เพราะรักนำทาง

  • วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 10:04 น.

เพราะรักนำทาง

คบกันไม่รู้จะพาชีวิตฉันไปทางไหน... คุณเคยเกิดคำถามนี้ขึ้นในความสัมพันธ์กับคนรักหรือเปล่า นั่นอาจจะเป็นเพราะความรักของเรายังไม่แข็งแรง เรายังวางใจฝากอนาคตที่อีกฝ่ายโดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายจากภายในของตัวเอง

โดย...มัลลิกา นามสง่า 

จะดีกว่าไหม เมื่อมีความรัก คนรักของเราพร้อมจะจับมือเราก้าวไปทุกแห่งหน ร่วมกันฟันฝ่า เดินเคียงข้างกันไป ในความต่างของคนสองคนยังมีบางกิจกรรมที่โยงใยเป็นสายสัมพันธ์

บางครั้งสิ่งที่คู่รักร่วมกันทำเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดพลังอันยิ่งใหญ่

ก้อย รัชวิน ผู้หญิง (วิ่ง) ข้างๆ ตูน

กลายเป็นคู่รักขวัญใจมหาชน ระหว่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ กับ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ใช้การวิ่งเข้าสู่กลางใจฝูงชน

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยความรักความห่วงใย ชักชวนกันทำสิ่งที่ดีต่อสุุขภาพตัวเอง รัชวินย้อนเล่าถึง 5 ปีที่แล้ว “ต้องขอบคุณพี่ตูนเขาจุดประกายตั้งแต่ตอนออกกำลังกาย เขาชวนเราไปวิ่ง เขาเองก็ไม่เคยวิ่งมาราธอนมาก่อน งานแรกของเราวิ่ง 10 กิโลเมตร โหดมาก ไม่คิดว่าจะวิ่งจบ แต่พอวิ่งได้ความรู้สึกเหมือนได้ชนะตัวเอง เป็นความท้าทายใหม่

จากที่ก้อยไม่ค่อยออกกำลังกาย จุดนั้นเขาทำให้เรามองเห็นความสำคัญการออกกำลังกาย ก้อยเริ่มเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย แต่จากวันนั้นพี่ตูนไปไหนต่อไหนแล้ว”

จนเมื่อโครงการก้าวคนละก้าวรัชวินรู้สึกว่า ไม่อยากวิ่งตามหลังพี่ตูนอีกแล้ว อยากวิ่งข้างๆ เธอจึงฝึกซ้อมๆๆๆ “ไม่อยากวิ่งตามเงาเขาไปเรื่อยๆ อยากวิ่งข้างๆ เขา อยากช่วยเขา แรกๆ ลงวิ่งก็ยังวิ่งตามหลังอยู่เพราะไม่อยากเป็นภาระคนอื่นและให้เกียรติพี่ๆ ที่เขาวิ่งมืออาชีพกัน แต่พอทุกคนเห็นว่าก้อยวิ่งได้พัฒนาเรื่อยๆ ก็ให้ก้อยมาวิ่งด้านหน้ากับพี่ตูน

พี่ตูนไม่เคยบอกว่าก้อยต้องมาวิ่งนะ ไม่ได้ขอไม่ได้บอกว่าเราต้องทำอะไร ก้อยอยากวิ่ง อยากไลฟ์ก็ไปไลฟ์ มีแต่บอกหนูพักก่อน เขากลัวก้อยจะไม่ไหว แต่ก้อยก็ทำในศักยภาพของตัวเอง ที่มาวิ่งข้างเขาเพราะเราต้องการช่วย ได้ใช้เวลาร่วมกับเขา ซึ่งตลอดบนท้องถนนเราคุยเรื่องที่เกี่ยวกับการวิ่ง ถามเจ็บไหม พี่ต้องการอยากให้ช่วยอะไร จะคอยถามความรู้สึกตอนวิ่งและสังเกต ถ้าเขาวิ่งเร็วก้อยจะแอบเช็กฮาร์ตเรตแล้วบอกคุณหมอตอนที่วิ่งข้างๆ พี่ตูนมีความสุขมาก เป็นพลังงานที่อธิบายไม่ได้ เวลาวิ่งก้อยจะคอยสังเกตคนที่มารอ

พี่ตูน ได้เห็นแววตารอยยิ้มที่มองมายังพี่ตูน ซึ่งก้อยก็สังเกตพี่ตูน เขามีความสุขมาก เขาไม่ยิ้มแต่แววตาเขาสื่อสาร นี่เป็นสาเหตุที่พี่ตูนไม่ใส่แว่นตาเพราะเขาต้องการมองเห็นผู้คนที่มารอด้วยตาของเขาและอยากให้ทุกคนได้เห็นความรู้สึกจากแววตาของเขา เหตุการณ์ครั้งนั้นยังเป็นความทรงจำครั้งสำคัญ ก้อยไม่ได้รู้สึกโชคดีที่เป็นแฟนพี่ตูน โชคดีที่ได้มาวิ่งกับเขา ในชีวิตหนึ่งเราได้ทำเพื่อคนอื่น ทำให้เราเห็นค่าในตัวเอง มันทำให้เรามีคุณค่ามากขึ้น เราทำงานเป็นนักแสดงสร้างความสุขให้คนอื่นจากผลงานเราได้รายได้มีความสุข แต่พอวันหนึ่งเราได้มาเป็นผู้ให้ในระดับทำประโยชน์ให้คนอื่น ได้มีความสุขมากกว่าเงิน เป็นความสุขที่อิ่มใจและตราตรึงไปตลอดชีวิต ทุกครั้งกลับมาดูภาพตั้งแต่เบตงถึงเชียงราย

หลังจากจบการวิ่ง เราได้ขอบคุณกันและกัน ก้อยขอบคุณที่พี่ตูนจุดประกายให้ก้อยอยากวิ่ง และขอบคุณที่เขาคิดทำสิ่งนี้ ไม่อย่างนั้นชีวิตนี่ไม่ได้มาเจอประสบหัศจรรย์เท่านี้อีกแล้ว ก็บอกพี่ตูนขอบคุณมากที่ให้หนูมาวิ่งด้วย”

ตั้งแต่คบกับพี่ตูน ก้อยบอกว่า ผู้ชายคนนี้ทำให้ก้อยเปลี่ยนไปในหลายๆ อย่าง “เขาทำให้เราเปลี่ยนทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว เขาไม่บอกว่าเราต้องทำแต่เขาทำให้เราเห็น เรารู้สึกสิ่งที่เขาทำมันดีเราอยากดีให้เท่าเขา เราก็ทำบ้างแล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยน

พี่ตูนบอกเสมอเรายังเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยน เพียงมีคนรอบข้างเข้ามาเพิ่มมากขึ้น มาขอถ่ายรูปเราให้ถ่ายเสมอ เป็นสิ่งที่พี่ตูนสอนก้อยมาตลอด แค่สละเวลาของเราไม่มากในการถ่ายรูปทำให้คนอื่นมีความสุข

พี่ตูนไม่ค่อยพูดแต่เขาทำเลย แล้วการกระทำของเขานี่ละมีค่ามหาศาลสำหรับก้อยมาก อย่างที่ผ่านมาซ้อมวิ่งที่สวนผึ้งแค่บอกเขาว่าอยากซ้อมเขาก็อาสาไปเป็นเพื่อน ทั้งๆ ที่เขาแทบไม่มีเวลาว่างเลย พาไปซื้ออุปกรณ์เตรียมพร้อมให้ทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่เขาทำสำหรับเรามีค่ามาก คือการใส่ใจ

รู้จักกันเป็นปีที่ 8 วันแรกเขาเป็นยังไงวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ทุกสิ่งที่เขาทำ กลายเป็นพลังให้เรา เป็นแรงบันดาลใจให้ เราไม่รู้หรอกว่าเราก็เปลี่ยน บางทีตอนแรกเรายังไม่โตมากพอ มีคำถามแบบเด็กๆ แต่พอมาถึงตอนนี้เราเข้าใจทุกอย่างเราเรียนรู้ เราทำความรู้จักเข้าใจทุกอย่างที่เขาทำ”

รัชวินเล่าถึงเหตุการณ์แรกที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกัน “หลังจากเจอกันที่คลื่นวิทยุ 2 อาทิตย์ถัดมาพี่ตูนโทรมาน้ำเสียงเรียบร้อยสุภาพมาก ขี้เกรงใจ ถ่อมตัวมาก คนละภาพที่เราเห็นบนเวทีคอนเสิร์ต เรายังแปลกใจเลยเขามีโลกแบบหนึ่ง เราก็มีแบบหนึ่ง เขาพาเราไปโลกของเขาไปดูคอนเสิร์ต เราพาเขาไปดูละครเวที ละครใบ้ แล้วเขาก็พาก้อยไปในโลกของการออกกำลังกาย คือเราสองคนพยายามหาแอคทิวิตี้ซึ่งส่วนใหญ่กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัว แล้วมีอะไรอีกที่เราจะทำด้วยกันได้ ก็คือการออกกำลังกายซึ่งพี่ตูนทำอยู่แล้ว ก้อยก็ไปทำจะได้ใช้เวลาร่วมกับเขา”

เมย์-ต้น คงเป็นรอยบุญมาหนุนนำ

เมย์-เมลนีย์ ศิรจินดาภิรมย์ กับ ต้น-เดิมพัน อยู่วิทยา ซีอีโอ ลิม่า รีสอร์ท กรุ๊ป ปลูกต้นรักมาแรมปี และมีกำหนดพิธีฉลองมงคลสมรสในวันที่ 17 ก.พ.ที่จะถึงนี้

คู่นี้พบกันในงานแต่งงานคู่อื่น แล้วออร่าของฝ่ายหญิงต้องใจของฝ่ายชายเข้าอย่างจัง จนมองตามตาไม่กะพริบเลยเทียว “วันนั้นไปงานคนเดียว เขามองเมย์นานมากจนเมย์รู้สึกตัว จนเกือบจบงานเขาเดินมาคุยด้วย ตอนนั้นเราไม่รู้จักเขาเป็นใคร เขาก็ขออินสตาแกรมเราก็ให้ไป เพราะเปิดเป็นพับลิกอยู่แล้ว ถ้าขอเบอร์หรือไลน์ไม่ให้แน่ๆ

มารู้ทีหลังเขาบอกว่า แปลกใจว่าทำไมผู้หญิงสวยมาคนเดียว แล้วเขาพยายามหาวิธีการคุยกับเรา พยายามหาคนที่รู้จักเรา แต่หาใครไม่ได้เลยเดินเข้ามาคุยเอง จากนั้นก็คุยกันผ่านอินสตาแกรมเมสเสจ”

 

ด้าน เดิมพัน เล่าว่า ตอนแรกที่มองเห็นน้องเมย์ ดูนิ่ง ดูอิลิแกนต์ (Elegant) เป็นตัวของตัวเอง “ที่ตัดสินใจเข้าไปคุยเพราะเป็นผู้หญิงน่าสนใจ คุยด้วยน่าจะมีบทสนทนาที่ดี”

สถานที่เดทแรกของคู่นี้ คือ วัด “เขาถามว่าเราชอบกินอาหารแบบไหน เมย์ก็ตอบไปว่ากินได้หมด เมย์อยู่วัดกินอาหารรวมๆ กันในชามยังกินได้เลย พอเขารู้ว่าเมย์ไปวัดบ่อยๆ เขาก็ขอไปด้วย

ปกติเมย์ไปวัดป่าสุขใจ แถวถนนบางนา-ตราด เป็นประจำแทบจะทุกวัน ไปปฏิบัติภาวนา ครั้งละ 5-10 วัด ก็ไปบ่อย เมย์ปฏิบัติแบบนี้มานานแล้ว แล้วมีคนขอไปทำบุญด้วยเป็นเรื่องดี เราก็มีความสุข

พอพี่ต้นไปเขาก็ได้เริ่มศึกษาพระธรรม บางคำถามที่เขาสงสัย เมย์ไม่ตอบแต่ให้เขาไปหาพระอาจารย์ แล้วให้พระอาจารย์ตอบ คือให้เขาได้รู้เห็นเองจริงๆ ได้ปฏิบัติเอง

เขาก็เอาหลักธรรมคำสอนมาใช้ ช่วยให้มีกำลังของสติมากขึ้น สติสำคัญมาก ทำให้เราไม่ทำไปตามอารมณ์ ทำด้วยความคิด ไตร่ตรองที่ดี มันทำให้ชีวิตเราสงบมาก เวลาเราจะทะเลาะปัญหาก็ยุติได้ง่าย ทะเลาะแบบสงบมาก มันมีหลักในชีวิตมากขึ้น”

เดิมพันเข้าวัดทำบุญตามโอกาสอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รู้จักกับเมลนีย์ เสมือนได้เปิดโลกในมุมใหม่ “เรื่องที่น้องเมย์ชอบไปวัด รู้สึกเขามีกิจกรรมที่น่าสนใจดี ประทับใจว่าเด็กรุ่นนี้เข้าวัดปฏิบัติธรรม เขาบอกไปวัด ผมขอไปด้วย ไปกับน้องเมย์ได้ทำความสะอาดวัด สวดมนต์ตอนกลางคืน ปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำ ก็รู้สึกว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำก็ภูมิใจกับตัวเอง เราก็สามารถยืนล้างจานชั่งโมงสองชั่วโมงได้”

ไม่เพียงเข้าวัดทำบุญ คู่นี้ยังมีกิจกรรมที่ชอบทำด้วยกันอีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่โปรดปรานและทำเป็นประจำคือ การทำอาหารเพื่อสุขภาพ

“ช่วยกันคิดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ เราจะไม่กินอาหารที่ไม่อร่อย แม้มันจะดีต่อสุขภาพก็ตาม น้องเมย์จะไปหาสูตร ผมว่าเมื่อมีคนกินคนทำเขาก็มีความสุขที่จะทำ เมื่อก่อนผมไม่ได้ควบคุมเรื่องอาหารขนาดนี้ แต่พอน้องเมย์มาดูแลต้องกินสารอาหารครบ 5 หมู่ ต้องกินปลาไม่ต่ำกว่า 300 กรัม เขาจับชั่งทุกอย่าง” เดิมพัน กล่าว

สโนว์บอร์ด อีกกิจกรรมโปรดของเดิมพัน “การเล่นสโนว์บอร์ด ผมมองว่าเป็นกีฬาที่ผสมการท่องเที่ยว ได้เห็นวิวในอีกแบบ ได้เข้าป่า วิวบนเขาเป็นยังไง ผมก็พยายามบอกเขา ถ้าเขาไม่ชอบ ลองแล้วไม่ชอบ ผมก็เล่นของผมได้ แล้วเราก็หาอย่างอื่นทำด้วยกัน เราไม่บังคับกันต้องมาทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ ผมว่าเรายังมีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำพร้อมกัน หรือบางอย่าง ต่างคนต่างแยกกันไปทำ ชีวิตมีหลายองค์ประกอบ”

เมลนีย์เปิดมุมมอง คู่รักควรให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมร่วมกัน “เมย์ขี่ม้ายังกลัว แต่พอไปเล่นสโนว์บอร์ด พยายามมองในมุมของเขา ถ้ากลัวก็กลัวตลอด ถ้ากลัวแล้วระวังอาจจะมีบาดเจ็บแต่เราทำดีที่สุดแล้ว เราได้เอนจอยชีวิต บางอย่างเราต้องเสี่ยงให้ได้สิ่งที่ดีกว่านั้นมา

เมย์ขี้กลัว พี่ต้นเปิดโลกเรามากขึ้น เขาไม่เคยคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคในชีวิตเลย ไม่มีคำว่ากลัว ถ้าไม่ทำจะเป็นเหตุผลอื่น ไม่ใช่ว่ากลัวหรือไม่กล้า

การที่คนเราอยู่ด้วยกัน การได้ทำอะไรร่วมกันมันสำคัญเหมือนกันนะ อย่างตอนนี้พี่ต้นทำงานแต่ไม่เต็มตัว ดังนั้นเรามีเวลาอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลาเราคบกัน 1 ปี ความรู้สึกตอนนี้มันจูนไปด้วยกัน สิ่งที่เขาสนุกก็อยากให้เราสนุกด้วย เราจะเข้าใจเขาว่าเขาชอบอะไร เหมือนที่เขาเข้าใจและเอนจอยที่ไปวัด”

ข่าวอื่นๆ