7 เทคนิคในการเปลี่ยนความคิด

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 12:02 น.

7 เทคนิคในการเปลี่ยนความคิด

โดย...นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค  ผู้ก่อตั้งเพจ Dr.Dang Can Do

ขั้นตอนในการปรับเปลี่ยนความคิด 7 ข้อที่หมอจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ได้แนวคิดมาจากการอ่านหนังสือชื่อ How successful people think เปลี่ยนวิธีคิดแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน เขียนโดย John C.Maxwell นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดย เริงศักดิ์ ปานเจริญ เป็นเทคนิคง่ายๆ อ่านแล้วลองทำตามที่หมอบอกดูนะครับ หมอเชื่อว่าทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแน่นอน 

1.เห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนความคิด

เทคนิคแรกที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนความคิด หมอขอเริ่มจากการเห็นประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนความคิดก่อน เพราะจะทำให้เรามีกำลังใจและมีเป้าหมายในการที่จะปรับเปลี่ยนจากความคิดเดิมๆ เก่าๆ และล้าสมัย ไปสู่ความคิดใหม่ๆ เจ๋งๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้ดีขึ้นได้

การเปลี่ยนความคิดมีประโยชน์ คือ เมื่อไหร่ที่เราคิดเก่ง คิดดี เราสามารถใช้ความคิดสร้างขุมทรัพย์มหาศาลให้กับตัวเองได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะการคิดดี คิดเก่ง จะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และยังสร้างโอกาสดีๆ ให้แก่เราได้ด้วย ความคิดเป็นสิ่งเดียวที่ใช้แล้วไม่หมด ใช้มากๆ ยิ่งดี เหมือนดาบยิ่งลับยิ่งคม 

2.ต้องหาความรู้ด้านต่างๆ เข้าสู่สมองตลอดเวลา

การที่จะทำให้สมองมีแต่ความคิดดีๆต้องพยายามหาความรู้ในด้านต่างๆ เข้าสู่สมองให้มากที่สุด โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ต้องอ่าน ต้องเรียนรู้ให้มากที่สุด (อาจจะอ่านเรื่องอื่นๆ บ้างเพื่อการคิดนอกกรอบ) ความคิดดีๆ ที่อยู่ในโลกออนไลน์พยายามเลือกดู การลงเรียนคอร์สออนไลน์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงาน การหาความรู้เหล่านี้ก็เพื่อให้เป็นวัตถุดิบสำหรับการคิดในขั้นต่อๆ ไป ความรู้เหล่านี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ มันจะเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันจะเป็นความรู้ที่สมบูรณ์

3.พยายามคบคนที่คิดได้ดีกว่าเรา

เพราะเวลาที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันจะได้ซึมซับเอาหลักและวิธีคิดที่ดีๆ หรือเจ๋งกว่าเรามาเพื่อเป็นวัตถุดิบในการสานต่อความคิดของเรา หากมัวแต่คิดคนเดียว หรือคบแต่คนที่มีความคิดในระดับเดียวกันจะทำให้การคิดไม่พัฒนา จะอยู่ในระดับเดิมๆ เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างหรือผลิตความคิดดีๆ ออกมาได้ หรือแม้แต่การพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อาจทำให้ได้ไอเดียหรือวิธีคิดมาต่อความคิดเราให้บรรเจิดขึ้นไปได้

4.เลือกคิดแต่ความคิดที่ดี

เราสามารถเลือกได้ว่าจะคิดแต่สิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีก็ได้ เพราะสมองสามารถคิดได้ทั้งนั้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเราเริ่มจะคิดไม่ดีแล้ว ต้องมีสติดึงความคิดให้กลับมา พยายามบังคับตัวเองให้เสพแต่ความคิดดีๆ และปล่อยความคิดดีๆ ออกไป เพราะโดยธรรมชาติสมองมักจะคิดด้านลบหรือด้านร้ายไว้ก่อน แต่ไม่ว่าสมองหรือจิตใจจะดึงให้ความคิดเราให้ต่ำลงเพียงใดก็คงต้องใช้สติ ใช้ศีลธรรม ใช้คุณงามความดีเป็นหนทางนำเราไปสู่จุดที่สูงขึ้น

5.ทำตามที่คิดไว้ อย่ารอช้า

เพราะเวลามีจำกัด เราเกิดมาบนโลกนี้ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปตามเวลาที่ควรจะเป็น ไม่มีใครอยู่เป็นอมตะ ดังนั้นหากมีความคิดอะไรต้องรีบทำตามความคิดนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะลืมความคิดดีๆ นั้น และกลับไปนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการปรับเปลี่ยนความคิดได้เลย แต่ถ้าทำอะไรดีๆ แล้วพยายามทำไปเรื่อยๆ มันก็คือการต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้เป็นภาพผืนใหญ่ เราจะมีความคิดที่ดีและต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผัดผ่อนที่จะเริ่มทำตามความคิดที่ดีๆ เมื่อไหร่ที่จะเริ่มทำ อย่าลืมว่าเรามีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ นะครับ

6.รักษาอารมณ์เพื่อสร้างความคิดดีๆ ขึ้นมา

การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันมักพบเจอกับสิ่งต่างๆ รอบตัวที่อาจทำให้อารมณ์ขุ่นมัว แต่เราต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่าไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจเราทุกอย่าง การมีอารมณ์ขุ่นมัวนั้นไม่ส่งผลดีต่อความคิดและชีวิตแน่ๆ เพราะเมื่อจิตใจไม่โปร่ง สมองไม่โล่ง ความคิดดีๆ ก็เกิดขึ้นยาก ดังนั้นไม่ว่าบรรยากาศข้างนอกจะเป็นอย่างไรต้องรักษาอารมณ์ให้ดีตลอด เพราะถึงอย่างไรก็คงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ ได้ คงทำได้แค่ปรับเปลี่ยนที่ความคิดเราเท่านั้น อยากเห็นโลก อยากเห็นสังคมเป็นแบบไหนให้เริ่มทำที่ตัวเราเองเลย แล้วจะได้เห็นโลกแบบนั้น

7.ผลิตความคิดใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

การที่เราจะมีความคิดดีๆ ได้ไม่จำกัดนั้น นอกจากต้องทำ 6 เทคนิคที่หมอกล่าวมาแล้ว ยังต้องมีหน้าที่ผลิตความคิดใหม่ๆ ออกมาให้ต่อเนื่องด้วย ถ้าหยุดคิดอะไรใหม่ๆ เซลล์สมองจะเริ่มฝ่อ ทำให้เวลาคิดอะไรจะคิดไม่ออก เพราะไม่มีความคิดอะไรใหม่ๆ อยู่ในหัว แต่ถ้าผลิตความคิดอะไรใหม่ๆ ได้ทุกวันก็เหมือนกับการเติมออกซิเจนใหม่ๆ เข้าไปในบ่อปลา ปลาได้ออกซิเจนใหม่ๆ ก็จะดีใจแหวกว่ายไปมา สมองที่ได้รับความคิดใหม่ๆ ก็จะรู้สึกถึงการถูกปลุกกระตุ้นให้เซลล์ประสาทตื่นตัวและทำงานได้ดีขึ้น สมองที่ขาดการคิดก็เหมือนร่างกายที่ขาดอาหาร แล้วจะอยู่ได้อย่างไร

ถ้าอาหารของร่างกายคือสารอาหาร อาหารของสมองก็คือความรู้ใหม่ๆ นี่แหละครับ เมื่อผลิตความคิดใหม่ๆ ก็จะไปต่อยอดความคิดเดิมให้สูงขึ้น ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เราเองก็จะมีความคิดที่ดีขึ้นสำหรับเอาไว้แก้ปัญหาต่างๆ เอาไว้เป็นขุมทรัพย์ที่ใช้ไม่หมดเสียที

ข่าวอื่นๆ