วบังเอิญได้ไปเจอโมเดลดาร์ธมัวร์ขนาดเท่าตัวคนจริงๆ เข้าพอดี ซึ่งตอนที่เห็นนั้นมันอยู่ในสภาพฝุ่นเขรอะเลย ผมก็เลยซื้อกลับมาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็นำมาซ่อมแซมไฟเบอร์ด้านในที่มันเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โชคดีว่าภรรยาผมเก่งในเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า เธอจึงช่วยซ่อมแซมชุดให้ดาร์ธมัวร์ใหม่จนมีสภาพดีขึ้น

ต่อมาผมก็เจอโมเดลมาสเตอร์โยดา ตัวนี้ถือว่าเป็นโมเดล ลิมิเต็ด เอดิชั่น ซึ่งทางร้านนำเข้ามาจากต่างประเทศ จากที่ซื้อมาราคาหลักหมื่น ตอนนี้ราคาเด้งขึ้นไปเป็นหลักแสนแล้ว แล้วเชื่อมั้ยว่าตัวดาร์ธมัวร์ในอีเบย์ (Ebay) ตอนนี้ขายกันตัวละ 2 แสนบาทแล้ว เพราะหาไม่ได้แล้วไง มันจึงกลายเป็นของหายากไปเลย ของสะสมจากสตาร์วอร์สส่วนใหญ่ ผมจะรวบรวมและตั้งโชว์ไว้ในห้องโฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน เวลาเราเข้าไปดูภาพยนตร์ก็จะได้เห็นของเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา”

เต้ยทิ้งท้ายว่า สำหรับดาบสตาร์วอร์สนั้นยังมีอีกหลายรุ่นหลายเวอร์ชั่นที่เขายังตามเก็บไม่ทัน ตอนนี้ดาบบางเล่มในเรื่อง Star Wars : Episode I -  The Phantom Menace หายากมาก แถมราคายังเด้งขึ้นไปที่ 5 หมื่นบาทแล้วด้วย แต่ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะบริษัทเก่าซึ่งเป็นผู้ผลิตดาบรุ่นนี้ไม่ได้ทำออกมาขายอีกแล้ว

“ตอนนี้บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ผลิตดาบเลเซอร์สตาร์วอร์สออกมาขายในท้องตลาดจะเป็นดาบรุ่นใหม่ๆ ของตัวละครในสตาร์วอร์สภาคปัจจุบันซะมากกว่า ผมจึงยึดแนวทางในการเก็บสะสมดาบเลเซอร์จากสตาร์วอร์สไปเรื่อยๆ เท่าที่สามารถหาได้เพราะรู้สึกว่าสนุกดี เก็บแล้วไม่กินพื้นที่มากนัก พูดง่ายๆ ว่าเหมือนเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่หากวันหนึ่งมันเกิดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ข่าวอื่นๆ