เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

  • วันที่ 20 ส.ค. 2560 เวลา 07:33 น.

เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ชีวิตคนเราส่วนใหญ่นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มักจะเจอสุขทุกข์คละเคล้ากันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีบางคนที่เจอบทพิสูจน์ให้ต้องเจอเรื่องหนักๆ จนยากที่จะตั้งรับไหว เกือบจะไปต่อไม่ได้ก็มีอยู่มากมาย เช่น เธอคนนี้ เจ๊จ่าตำรวจแฟชั่น-วรชาติ เฉลิมชัย 

ชีวิตเหมือนสายน้ำมีขึ้นแล้วก็ลง

ในอดีตเขาเป็นสไตลิสต์ ดูแลเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ให้กับรายการในเครือโพลีพลัส เป็นพิธีกร เป็นตำรวจแฟชั่นในรายการทีวี และนิตยสารอุ๊ปส์ แล้วยังทำรายการและเล่นละครเป็นงานเสริม และยังเป็นมิสเอซีดีซีรุ่นแรกๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เธอทำมากมาย มีรายได้เดือนละหลักแสนบาท มีรายได้อู้ฟู่สบายมือ

แต่แล้วจู่ๆ เหมือนสายฟ้าฟาด มรสุมชีวิตถาโถม เจอศึกหลายด้าน งานที่เคยมีล้นมือก็กลับค่อยๆ หายไปจนไม่เหลือสักรายการเดียว ว่างงานมา 4-5 ปีติดต่อกัน จนแทบไม่มีเงินจะเลี้ยงตัว เงินสะสมที่เคยมีก็เอาออกมาใช้จนหมด ถึงขั้นต้องเอาเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนมออกเร่ขายในราคาที่แทบจะไม่เหลืออะไร ขายของเก่ากินมาหลายปีจนแทบจะหมดตัวไม่เหลืออะไร

วันสุดท้ายก่อนจะฟิวส์ขาดเขาเหลือเงินติดตัวไม่ถึง 100 บาท และนั่นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตที่ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป จนเขาคิดสั้น กินยาเพื่อฆ่าตัวตายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“คือ ตอนนั้นมันเหมือนเจอมรสุมหลายด้าน หันไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน ที่บ้านพ่อแม่ก็มีปัญหากับแบงก์จะถูกยึดบ้าน เราก็ช่วยกันกับน้องสาวจะเอาบ้านออกจากแบงก์ให้ทัน ทำเรื่องผ่อนไปได้ระยะหนึ่ง แต่โชคร้ายเราก็มามีปัญหาเรื่องการเงิน พี่ๆ น้องๆ ก็ลำบาก ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลำพังพอเอาตัวรอดกันไปได้แต่ละเดือนไป ทุกคนก็หาเช้ากินค่ำ เราก็ไม่อยากไปขอความช่วยเหลือให้เป็นภาระเขาอีก คือ หันหน้าไปหาใครมันก็มืดแปดด้านไปหมด” เขาเล่าด้วยความอ่อนใจ

เจ๊จ่า เล่าต่อไปว่า เวลาคนเราจนตรอกตกอับนี่ ดูเหมือนว่าชีวิตมันจะมืดสนิทจนหาแสงสว่างใดๆ ไม่ได้เลย เพื่อนฝูงที่เคยมีก็ดูเหมือนจะห่างหายไป เหมือนทุกอย่างมันปิดสวิตช์ไปเสียทุกอย่างเลยสำหรับเรา

ไม่มีแม้ที่จะยืน

“วันนั้นเราเข้าใจว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป เราไม่มีแม้ที่จะยืนอีกแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือก ก็อย่าอยู่เสียดีกว่า สุดท้ายก็เลือกที่จะตาย เข้าห้องเปิดเพลงฟัง มันก็ดันมีแต่เพลงเศร้าๆ กระตุ้นอารมณ์อยากตายให้มากเข้าไปอีก เราก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น นึกถึงตอนช่วงชีวิตรุ่งโรจน์มีงานมีเงิน มีเพื่อนฝูงมากมาย หลงกับภาพเก่าๆ ที่เห็นแต่ความเก่งความเจ๋งของตัวเอง ฉันมีเพาเวอร์ ฉันใหญ่โต แต่วันนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย แล้วก็เอายาทุกอย่างในบ้านที่มี 30 กว่าเม็ด ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาทุกซองที่มีในบ้าน แกะกินทีละเม็ดๆ กินไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กรอกทีละเม็ดๆ เกือบ 20 นาที แล้วก็ลุกขึ้นแต่งตัวทำผมให้เรียบร้อย กลัวว่าใครมาเจอศพแล้วจะอุจาดตา เลยแต่งตัวให้เรียบร้อย ให้ดูดีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็นอนรอความตาย สะลึมสะลือหลับไป คิดว่าไม่ตื่นอีกแล้ว สวัสดีโลกนี้ที่ไม่ต้องการเราอีกต่อไป งานการก็ไม่มีทำจะอยู่ให้รกโลกทำไม ร้องไห้จนหลับไป” เขาเล่าด้วยเสียงอ่อนเนือย

เขาคิดว่าคงตายแน่ๆ แล้ว เขาหลับไปเกือบ 2 วัน ผ่านไปหนึ่งคืนจนเที่ยงอีกวัน เขาสะดุ้งตื่นออกมาแล้วก็อาเจียนออกมาเลอะเทอะเต็มหน้าอก กึ่งตื่นกึ่งหลับเหมือนฝัน ภาพในอดีตย้อนกลับมาตอนเขาเป็นวัยรุ่น ตอนที่ป้าๆ น้าๆ มีหมอดูมาดูดวงให้ที่บ้าน แล้วหมอดูทักว่าเด็กคนนี้ต่อไปจะเป็นหมอดู เขามีพรสวรรค์ด้านนี้ เขาจะรุ่งในอาชีพหมอดู ให้ไปรับขันธ์ไหว้ครูสิ แล้วจะดี ในมโนสำนึกที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น เธอก็ลอยหน้าลอยตาตอบหมอดูว่าไม่เอาหนูไม่เป็นหมอดูไม่ชอบ หนูจะทำแฟชั่นหนูจะทำรายการโทรทัศน์ หมอดูคนนั้นบอกย้ำคอยดูเถอะ ว่าป้าทายแม่นหรือเปล่า สุดท้ายเธอต้องเป็นหมอดู มันเป็นทางของเธอ

“ตอนนั้นเราก็เถียง โอ้ยไม่มีทาง หนูจะทำงานทีวี หนูจะแต่งตัวสวยๆ ซึ่งเป็นการย้อนภาพ ตอนเราอายุ 13-14 ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ เป็นเหตุการณ์จริงตอนเราอยู่มัธยมต้น มันเหมือนฝันนะ แล้วก็สะดุ้งตื่นอาเจียนมาเลอะเทอะ หิวน้ำในตู้เย็นไม่มีแม้กระทั่งน้ำเปล่าจะดื่ม ก็กระเสือกกระสนเดินเข้าห้องน้ำ สภาพตัวเราก็ตาพร่าเลือนไม่มีสติสัมปชัญญะสักเท่าไร เอามือควานไปคว้าน้ำยาบ้วนปากดื่มอั๊กๆ เข้าไปแบบเบลอๆ งงๆ แล้วก็คลานกลับมาที่เตียงมานอนเพราะหมดสภาพไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเลย นอนน้ำตาไหล แต่ตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแล้วนะ พอมีสติขึ้นมาอีกนิด พอได้รู้ว่า เรานั้นคิดผิดมาตลอด หลงตัวเองมาตลอด เราไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้เจ๋ง ไม่ได้ดีกว่าใครๆ ที่จริงแล้วเราก็ตัวกระจ้อยร่อย ไม่ได้ดีเลิศกว่าใคร เรามันก็ธรรมดาแค่นี้ ทำไมถึงหลงระเริง ถึงประมาทเลินเล่อกับชีวิตขนาดนี้หลงแสงสีไปเองแท้ๆ” เขากล่าวอย่างสำนึกได้

ตั้งสติ ทบทวนตัวเอง

วรชาติ บอกว่า พอสติกลับคืนมามันก็ได้คิด ว่าเราเองแหละที่ประมาท คิดว่าชีวิตเมื่อขึ้นแล้วจะไม่มีวันลง ไม่คิดจะเก็บจะออม มีเงินก็ใช้จ่ายสบายมือ ซื้อของเที่ยวเตร่ไปตามใจคิด ไม่ได้วางแผนอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนดีๆ ให้กับตัวเองเลย ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ไม่ได้วางแผนอนาคตไว้เลย เพราะประมาทคิดว่าตัวเองจะดีจะเด่นลอยฟ่องอยู่แบบนั้นตลอดเวลา ที่มีคำกล่าวว่า ถ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา นั่นเป็นเรื่องจริงมากสำหรับเขา เนื่องจากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้คิดได้ทบทวนตัวเอง คือ ตอนที่ยังดีๆ เธอก็คิดว่ามันจะดีอย่างนี้ตลอดไป งานเดินเงินคล่อง ใช้สบาย ไม่วางแผน เพราะไม่ได้มองโลกด้วยความเป็นจริง เพราะหลงระเริง เพราะประมาทนั่นเอง

แต่พอมีบทเรียนครั้งนี้ ทำให้ได้คิดว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีเกิดมีดับ มีจนมีรวย มีรุ่งแล้วก็มีร่วง ที่ผ่านมาถ้าเราคิดได้คิดเป็นก็จะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ผ่านมา หลังจากที่รอดตายมาได้คราวที่แล้ว

เธอก็ไปศึกษาธรรมะ รีเฟรชตัวเองใหม่ด้วยการไปถือศีลปฏิบัติธรรม 7 วัน ล้างไพ่ชีวิตใหม่หมด มองโลกด้วยความเป็นจริง เข้าหาธรรมะพอเป็นที่ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เริ่มต้นใหม่ ที่แล้วก็แล้วไป ต่อจากนี้ไปจะไม่ประมาท ไม่หลงระเริง ไม่พองตัวว่าตัวเองใหญ่ ตัวเองเก่ง ตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น ไม่พองลมอีกต่อไป ตอนรุ่งๆ กินข้าวมื้อละเป็นหมื่น แต่พอคราวร่วงเงินร้อยเดียวแทบจะไม่มีติดตัว คิดดูเอาเถอะยามขาลง เพราะความประมาท

“พยายามคิดใหม่ให้ได้ว่าตัวเรามันก็เท่านี้ ไม่ได้ใหญ่ได้เก่งเกินคนอื่นเขา ทำตัวให้เล็กๆ ลงยิ่งทำตัวเล็กยิ่งอยู่ง่ายอยู่สบาย ทำตัวให้ง่ายๆ อย่าเยอะ อย่าให้มากกว่าคนอื่น พอเริ่มคิดได้ก็ดูเหมือนสบายใจขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ไม่คาดหวังกับใคร ไม่คาดหวังกับอะไรจนเกินตัว ถ้าไม่มีบทเรียนก็คงคิดไม่เป็น เป็นประสบการณ์ราคาแพงของเรา โชคดีที่รอดชีวิตมาให้ได้แก้ตัวเรียนรู้ผิดถูกเพิ่มขึ้น ถ้าสิ้นลมตายไปเสียแต่วันนั้นก็คงตายไปโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเลย ในความโชคร้ายก็ได้รับบทเรียนดีๆ มาสอนใจ” เธอ กล่าวอย่างคนมีสติสอนใจและได้บทเรียนชีวิตแล้ว

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้มา เขาก็ปรับตัวปรับความคิดใหม่หมด รู้จักกินรู้จักใช้ ทำชีวิตให้ง่ายๆ ไม่ฟุ้งเฟ้ออีกต่อไป เพราะไม่อยากผิดพลาดซ้ำ แม้จะมีรายได้ไม่เท่าเดิมก็พออยู่ได้ แต่เมื่อทำชีวิตให้เล็กลง ทำตัวให้ง่ายขึ้น ชีวิตก็เบาสบายขึ้น อะไรที่เคยสุดเอื้อมมือคว้าก็ยอมปล่อยไปไม่ยื้อไม่ฝืน 

“บ้านของครอบครัวก็บอกน้องสาวว่าถ้าไม่ไหว ก็ปล่อยให้ธนาคารยึดไปเถอะ อยู่บ้านเล็กลงหน่อยก็ได้ โตๆ กันแล้วก็แยกย้ายไปอยู่ข้างนอกกันเยอะแล้ว อย่าไปยึดติดอะไรเลย พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อะไรไม่ไหวก็ไม่ต้องไปรักษาหน้า ถ้าเราไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยไป” เธอ กล่าวแบบคนทำใจได้

ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ยืนในจุดเดิม ไม่ได้ทำอาชีพเดิม หันมาพยากรณ์จากไพ่ยิปซี พอมีลูกค้าเรื่อยๆ โชคยังดีพอมีเพื่อนในวงการที่เขายังนึกถึง เขามีรายการออนไลน์ก็ชวนเธอไปทำรายการเล็กๆ ชื่อเจ๊จ่าผ่าดวงเป็นช่อง 8 เคเบิลทุกวันเสาร์เที่ยงครึ่ง ทุกอย่างก็มีวาระโอกาสของมัน มีเหตุมีผลของมัน ถ้าเชื่อกันตามหลักศาสนาพุทธก็คือว่าทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญ

“ไม่เคยคิดฝันว่าจะมาดูดวงนะคะ ใจอยากจะทำงานแบบเดิม ดูหมอนี่ชอบไปดูกับคนอื่นนะ ไม่ได้อยากจะมาดูดวงให้ใคร แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็มาเอง ไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องทำ ตั้งใจไว้ว่าจะดูแบบช่วยคนด้วย เงินที่ได้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี้ยงชีพ แต่อีกส่วนหนึ่งกะแบ่งไปทำบุญบ้าง เรามีบทเรียนแล้วว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน กรรมดีกรรมชั่วนี่แหละแน่นอนกว่า การดูดวงของเราก็จะแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควรดีงาม” เขา กล่าวทิ้งท้าย

เขาสรุปจากบทเรียนสอนใจครั้งนี้ว่า การใช้ชีวิตต้องมีสติ รู้จักรอจังหวะเวลา ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอให้ใจเย็นในการแก้ปัญหา ทุกอย่างมีวาระโอกาสของมันเสมอ อย่าใจร้อน อะไรที่มันเป็นของเราถึงเวลาจะมาเอง เมื่อล้มแล้วก็ลุกได้เสมอ อย่าใจร้อน ถ้าใจร้อนก็จะมองไม่เห็นทางออก

 

ข่าวอื่นๆ