สุนทร เด่นธรรม ใช้ชีวิตให้สมดุลทั้ง ‘กาย’ และ ‘ใจ’

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 09:49 น.

สุนทร เด่นธรรม ใช้ชีวิตให้สมดุลทั้ง ‘กาย’ และ ‘ใจ’

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

สุนทร เด่นธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮิวแมนิก้า (HUMAN) ประกอบธุรกิจให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลและธุรกิจการให้บริการด้านบริหารจัดการบัญชีและการเงิน และเพิ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อปลายปี 2560

ผู้ชายอายุ 60 ปีคนนี้ เริ่มเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผ่านการสอบเป็นผู้ตรวจบัญชีจนเข้าเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมก่อตั้งธุรกิจรับจ้างบริหารระบบธุรกิจ (Business Process Outsourcing) ที่ดูเรื่องเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของระบบทั้งหมดกับบริษัท ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) จนมีเหตุที่ยุบงานส่วนนี้ไปและขอแยกออกมา และตั้งบริษัท HUMAN ขึ้นเมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา

เริ่มต้นเป็นการใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ต่างประเทศมาดูแลลูกค้า 3 ราย จากพนักงานเพียง 30 คน และสุดท้ายก็พัฒนาโปรแกรมและระบบให้เขากับกระบวนการทำงานด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศแบบฉบับของบริษัทไทย (Human Resources Solutions : HR Solutions) เพราะเชื่อว่าบริษัทต่างๆ หากโฟกัสในการดุูแลสิ่งที่เป็นต้นทุนในการดำเนินงานได้ดีแล้ว จะทำให้ภายในองค์กรมีการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

แม้ฟังก์ชั่นการทำงานของโปรแกรมที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับทรัพยากรบุคคล และไม่ได้มีช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงบริษัทได้ เพราะหากเรื่องระบบงานภายใน เช่น บริษัทมีการจ่ายเงินเดือนไม่ตรงตามข้อตกลงที่มีกับพนักงาน ระบบการลาพักร้อน การแจ้งวันหยุด ที่เกี่ยวข้องกับงานทรัพยากรบุคคล ก็มักจะเป็นปัญหาหนึ่งที่อาจจะลุกลามสร้างความปั่นป่วนในองค์กรได้

สิ่งที่เขาต้องทำ คือ การพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้ออกมาช่วยและค่อยๆ เริ่มต้นทำความรู้จักให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเห็นถึงประโยชน์ เข้าใจ และมีทัศนคติที่ดี เห็นความสำคัญของระบบโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมที่งานทรัพยากรบุคคลมีจำนวนพนักงานมาก มีการทำงานเป็นช่วงเวลา และมีการเปิดสาขา เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยทำให้ทุกอย่างคีย์และดำเนินการโดยอัตโนมัติ

จนปัจจุบันขยายการบริการด้านการทำบัญชีและการเงิน (Financial Solutions) หลังจากซื้อกิจการมาได้กว่า 1 ปี เพราะเล็งเห็นโอกาสที่บริษัททั่วไปจะใช้การบริการจากบริษัทข้างนอก และปัจจุบันมีสาขาบริษัทที่ไปลงทุนในสิงคโปร์ เพราะเป็นฮับที่หลายบริษัทใหญ่ในไทยไปตั้งสำนักงานใหญ่ รวมถึงที่มาเลเซียมีบริษัทการลงทุนตั้งโรงงาน

เขามองว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ คือเป็นการผสมผสานความรู้เรื่องกระบวนการกับเทคโนโลยีที่เกื้อหนุนกันกับการบริหาร ขณะที่หัวใจของการทำงาน คือ “คน” มากที่สุด แม้บริษัทเน้นเรื่องกระบวนการและเทคโนโลยีแต่นั่นเป็นเครื่องมือ เพราะจริงๆ คนทำให้เกิดกระบวนการและเทคโนโลยีที่ดีได้

สำหรับเวลาส่วนตัวที่นอกเหนือจากงานของผู้บริหารคนนี้ นั่นคือการให้ความสำคัญกับการเล่นหรือออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาที่หลากหลายมากเป็นลำดับแรก โดยทุกเช้าจะเริ่มจากเข้ายิมมาออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นวิ่งเป็นหลักและก็มีอย่างอื่นผสมกัน เช่น ตีปิงปอง เล่นเวต และว่ายน้ำ จากนั้น 9 โมงเช้าก็ค่อยเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศต่อ

เหตุผลที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นอันดับหนึ่งของชีวิตเลย คือ “เรื่องสุขภาพที่ต้องแข็งแรง” เพราะไม่เชื่อว่าการมีเงินเยอะเป็นสิ่งที่ดีสุด แต่เชื่อว่าการมีสุขภาพดีจะเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดีเอง เนื่องจากมองว่าถ้ามีเงินแล้วต้องมาเจ็บป่วย อ่อนแอ นอนบนเตียง หรือคอยนั่งบนรถเข็นไปไหนต่อไหน ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร

เช่นเดียวกันถ้าหากเรามีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วสามารถทำตามในสิ่งที่ฝัน และตั้งใจลงมือไปกับมันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาให้ติดขัด แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีแล้วการที่จะประสบความสำเร็จอย่างอื่นตามมา คิดว่าไม่น่าจะมีความสุขที่แท้จริง

“ผมเป็นคนออกกำลังกายเล่นมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้หายไปอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต ตอนช่วงวัยหนุ่มๆ ที่ใช้ชีวิตค่อนข้างหนักไปหน่อย มีการสังสรรค์เฮฮา ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และก็ทำงานหนักด้วย

แต่พอใกล้จะ 40 ปี ได้มาอ่านหนังสือเจอเกี่ยวกับเรื่องของจิตและธรรมะ แล้วทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งที่หนังสือบอกคือปรัชญาแนวคิดของโลกความเป็นจริง จึงเริ่มสนใจอย่างจริงจังและกลายเป็นว่าทำให้เรื่องการออกกำลังกายและสนใจศึกษาเรื่องธรรมะในพุทธศาสนาเข้ามาพร้อมๆ กัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา”

เขาออกตัวว่า สิ่งที่เริ่มทำตั้งแต่ตอนอายุจะ 40 ปี ช่างสวนทางกับช่วงวัยหนุ่มมากที่ไม่ได้สนใจเรื่องของศาสนาเลยด้วยซ้ำ จนวันหนึ่งได้มาเริ่มต้นอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นการเขียนเรื่องจริงข้อคิดดีๆ ของชีวิต ของพระอาจารย์ต่างๆ มีคำดี คำสอน ไม่ได้ออกไปในแนวความเชื่อเรื่องอภินิหาร และเห็นว่าเป็นคำเชิงปรัชญา เป็นเรื่องคำสอนศาสนาพุทธที่เข้าถึงแก่น คือ มีความเป็นธรรมชาติ

จากนั้นก็เริ่มไปลองปฏิบัติจริง ส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติในสายวัดป่า ซึ่งพอทำแล้วรู้สึกว่าทำให้เรามีสติ มีใจที่เย็นลงและนิ่งได้มากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะหลังวันที่กลับจากการปฏิบัติ 5-10 วัน และมีการงดเว้นวาจา

“ทำให้เห็นผลชัดเจนว่าการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ทำให้เรารู้ว่าจิตที่ลึกมาก ออกมารู้สึกว่านิ่ง และที่สำคัญทำให้เรารู้ว่าขณะที่เราวิ่งหรือกำลังเดินเราก็ฝึกสมาธิได้ เพราะคือมีสติรู้ตัวอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่

แต่ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปปฏิบัติหรือฝึกสมาธิแบบเข้าอบรมที่ไหนเลย เพราะเตรียมเรื่องงานและการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคิดว่าปีนี้จะหาเวลาไปทำได้อย่างที่เป็นมา เพราะรู้สึกว่าหากเราทำและปฏิบัติ เราจะรู้สึกสบายใจ ไม่คิดมาก และนิ่งมากขึ้น”

ทุกวันนี้ตื่นประมาณ 04.30 น. และนั่งสมาธิสัก 1 ชั่วโมง ก่อนจะไปเข้ายิมออกกำลังกายอีก 2 ชั่วโมง แล้วค่อยไปทำงาน”

นอกจากนั้น เขายังสนใจอ่านหนังสือประเภทที่เกี่ยวกับการคิด การพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่จะไม่ใช่ประเภทฮาวทูที่มาบอกวิธีการหรือเคล็ดลับที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันจะสำเร็จรูปอย่างแท้จริง

“หนังสือที่ชอบ เช่น Scaling Up Excellence หนังสือเล่มนี้จะทำให้เห็นการเติบโตของบริษัทที่มีขนาดเล็กมีวิธีคิด และดำเนินการให้ตัวเองเติบโตไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างไร? และหนังสือ Good to Great ที่เป็นหนังสือผ่านการวิจัยอย่างมีหลักการและเหตุผล ทำวิจัยบริษัทชั้นระดับโลกหลายแห่ง ที่จะมีวิธีการทำให้เราเห็นว่าบริษัทที่ดีมีความแตกต่างกับบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แล้วบริษัททั้งหมดนี้มีแนวคิดหรือวิธีอะไรบ้างที่เขาทำ”

จะเห็นได้ว่าผู้บริหารคนนี้มีการใช้ชีวิตและให้เวลากับตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพและจิตใจอย่างสมดุลคนหนึ่ง

ข่าวอื่นๆ