สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร+ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ คู่หูจิตอาสา เพราะรักในความดีจึงมีกันและกัน

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:12 น.

สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร+ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ คู่หูจิตอาสา เพราะรักในความดีจึงมีกันและกัน

โดย กั๊ตจัง ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กล่าวกันว่าคนเรามักจะดึงดูดคนประเภทเดียวกันให้เข้ามาหากัน เสมอเหมือนที่สองพี่น้องจิตอาสา สมศักดิ์ ศรีเพ็ชร นักธุรกิจร้านอาหารและค้าของเก่า ที่รู้จักกันในฉายา “เค เยาวราช” และ “กอล์ฟ” ภูคะตา ชัยเชาวรัตน์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้กลายมาเป็นคู่หูจิตอาสาจากการร่วมงานจิตอาสาด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน

สมศักดิ์ เล่าย้อนความหลังว่า ทั้งสองรู้จักกันครั้งแรกจากงานรวมพลคนอาสาของ “อ๋อย” กฤษณะ ไชยรัตน์ ที่ร้านอาหารเบิกไพร ศรีนครินทร์ ต่างคนต่างมาร่วมงานกัน กอล์ฟก็เป็นจิตอาสาที่มาร่วมงานในวันนั้น

“ได้มีโอกาสพูดคุย รู้สึกว่าเรามีเคมีตรงกัน คุยกันรู้เรื่อง ก็เลยมาร่วมกันมาช่วยกันทำงานจิตอาสา นับเวลาก็ตั้งแต่ปี 2554 ที่เราเคยได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาด้วยกัน กอล์ฟก็เข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องของการเงิน เวลาที่เราได้ข่าวว่ามีคนกำลังเดือดร้อนยังไม่มีใครเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เขาก็โทรมาถามว่าไปไกลไหม มีค่าน้ำมัน มีค่าอาหารหรือเปล่า เขาก็สนับสนุนในเรื่องของเงินทุน

บางทีเขาอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางไปช่วยเหลือในบางสถานที่ ซึ่งแต่ก่อนเวลาผมเดินทางไปทำงานจิตอาสา ผมชอบที่จะเดินทางเพียงคนเดียว พอเขารู้ว่าเรากำลังไปเขาก็ฝากให้เราช่วยเข้าแม็คโคร ซื้ออาหาร ซื้อน้ำ เพื่อเอาไปบริจาค แล้วด้วยความที่น้ำท่วมสูงทำให้รถที่วิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ เราก็ไปประมูลรถทหารเก่ามาคันหนึ่งและปรับปรุงยกสูงเปลี่ยนมาเป็นรถสนามเอาไว้ทำกับข้าวกลางน้ำ แจกข้าว แจกน้ำ ทำกาแฟ ให้กับผู้ประสบอุทกภัย เป็นรถที่ออกแบบมาสำหรับวิ่งที่สามารถลุยน้ำได้โดยเฉพาะ ซึ่งรถของจิตอาสาทั่วไปไม่สามารถทำได้”

ในแต่ละเดือน สมศักดิ์จะออกไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาเดือนละประมาณ 2 ครั้ง เขาบอกว่าที่ไปบ่อยๆ ก็มีที่หัวลำโพง เช่น ช่วงปีใหม่ มีคนตกรถ ไม่มีอาหารกินก็ไปทำอาหารแจก

“หรือชาวบ้านประสบอัคคีภัยเราก็เดินทางไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง ไม่คิดหวังพึ่งใคร แต่ก็มีกอล์ฟนี่ละ ถ้าเขารู้ว่าผมไปไหน เขาก็จะยื่นมือเข้ามาร่วมด้วยเสมอ”

ภูคะตา เล่าเสริมถึงอีกฝ่ายว่า สำหรับตัวเขากับสมศักดิ์ ถ้าเกิดจะให้พูดว่าเป็นเรื่องของดวงก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดตรงกัน

“พอได้สัมผัสพูดคุยเคมีมันต้องกัน คิดเห็นไปในทางเดียวกัน ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนว่าเขาเป็นพี่ชายผม ทั้งที่จริงๆ แล้วผมเป็นลูกคนโต แต่เรารู้สึกว่าเขาเหมือนพี่ชายที่คุยกันได้ทุกเรื่อง บางทีเราพูดออกมาแค่คำเดียว เขาก็รู้แล้วว่าเราจะพูดอะไรต่อหรือคิดอะไรต่อ เหมือนมีหลายๆ อย่างมีอะไรที่มาเสริมกัน มันไม่ต้องมาอธิบายกันเยอะก็สามารถทำงานรู้เรื่องเข้าใจกันได้

ประกอบกับสิ่งที่ผมเห็นในตัวพี่เคคือความจริงจังจริงใจในการทำงานจิตอาสา ไม่ได้ดีแค่คำพูด ที่ประทับใจในตัวพี่เขามากที่สุดก็คือ ตอนงานถวายสักการะพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 ที่มีประชาชนไปยืนรอต่อแถวกัน พี่เคก็ไปร่วมแจกอาหารในตอนนั้นด้วย ตอนแรกพี่เขาตั้งใจจะทำประมาณ 100 วัน เราถามว่าพี่จะไหวเหรอ

สุดท้ายแล้วคุณเชื่อไหม พี่เขาแจกอาหารและน้ำไปทั้งหมด 1 ปี กับอีก 10 กว่าวัน ทำให้เรารู้สึกประทับใจพี่เคในจุดที่ไม่ใช่เป็นแค่ความตั้งใจหรือแค่ตั้งมั่น แต่คือความทุ่มเทจากใจจริงๆ เพราะว่าเศรษฐกิจในปีที่ผ่านๆ มา ก็อย่างที่เรารู้กันอยู่ แต่พี่เคใช้ทุนทรัพย์ของตัวเองออกมาทำในจุดนี้ และก็มีบางส่วนที่มีผู้ใจบุญเห็นความดีในตัวพี่เขาก็ขอร่วมบริจาคด้วย

ที่ว่าเขาทำงานในหลวงเขาพูดกับผมว่า ตอนนั้นเขาจะทำสักร้อยวัน ผมก็ว่าทำรายวันเลยเหรอครับ พี่จะไหวเหรอ แต่จนแล้วจนรอดแกทำทั้งหมด 1 ปี กับอีกสิบกว่าวัน ผมจำตัวเลขไม่ได้ชัดเจนนะ”

สมศักดิ์ พูดถึงกอล์ฟต่อว่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันมีความรู้สึกว่า ภูคะตา เป็นคนที่ดีคนหนึ่ง

“เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่ตรงกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี เวลาที่ผมลงพื้นที่ไปเป็นจิตอาสา เขาก็จะให้ความสนับสนุนในการช่วยเหลือเรื่องของเงินทุน เขาช่วยโดยไม่ได้มีความรู้สึกลังเล ช่วยในทันที ไม่ได้คิดถึงกาลข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เขาอยากจะช่วย และคนทำงานอย่างเรา ไปถึงก็แจก แจกเสร็จก็กลับ ไม่ได้คิดถึงการถ่ายรูปเพื่อเอามาลงโซเชียลมีเดีย ไม่เคยคิดถึงชื่อเสียง

เพราะครั้งหนึ่งสมัยผมเด็กๆ ผมยากจนมาก ต้องต่อยมวยหาเลี้ยงชีพ บางครั้งขึ้นชกเสร็จก็โดนเขาโกงค่าตัว สมัยนั้นผมนั่งรถเมล์จากสำโรงมาที่สนามหลวง ต่อยเสร็จตอนเที่ยงคืนเราก็พักนอน เพราะไม่มีรถเมล์กลับ ผมจำได้ดีเลยว่าผมนอนรอที่สนามหลวงใต้ต้นมะขามต้นที่ 4 หน้าศาลอาญา จนถึงตี 5 ได้ยินเสียงรถเมล์วิ่งเข้ามาเราก็ตื่นเพื่อเตรียมตัวเดินทาง พอตื่นมาสิ่งที่เห็นคือมีคนเอาข้าวกล่อง น้ำ พร้อมกับเงิน 20 บาท วางเอาไว้ให้

มองไปก็ไม่เห็นใคร ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้ เขาไม่เคยปลุกให้รับของ วางแล้วก็เดินจากไป ผมก็เกิดความตื้นตันใจว่าเขาเป็นคนที่มีบุญคุณกับผม จึงตั้งปณิธานเอาไว้ในใจว่า ถ้าวันหนึ่งข้างหน้ามีเงินมีทองขึ้นมา ก็จะแบ่งปันให้กับคนยากไร้เหมือนที่เคยเป็นบ้าง แนวคิดชีวิตผมเปลี่ยนเพราะคนคนนั้นที่เอาข้าวเอาน้ำให้กับผม

ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่แล้วจำผมได้ ผมอยากจะบอกกับเขาว่า ขอบคุณที่ให้ข้าวให้น้ำผมในวันนั้น ถ้าไม่ได้ข้าวกล่องนั้น ผมอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าสังคมมีแต่คนโกง สังคมนี้มันแย่ และอาจทำให้ผมเปลี่ยนไปอีกเส้นทางหนึ่งเลยก็ได้ แต่ข้าวกล่องนั้น น้ำขวดนั้น และเงินอีก 20 บาท ทำให้ผมยังมีความรู้สึกว่าสังคมนั้นยังมีคนที่ดีๆ อยู่

จนถึงวันนี้ที่พอมีเงิน ผมก็เริ่มแบ่งปันตามที่เคยตั้งใจไว้ ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยล้นฟ้าถึงจะเริ่มทำความดี มีฐานะแค่ไหนก็ทำเท่านั้น ทำข้าว 1 หม้อ แกง 1 หม้อ เอาไปแจกคนจน ขอแค่เรามีจิตอาสา เรามีจิตใจที่จะแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีมากน้อยแค่ไหนเราก็จะทำ ทำความดีสะสมไว้ในธนาคารบุญ เอาไว้ใช้ในชาตินี้และชาติหน้า

คนเราเกิดมาเราต้องทำความดี เราต้องสะสมบุญไว้ให้มาก มีจิตกุศลทำให้เราไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีอะไรก็รู้จักให้อภัยเพราะเรารู้จักการให้ การเสียสละ ถ้าคนคิดทำนี้มากขึ้นประเทศไทยเราก็จะกลับมาสงบสุขดังเดิม” 

ข่าวอื่นๆ