พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:24 น.

พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

โดย อณุสรา ทองอุไร

หมอหน้าใสแม้วัย 40 กว่าๆ แต่ยังดูอ่อนกว่าวัย ตลอดเวลาการสัมภาษณ์ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี สมกับที่เคยเป็นหมอเด็กมานานหลายปี ก่อนที่จะไปเรียนเพิ่มเติมแล้วเปลี่ยนสายงานมาเป็นแพทย์ผิวหนังในช่วง 7-8 ปีหลัง คุณหมอกุ๊กไก่-พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช ผู้ก่อตั้งณัฐชญา คลินิก ผู้ให้บริการความงามแบบครบวงจร ทั้งการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากเทคโนโลยีชั้นสูง ขณะเดียวกันก็ยังให้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวมกันไปด้วย ซึ่งมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องควบคู่กับจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ทางด้านการศึกษานั้น คุณหมอจบแพทยศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วไปเรียนหมอเด็กต่อที่โรงพยาบาลชลบุรี ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ ขณะนั้นหากว่างจากงานประจำก็ไปทำงานพิเศษความงามแล้วรู้สึกชอบสนใจจึงไปเรียนต่อทางด้านผิวหนังเพิ่มเติมอีกหลายคอร์ส จนได้ประกาศนียบัตรทางด้านผิวหนังและแอนไทม์เอจจิ้งมาอีกหลายใบ และเริ่มมาทำงานทางด้านผิวพรรณอยู่หลายปี

จนกระทั่งแต่งงานกับนักเขียนดังเธอจึงลาออกมาเปิดคลินิกเป็นของตัวเองทางด้านความงามและแอนไทม์เอจจิ้ง ควบคู่กับการไปเรียนแพทย์ทางเลือกทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน เพื่อให้ครบวงจรของการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

“คือหลังๆ สามีสุขภาพไม่ค่อยดีแล้วเขาไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากกินยา เราก็เลยไปเรียนพวกแพทย์ทางเลือกและด้านธรรมชาติบำบัดเพื่อมาดูแลสุขภาพให้สามีโดยใช้แผนแพทย์ไทยผสมแพทย์แผนจีน ซึ่งการปรับอาหารควบคู่กับการทานอาหารเสริมจากธรรมชาตินั้นเพียงปีกว่าก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปัญหาสุขภาพหายไปเกือบเป็นปกติเลย”

หลังจากนั้นคุณหมอเริ่มเห็นความสำคัญของการกินอาหารเสริมจากสมุนไพรและล้างหลอดเลือดโดยกินแบบธรรมชาติบำบัด และสนใจจะต่อยอดธุรกิจจากประสบการณ์ตรงของเธอที่ได้ดูแลสุขภาพของสามีมาหลายปี

ตอนนี้จึงพยายามทำงานให้เต็มที่เต็มคุณภาพ วางกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญที่สุดก็คือการบอกต่อแบบปากต่อปาก เพราะกลุ่มเป้าหมายของคลินิกคือกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ต่างคนต่างก็มีสังคมและเพื่อนฝูงมากมาย ถ้าทำให้เขารู้สึกประทับใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาได้ รู้สึกผูกพันกับคลินิก สุดท้ายเขาก็จะแนะนำเพื่อนให้รู้จักเราเองโดยอัตโนมัติ ถ้าเขารู้สึกดีกับคลินิก เขาก็ยินดีที่จะบอกต่อให้ เพราะอยากจะทำให้คลินิกอยู่รอด และหวังดีจริงๆ

การจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานก่อน ซึ่งไม่เพียงต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการทำงานร่วมกันเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการดูแลให้เขาอยู่รอดได้ในการใช้ชีวิตด้วย ทั้งเรื่องรายได้และสวัสดิการต้องมีความสมเหตุสมผล ไม่ใช่คิดแต่จะเอากำไรอย่างเดียว ถ้าพนักงานทุกคนทำงานอย่างมีความสุข สุดท้ายแล้วเชื่อว่าความสุขเหล่านั้นจะสามารถส่งต่อไปถึงลูกค้าได้ผ่านการบริการที่เอาใจใส่และเป็นมิตร

สิ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาดก็คือการฝึกพนักงานให้กลายเป็นนักขายสินค้า เพราะเชื่อว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจคลินิกคือการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ใช่การยัดเยียดสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ อีกอย่างคือยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นหมออยู่ แม้จะทำธุรกิจด้วย แต่กำไรก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าจรรยาบรรณที่ดี

จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การทำกำไรสูงสุด เพราะถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นการบังคับให้ต้องขายมากๆ ตั้งราคาสูงๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำ เพราะความต้องการของเธอคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข ในขณะที่ตัวเองต้องมีความสุขกับงานที่ทำด้วย

แม้การแพทย์กับการทำธุรกิจไปด้วยกันค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถสร้างคนไข้ขึ้นมาเองได้ ต่างจากธุรกิจทั่วๆ ไปที่สร้างความต้องการของลูกค้าขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดในธุรกิจที่เกี่ยวกับการแพทย์ได้ก็คือความจริงใจและยึดมั่นในจรรยาบรรณ ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้รวยเปรี้ยงปร้าง แต่ก็จะทำให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากจรรยาบรรณของแพทย์แล้ว อีกสิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือจรรยาบรรณในฐานะนักธุรกิจ นั่นก็คือความซื่อสัตย์และความจริงใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทเป็นอย่างมาก ลูกค้ามีข้อมูลในมือมากมายเต็มไปหมด ถ้าไม่มีความโปร่งใส แล้วเขามารู้ทีหลัง สุดท้ายคงอยู่ได้ไม่นาน

“หมอจะไม่เน้นโฆษณาหรือโปรโมชั่นราคามากมาย เพราะการตัดราคาให้ต่ำไม่ใช่การทำงานที่ดีในระยะยาว หรือจ้างดาราหรือเน็ตไอดอลมารีวิว โดยที่เขาไม่ได้มาใช้จริงแล้วก็รีวิวแบบปลอมๆ มันเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ หมอทำงานตรงนี้เองอย่างใกล้ชิด เรามีจรรยาบรรณทางการแพทย์ มีแพทยสภาคอยควบคุม เราจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดความเสียหาย ยิ่งเป็นธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงก็ยิ่งทำงานด้วยความระมัดระวัง ขณะที่คนที่ไม่ได้เป็นแพทย์เข้ามาทำธุรกิจนี้เขาจะโฆษณาเกินจริงได้มากกว่า เพราะไม่มีแพทยสภาไปกำกับเขาได้ และหมอก็จะไม่ขยายสาขา จะทำที่นี่แห่งเดียวเพื่อควบคุมคุณภาพให้ทั่วถึง” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

คุณหมอกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตามทุกเทรนด์ความงามที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในความเป็นแพทย์เธอจะดูก่อนว่าโอกาสเสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ผลกระทบต่อลูกค้าเป็นอย่างไร หรือพิจารณาจากทฤษฎีที่เรียนมาว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นเธอก็จะไม่นำเข้ามาให้บริการอย่างเด็ดขาด

หลักการทำงานของเธอก็คือทำงานอย่างมีคุณภาพและมีจรรยาบรรณ เอาความสุขของลูกค้าและทีมงานเป็นที่ตั้ง ถ้าสองอย่างนี้ดีเงินจะตามมา แต่ถ้าเอาเงินเป็นที่ตั้งผลลัพธ์จะไม่ยืนยาว สิ่งที่เธอมักจะสอนพนักงานอยู่เสมอนอกเหนือไปจากเรื่องการทำงานแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องการเก็บเงินด้วย คือจะสอนให้เขารู้จักดูว่าภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร อัพเดทข้อมูลต่างๆ ให้เขาได้รับรู้ สอนแม้กระทั่งเรื่องการลงทุน เพราะหลายคนทำงานที่นี่ตั้งแต่วัยรุ่นจนเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากจะต้องเติบโตเรื่องการทำงานแล้ว เขาควรจะต้องเติบโตเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

การสอนพนักงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำงานอาจจะไม่ได้ส่งผลกับธุรกิจโดยตรง แต่ที่สุดแล้วพนักงานทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความหวังดีที่มีให้กับเขา คือไม่ใช่แค่จ้างมาทำงาน แล้วเอาเงินกลับไป แต่คือการดูแลกันและกันอย่างเอาใจใส่ ซึ่งจะทำให้เขาอยากอยู่ไปนานๆ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคเธอบอกว่า ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต วันนี้มีขึ้น พรุ่งนี้มีลง วันนี้ดี พรุ่งนี้ติดขัด มีปัญหาก็แก้ไขไป มองว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ อย่าไปฝืน อย่าไปทุกข์ใจ คิดเสียว่าเราเป็นนักแก้ปัญหา แก้บ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นทุกวัน อย่ากลัวปัญหา ปัญหามาปัญญาเกิด

คุณหมอกล่าวว่า มองภาพตัวเองในอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำงานให้ดีมีคุณภาพและสามารถใช้หนี้ที่มาทำธุรกิจหมด และคลินิกดำเนินการด้วยตัวเองได้ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลจนธุรกิจรันไปได้เอง เธอก็จะค่อยๆ วางมือและจะไปช่วยสามีทำงานเพื่อมูลนิธิ “บูรณะพุทธ” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส ทำสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กชาวเขาต่างๆ โดยทางโลกก็ไม่ให้ช้ำ ทางธรรมก็ไม่ให้เสื่อม

ข่าวอื่นๆ