ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

สําหรับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะนักพัฒนาโครงการหรูระดับลักซ์ชัวรี่ขึ้นไปที่เป็นที่จับตามอง หนึ่งในบิ๊กเนมนั้น ต้องมีค่ายเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ รวมอยู่ด้วย เพราะนอกจากมีโปรดักต์ที่มีความโดดเด่นแล้ว ยังได้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “ดร.บี” สุริยา พูลวรลักษณ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ที่นำทัพสร้างผลงานการันตีด้วยอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องงานแล้ว ดร.บี ซึ่งมีดีกรีปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ ด้านเศรษฐมิติประยุกต์และเศรษฐมิติจุลภาคจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังมีไลฟ์สไตล์และมุมมองรวมทั้งกิจกรรมส่วนตัวที่น่าสนใจไม่น้อย

ดร.บี เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาจะให้เวลากับการทำงานเป็นหลัก แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตนเองได้ใช้ชีวิตและให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เนื่องจากทั้งพี่สาวและพี่ชายมีครอบครัว

“คุณพ่อแม้จะมีอายุมากกว่า 80 ปี แต่ยังคงแข็งแรงและทำงานที่บริษัท จึงมีโอกาสกินข้าวกลางวันด้วยกันเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองท่านมีอายุมากขึ้น ย่อมมีเจ็บไข้ได้ป่วยบ้างก็พาไปหาหมออยู่เรื่อยๆ อันนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งสองท่าน”

อย่างไรก็ตาม ดร.บี บอกว่า อาจคิดช้าไปสักนิด เพราะที่ผ่านมาจะมุ่งเรื่องทำงานเยอะมาก

“พออายุเรามากขึ้น คิดว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล ต้องให้เวลากับท่านมากขึ้น คุณพ่อไม่ใช่คนชอบเที่ยว ดังนั้น โอกาสที่จะใกล้ชิด คือการไปกินข้าวหรือไปหาหมอ ส่วนคุณแม่อายุกว่า 70 ปี ก็ยังแข็งแรงอยู่ ถือว่าผมโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่แข็งแรงทั้งคู่ ทั้งๆ ที่คนในวัยเดียวกันก็มีการเจ็บไข้ได้ป่วย”

ขณะเดียวกัน ดร.บี เริ่มมองหากิจกรรมที่ทำร่วมกัน อย่างคุณแม่คือ การตีแบดมินตัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง

“ก่อนหน้านี้จะอยู่แต่ในบ้าน เรามองว่าผู้สูงอายุถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะเฉา แก่เร็ว จึงชวนมาออกกำลังกายรวมทั้งชวนเล่นหุ้นบ้าง ก็มีทั้งได้บ้างเสียบ้าง รวมทั้งพาไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น พาไปเที่ยว ไปกินข้าว ดูหนัง ผมมีเวลาไม่มากนัก แต่ก็ต้องหาเวลาให้กับท่านทั้งสอง

ขณะเดียวกันทั้งพี่สาวและพี่ชายก็ช่วยดูแล เพราะเราว่างไม่ตรงกัน โดยพาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะคุณแม่ยังเที่ยวไหว ส่วนตนเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ก็จะชวนไปเปิดหูเปิดตาด้วยไม่อยากให้อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว”

นอกจากดูแลคุณพ่อคุณแม่แล้ว หากพอจะมีเวลาบ้าง ดร.บี จะไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม เช่น หลักสูตร ABC หลักสูตรของสถาบันวิทยาการตลาดทุน

“ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาได้รับรู้ถึงประสบการณ์จากบุคคลในหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานได้”

ส่วนกิจกรรมที่ ดร.บี ถือว่าเป็นการพักผ่อนคือ การเลี้ยงน้องหมา โดยตอนนี้มี 5 ตัวชื่อ โค้ก เป๊ปซี่ชาดำ โอวัลติน และกาแฟ ซึ่งเป็นสุนัขที่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กๆ

“เลี้ยงมา 7 ปีแล้ว โดยส่วนตัวชอบช่วยเหลือสุนัขจรจัดหรือถูกทิ้ง สุนัขทั้ง 5 ตัวที่เลี้ยงมาจากการที่ได้รับข่าวจากอีเมลว่ามีลูกสุนัขถูกทิ้ง 12 ตัว และมีการอัพเดทเป็นระยะว่าหายไปทีละตัวเหลือเพียง 6 ตัว รู้สึกสงสารเลยเอามาทั้งหมด 6 ตัว แต่ตัวหนึ่งอ่อนแอมากเลยตาย จะพยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้ตามกำลัง เช่น พบหมาบาดเจ็บก็เอาไปรักษา ไปฝากเลี้ยง

อย่างเช่น เราพัฒนาโครงการที่สนามบินน้ำ บนพื้นที่ 12 ไร่ ก็จะมีสุนัขอยู่ในพื้นที่ โชคดีมีป้าซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนั้นให้อาหารสุนัขที่นั่นเป็นประจำอยู่แล้ว เลยฝากป้าเอาไว้และซื้ออาหารให้ทุกเดือน พาไปฉีดวัคซีน เรารับมาเลี้ยงหมดไม่ไหว ส่วนตัวมองว่าปัญหาหมาจรจัดนับวันจะแย่ลงไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง”

ดร.บี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทได้มีการทำซีเอสอาร์ โดยการสร้างบ้านหมา หาอาสาสมัครฉีดวัคซีนให้ เช่น ที่เกาะสุนัข พุทธมณฑล เป็นต้น และล่าสุดได้มีการไปร่วมกับ “ปุ๊” อัญชลี จงคดีกิจกับกิจกรรมสี่ขาหมาจรที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

“นอกจากนี้ ผมยังช่วยส่งข่าวผ่านกรุ๊ปเพื่อหาบ้านใหม่ให้ เพราะมีหมาที่โดนทิ้งเยอะ รวมทั้งโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ถ้าเป็นหมาที่มีสายพันธุ์จะหาผู้เลี้ยงต่อได้ไม่ยาก แต่ที่ลำบากคือหมาจรจัดหมาไทยข้างถนนมากกว่า

ในอนาคตมีความคิดว่า ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์มากกว่านี้ก็น่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ได้บ้าง ตอนนี้ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ อย่างไรก็ดี มองว่าถ้าทุกคนร่วมกันแก้ปัญหามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น ผู้จะเลี้ยงต้องลงทะเบียนสัตว์เมื่อโดนทิ้ง จะได้รู้ว่าใครทิ้งเขาจะได้คิดให้ดีก่อนจะเลี้ยง ไม่ใช่พอชอบก็จะเลี้ยง พอไม่ชอบก็ไม่เลี้ยง นำไปปล่อยวัดแบบนี้ รวมทั้งเน้นทำหมัน โดยรูปแบบอาจเป็นการรับบริจาค หรือการทำกิจกรรมหาเงินให้คนเข้ามาช่วย ซึ่งเราก็เห็นมาตลอด ไม่ว่าจะทำเสื้อขาย เป็นต้น

ในส่วนโครงการของเราก็ให้เลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เน้นเป็นจุดขาย อย่างเช่นโครงการมารุ เป็นการทดลอง เนื่องจากมองว่าคนกรุงเทพฯ เป็นไลฟ์สไตล์จะอยู่คนเดียวเยอะขึ้น แต่งงานช้าลง อยากเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมว ก็แก้เหงาได้ แต่เนื่องจากทุกคนไม่ใช่จะชอบสัตว์ ดังนั้นเราจะจัดสรรพื้นที่เฉพาะบางส่วนเท่านั้น”

ด้านการบริหารงานนั้น ดร.บี เผยว่า ตนโชคดีที่ได้ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่คอยให้คำแนะนำปรึกษา ทั้งนี้ต้องการเรียนรู้และศึกษาข้อมูล อีกทั้งต้องเก็บเกี่ยวความรู้ในทุกด้าน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“เพราะพลาดจะเสียหายมาก เช่น ตอนทำงานใหม่ การดีลกับลูกค้าเรายังไม่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรจะจ่าย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้คุณพ่อเป็นต้นแบบ ซึ่งเราเห็นคุณพ่อทำธุรกิจโรงหนังมาโดยตลอด ท่านเป็นคนทำงานหนัก เป็นแบบอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต ทั้งนี้เรามีเป้าหมายที่เป็นผู้นำตลาดไฮไรส์ไฮเอนด์ คือเป็นผู้นำตึกสูงคอนโดตลาดระดับบน จะเน้นตลาดนี้ไม่แตกไลน์มากนัก เราใช้เวลาทำโปรดักต์มา 10 กว่าปี ปัจจุบันเราสามารถสร้างแบรนด์ในใจของผู้บริโภคตั้งแต่ยังเจเนอเรชั่นขึ้นไป ขณะที่รูปแบบดีไซน์ก็ปรับตามความต้องการของผู้บริโภค”

สำหรับกลยุทธ์หลักในการทำสินค้าพรีเมียมนั้น ดร.บี ชี้ว่าอาจแตกไลน์โปรดักต์จากที่ทำคอนโดไฮไรส์ ก็อาจจะเป็นโลว์ไรส์หรือแนวราบระดับพรีเมียม

“ยังเน้นขายของแพงอยู่ เพราะมองว่าเซ็กเมนต์นี้มีกำลังซื้อ หากเราทำโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ได้ผู้ซื้อย่อมยอมจ่าย โดยเราจะทำโปรดักต์พรีเมียมในโลเกชั่นนั้นๆ”

ข่าวอื่นๆ