ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ มองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจเสมอ

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.
  • | เปิดอ่าน 99
Share on Google+
LINE it!

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เทรนด์ด้านสุขภาพและความงามกำลังมาแรงต่อเนื่องมาหลายปี เพราะใครๆ ก็อยากสวยดูดีแข็งแรงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ดังนั้นจึงมีนักธุรกิจหน้าใหม่จากหลายวงการที่อยากเข้ามาแชร์ตลาดตรงนี้เช่นเดียวกับชายคนนี้ที่เป็นนักการเงินและการตลาดชายหนุ่มวัยสี่สิบเศษๆ หน้าตายิ้มแย้มใจดี

แม้ในแวดวงความงามเขาอาจจะเป็นหน้าใหม่ แต่ถ้าในด้านการตลาดและการเงินการลงทุนเขาก็คร่ำหวอดนานกว่า 10 ปี ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือ ทาพาโก้ เดิมนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ และปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

หากวันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ในชื่อ เฮย์สตรีท (Hej Street) โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์ จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชาย หมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณ รูปร่าง มันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำเพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18-60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือ ปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

หลังจากที่ทีมงานทำการศึกษาข้อมูลอย่างมั่นใจมาเป็นเวลาปีกว่า เขาจึงเริ่มลุยธุรกิจนี้อย่างจริงจัง โดยเปิดสาขาแรกที่ถนนสีลมเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาเกือบทุกเดือนภายในสิ้นปีนี้ให้ครบ 10 สาขา โดยเขาจะทำร้านให้เป็นคอนเซ็ปต์บิวตี้ไลฟ์สไตล์ เช่น มีมุมให้นั่งรอพร้อมปลั๊กเสียบไว-ไฟ เสียบคอมพ์ เพื่อนั่งทำงานหรือเวลาที่คุณผู้ชายมานั่งรอแฟนช็อปปิ้ง มีเครื่องดื่มจำหน่าย มีที่นั่งเป็นจุดนัดพบ หรือในอนาคตอาจจะมีอีเวนต์ เช่น สอนแต่งหน้าฟรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และภายในปีหน้าจะเปิดช็อปออนไลน์เพื่อมอบความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งการทำโปรโมชั่นตามเทศกาลต่างๆ

เขาบอกว่าแม้ร้านของเขาจะมาช้ากว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่หลายปี แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำธุรกิจ เพียงแต่อาจจะต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำการบ้านให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่ามีความพร้อมทั้งทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขาโดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

นอกจากนี้ เขามีแผนที่จะขยายสาขาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น ด้วยการทำเป็นรถบิวตี้ทริกไปจอดในย่านมหาวิทยาลัยหรืออาคารสำนักงานหรืองานอีเวนต์ต่างๆ โดยจะทำเป็นโมเดลนำร่องช่วงปลายปีนี้ และปีหน้าจะขยายไปยังประเทศในแถบเอเชียใต้ อย่าง เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งทีมงานได้เริ่มทำการบ้านกันแล้ว

ด้านการศึกษานั้นเขาจบวิทยาศาสตรบัณฑิต ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด และจบปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร ที่รามคำแหง วัยเด็กเกิดที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เขาเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ สร้างชื่อเสียงด้านวิชาการให้โรงเรียนอยู่เสมอ ที่บ้านทำฟาร์มสุกร จึงมุ่งมั่นที่จะเรียนวิทยาศาสตร์สัตวศาสตร์เพื่อจะมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แล้วกลับค้นพบว่าตนเองชอบด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่าก็เลยไปเรียนปริญญาตรี ด้านบริหารที่มหาวิทยาลัยรามฯ ควบคู่กันไป เลยจบปริญญาตรีมาพร้อมๆ กัน 2 ใบ

หลังจบปริญญาตรีไปทำงานกับบริษัทด้านการเกษตรชื่อดังอยู่พักใหญ่ ทำไปทำมาก็มีความชัดเจนว่าชอบงานด้านบริหารด้านการเงินมากกว่า ก็เลยลองลงทุนในตลาดหุ้นไปด้วย แต่ฟองสบู่แตกปี 2540 ก็เสียหายไปกับหุ้นเยอะ จึงลาออกมาเรียนปริญญาโท ด้านการเงินการธนาคาร และทำธุรกิจทางด้านออนไลน์เมื่อ 21 ปีที่แล้ว โดยขายอาหารสุนัขและอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสุนัขและสัตว์เลี้ยง เพราะเขาชอบเลี้ยงสุนัขมาตั้งแต่เด็กๆ ในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทย การขายของผ่านออนไลน์ตอนนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากๆ แต่ธุรกิจก็ไปได้ดี

หลังจากนั้นเขาได้รับการชักชวนให้มาทำงานเป็นผู้บริหารให้กับธุรกิจด้านบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ก็ทำงานที่บริษัทแห่งนี้อยู่หลายปี เมื่อได้มาทำงานที่ถนัดและตรงกับจิตวิญญาณตนเองมากที่สุดก็สามารถสร้างผลงานได้ดี ทำให้เกิดเครือข่ายด้านธุรกิจมากมาย เริ่มจากมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า แม้สามารถสร้างฐานลูกค้าจนมีผลงานดีที่สุดในบริษัทก็รู้สึกรวยยากเหลือเกิน เมื่อมีความพร้อมจึงลาออกมาทำหน้าที่ตัวกลางในการซื้อขายกิจการ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ พร้อมๆ กับเป็นดีลเมคเกอร์ให้กับธุรกิจต่างๆ

จนกระทั่งเขาเองได้ไปซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการไม่ค่อยดีราคาหุ้นต่ำๆ แล้วนำแนวคิดดีๆ โอกาสทางธุรกิจไปนำเสนอต่อผู้บริหาร จนบริษัทเหล่านี้พลิกฟื้นจนธุรกิจกลับมาทำกำไร ราคาหุ้นก็กลับมาเติบโตไปได้ดี ซึ่งเขาซื้อหุ้นในลักษณะนี้มา 2-3 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและปรับโมเดลการทำธุรกิจก็กลายเป็นบริษัทที่เติบโตมั่นคงแข็งแรงในตอนนี้

สำหรับหลักปรัชญาในการทำงานของเขานั้น คือ หาจุดแข็งจุดอ่อนในธุรกิจของตนเองให้เจอแล้วปิดจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งเข้าไป พร้อมๆ กับมองหาโอกาสทางธุรกิจให้เจอ แต่ที่สำคัญต้องมีคุณธรรมในการทำงาน บริษัทในเครือหลายบริษัทมีชื่อ C4 เพราะทีมงานทำงานโดยยึดหลักธรรมของพระมหาชนก คือ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือที่เรียกว่าอิทธิบาท 4 นั่นเอง

ด้านผู้บริหารที่ดีในความคิดเห็นของเขานั้น ก็คือ ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีเครดิตที่ดี อย่าเสียคำพูด อย่าเสียหายเรื่องเงิน ถ้าภาพลักษณ์ในการทำงานดี คนจะเชื่อถือและให้การสนับสนุนได้ดีกว่า เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคในการทำงานควรตั้งสติให้ดี ทบทวนปัญหาและเริ่มต้นใหม่ เพราะคนเรานั้นมีสิทธิที่จะผิดพลาดกันได้เสมอ แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อ ลุกขึ้นเริ่มใหม่อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจอะไรง่ายๆ

ที่สำคัญ คือ ควรมีอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค “ผมชอบเอานำหลักธรรมะมาช่วยในการคิดและตัดสินใจเพราะคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องทันสมัยใช้ได้ตลอดเวลาไม่มีล้าสมัย ตอนเด็กๆ ผมเรียนธรรมศึกษาจนถึงชั้นนักธรรมเอกและนำสิ่งที่เรียนมาใช้ในชีวิตการทำงานหลายเรื่อง เพราะธรรมะสอนให้เดินสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป เหมือนมีวัคซีนใจไว้ดูแลตัวเอง ธรรมะเป็นธรรมชาติสามารถนำมาปรับใช้ได้หมดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในส่วนของบุคคลที่เป็นโรลโมเดลที่เขาชื่นชอบ คือ วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เป็นผู้บริหารที่คิดนอกกรอบและทำได้จริง ไม่ขายฝัน มีวิสัยทัศน์ มองอนาคตได้ขาด และมีความคิดที่ทันสมัยอยู่เสมอ อีกท่านคือ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PTT เพราะเป็นนักการบริหารที่เก่ง มีสายตากว้างไกล และเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี มีความเป็นมิตรสูงกับทุกๆ คน สามารถทำให้กิจการของเครือ PTT ขยายตัวไปหลายมิติจนมีมูลค่ากิจการขยายตัวไปหลายเท่า ทั้งที่เป็นกิจการกึ่งรัฐวิสาหกิจที่ต้องมีการประสานประโยชน์กับหลายภาคส่วน

Share on Google+
LINE it!