ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

  • วันที่ 13 ส.ค. 2560 เวลา 07:55 น.

ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

โดย...ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 90’s เพลง “แค่บอกว่ารักเธอ” จากเสียงร้องของ ปราโมทย์ วิเลปะนะ นักร้องนำวงหมีพูห์ในขณะนั้นได้กลายเป็นเพลงเพราะคุ้นหูที่ทำให้คนจดจำได้ จากนั้นเมื่อนักร้องหนุ่มมาออกอัลบั้มเดี่ยวที่ชื่อ “โมทย์...ร้องนำ” ก็ยิ่งทำให้แฟนๆ ยิ่งรู้จักเพลงดังๆ อย่าง “คืนที่ดาวเต็มฟ้า” ซึ่งเป็นเพลงรักฟีลกู๊ด และเพลงอกหักอย่าง “ไม่เป็นอะไร” ที่กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตจนแฟนเพลงพากันร้องตามได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป วันหนึ่งนักร้องหนุ่มเจ้าของเพลงดังก็หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง จนหลายคนอาจลืมเลือนเขาไปบ้าง จนกระทั่งเขาโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย ว่า “ไม่เคยเบื่อขนาดนี้มาก่อน อยากทำงานอย่างอื่นแล้ว คงไม่เหมาะจะเป็นศิลปิน เก็บงานที่รับไว้ แล้วหายไปจากวงการดนตรี น่าจะดีที่สุด ถ้าไม่มีภาระ ก็อยากจะหยุดหายใจ”… โอ้ว! เมื่อนักร้องหนุ่มโพสต์ข้อความแบบนี้ ก็ทำให้เกิดเรื่องดราม่าในสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสข่าว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา? เขาจะคิดสั้นหรือเปล่านะ? แหม เรื่องนี้เห็นทีต้องให้เจ้าตัวมาเคลียร์ให้ชัดๆ ซะหน่อยแล้ว

“หลายคนรู้จักเพลง ‘คืนที่ดาวเต็มฟ้า’ ที่ผมแต่งและร้องเองมา ก็น่าจะ 15 ปีได้แล้วครับ ก่อนหน้านั้นผมเริ่มเข้าสู่วงการนักร้อง โดยอยู่ค่ายเพลงอินดี้ชื่อ อินดี้ คาเฟ่ ก่อน จากนั้นก็มาแต่งเพลงค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และสุดท้ายก็อยู่ค่าย โซนี่ มิวสิค ทุกครั้งที่ผมเดินออกมาจากแต่ละค่าย ส่วนใหญ่ก็เพราะว่าหมดสัญญา รวมทั้งผมอยากจะทำเพลงเองด้วย

ช่วงที่หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง ผมก็ไปทำอาชีพหลากหลายมาก แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ลงทุนหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจไปด้วย แต่ทำอะไรก็เจ๊งหมด เพราะตัวเรายังคงรับงานเดินสายร้องเพลงอยู่ จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลธุรกิจมากนัก ด้วยความที่ผมไม่มีความรู้ทางด้านการทำธุรกิจ แถมไว้ใจให้เพื่อนดูแล ผมหาเงินมาจากการร้องเพลงได้เท่าไรก็ต้องไปโปะกับธุรกิจที่ทำ นั่นคือการเปิดร้านอาหารและร้านจิ้มจุ่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าอุปกรณ์ ค่าพนักงาน พอนานวันเข้าก็เจ๊งไปหมด เพราะผมไม่มีเวลาไปดูแล ใครเอาเปรียบเรา โกงเรายังไง ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มกู้วิกฤตในชีวิตตัวเองอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนมาจ้างร้องเพลงตามงานบ้าง แต่ผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง นานๆ ที 2-3 ปีถึงจะออกทีวีสักครั้ง คนก็อาจจะลืมเลือนผมไปตามกาลเวลา”

ปราโมทย์กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างที่เกริ่นไป เมื่อแฟนคลับหรือคนทั่วไปเห็นข้อความนี้เข้า ข่าวของเขาก็กลายมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีในตอนนั้น

“สาเหตุที่ทำให้ผมโพสต์ข้อความเหล่านี้ เกิดมาจากความรู้สึกน้อยใจ ว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ค่อยจะสำเร็จ ไม่ถูกใจคน ไม่ถูกใจผู้จ้างงานสักเท่าไร ตอนนั้นเป็นงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งจ้างผมไปโชว์ที่ร้าน ก่อนไปเขาก็ติดป้ายชื่อเรารูปเราไว้หน้าร้าน แต่อย่างที่บอกว่า แม้จะขึ้นป้ายตัวหนังสือภาษาของเขา แต่คนก็คงจำไม่ค่อยได้หรอก เพราะผมหายไปนาน ไม่ได้ออกทีวีเลย

ภายในร้านอาหารที่จริงรับลูกค้าได้ 50 โต๊ะ แต่วันนั้นมีลูกค้าแค่ประมาณ 10 โต๊ะเท่านั้น มีแฟนเพลงที่รู้จักผมอยู่จริงๆ แค่ 2 โต๊ะนะ เท่าที่สังเกต ในช่วงที่ผมขึ้นร้องเพลง พอคนดูน้อย ผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนจะรู้สึกแย่เป็นธรรมดา คอนเสิร์ตแบบนี้ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แล้วช่วงที่ผมร้องเป็นช่วงสุดท้ายพอดี ผมก็เห็นว่ามีคนเริ่มลุกหนีออกไปเหมือนกัน มีบางคนถึงกับเขียนใส่กระดาษส่งขึ้นมาบนเวทีว่า ผมร้องเพลงเร็วไม่สนุก อยากให้มือกีตาร์ในวงร้องเพลงมันๆ ให้ฟังมากกว่า คือผมร้องเพลงสไตล์ผมไง ซึ่งมันไม่ใช่เพลงเฮ้วๆ หรือเพลงเร็วๆ อยู่แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้ผมเสียใจ เสียความรู้สึก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ช่วงท้ายที่ผมกลับมาร้องเพลงตัวเองสไตล์ชิลๆ คนก็เริ่มลุกเดินออกไปจากร้านมากขึ้นเรื่อยๆ”

ปราโมทย์ เสริมว่า จำนวนคนดูและเสียงปรบมือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อศิลปินค่อนข้างเยอะ ซึ่งความคาดหวังของเขา คือ อยากให้มีคนชื่นชมและสามารถร้องตามเพลงของเขาได้บ้างบางท่อน แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เลยทำให้เขาคิดฟุ้งซ่าน นำเรื่องการทำธุรกิจกับเพื่อนที่ทำอะไรก็เจ๊ง มาบวกกับความผิดหวังจากแฟนเพลง จึงเกิดเหตุการณ์โพสต์ดราม่านี้ขึ้นมา

“ต้องบอกว่า การร้องเพลง แต่งเพลง และเล่นดนตรี เป็นเสมือนลมหายใจของผม ถ้าทำแล้วไม่เวิร์ก คนไม่ชอบ ก็อย่าทำมันเลยดีกว่า ถ้าไม่ทำเพลง ไม่ได้ร้องเพลง ผมก็คิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่อยากจะอยู่ในวงการเพลงแล้ว แต่ในใจจริงก็ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายหรอกครับ คือ เมื่อก่อนผมเคยโดนติงมา ผมก็เปลี่ยนตัวเองมาร้องเพลงเร็วบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ ผมอาจจะสู้เด็กสมัยนี้ที่เขาคัฟเวอร์เพลงคนอื่นๆ ได้สนุกสนานและเอนเตอร์เทนเก่งๆ ไม่ได้ แต่ผมจะเป็นศิลปินเพลงสไตล์อีซี่ลิสซึนนิ่งซะมากกว่า ยิ่งเห็นคนดูลุกเดินออกจากโต๊ะไปมากๆ จนเหลือแค่โต๊ะเดียว ผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีกจากเหตุการณ์นั้น

หลายคนก็บอกว่า ทำไมผมไม่รู้จักพูดคุยกับแขกเพื่อสร้างความสนุกสนานและเป็นกันเองบ้างล่ะ ก็อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ผมก็เลยไม่ได้ทำแบบนั้นกับแฟนเพลงเลย ผมมารู้ทีหลังว่าคนที่มาดูผมส่วนใหญ่ที่ร้านนั้นอยากจะมาถ่ายรูปกับผมซะมากกว่า  อยากให้ผมลงมาถ่ายรูปด้วย พอผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็เลยเดินออกไปหมด”

ปราโมทย์ บอกว่า หลังจากตกเป็นข่าวเรื่องโพสต์ดราม่า ก็มีทั้งบรรดาแฟนคลับและคนทั่วไป ส่งข้อความและมาคอมเมนต์ให้กำลังใจในเฟซบุ๊กกันมากมาย เรียกว่า 90% จะให้กำลังใจทั้งหมด

“ตอนนี้ผมก็พอมีงานจ้างให้ไปร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ แต่อย่างที่บอกว่าผมหุ้นทำธุรกิจร้านอาหารกับเพื่อนก็เจ๊ง ลองขายเสื้อผ้าก็เจ๊งอีก โอ้โห เรียกว่าทำอะไรก็เจ๊งหมด ผมก็เลยยิ่งรู้สึกเครียด แต่ถามว่าทุกวันนี้มีเงินกินมีเงินใช้มั้ย ก็พอมีอยู่ครับ แต่เงินที่เก็บไว้ก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้สิน ค่าเช่าตอนเปิดร้านบ้าง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ บ้าง จนแทบไม่เหลืออะไร จนผมถึงกับต้องขายรถยนต์ที่ขับประจำเพื่อไปใช้หนี้ก็ทำมาแล้ว ช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าผมขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อเพื่อไปงานที่ลูกค้าจ้างร้องเพลง

ตอนนี้เริ่มกู้วิกฤตได้ ผมก็ยกมอเตอร์ไซค์ให้พี่ชาย แล้วหันมาดาวน์รถได้ พูดง่ายๆ ว่านับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันก็มีหลายคนแนะนำให้ผมสร้างตัวตนบนสื่อออนไลน์ ที่จริงก็อยากทำนะ แต่ผมเป็นคนขี้อายและยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ๆ ก็เลยยังไม่ได้ทำ แต่เร็วๆ นี้ก็อาจจะมีผลงานเพลงประกอบละครน้ำดี เรื่อง ‘รักเน้อเหน่อ’ ที่จะฉายทางช่อง 9 และช่องอมรินทร์ทีวี ชื่อเพลง ‘เปิดใจ’ และ ‘เส้นผมบังภูเขา’ ที่ผมแต่งและร้องเองมาให้ได้ฟังกันด้วยครับ”

ปราโมทย์ เสริมว่า สิ่งที่ทำให้เขาฝ่าฟันวิกฤตชีวิตครั้งนี้มาได้ ก็คือ กำลังใจจากแฟนคลับ และคุณแม่ของเขาเอง เพราะเมื่อกลับไปถึงบ้าน เขาก็จะเห็นแม่นั่งหลับรออยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เขาอยู่กับคุณแม่สองคน และตอนนี้ท่านก็อายุ 60 กว่าปีแล้ว

“ผมกลับมาเห็นแม่ทีไร ผมก็จะรู้สึกทุกครั้งเลยว่า ตัวเรานี่มันกระจอกจริงๆ เลย คือ ผมอยู่กับแม่สองคนในบ้านนี้ ส่วนคุณพ่อและพี่ชายแยกไปอยู่กันคนละที่ พออยู่บ้านผมกับแม่ก็คุยกันปกตินี่แหละ แต่พอผมได้เห็นแม่ทำนั่นทำนี่ ผมก็มาคิดว่าเรายังทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถึงครึ่งของแม่เลย แม่จึงเหมือนเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผม ผมจึงอยากให้ตัวเองทำหลายอย่างได้ดีกว่านี้ จะได้เป็นที่พึ่งของแม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็กำลังพยายามอยู่และเริ่มค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อก่อนผมเคยมีแฟน แต่เราไม่ได้แต่งงานกัน ตอนนี้ขอใช้ชีวิตโสดและอยู่ดูแลคุณแม่ไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ

ในวันนี้สำหรับผมเองที่อายุ 44 ปี ต่อไปผมก็คงจะอยู่เบื้องหน้าได้ไม่นานแล้ว เพราะมีเด็กๆ รุ่นใหม่ๆ ที่เก่งๆ เกิดขึ้นมากมาย ผมจึงคิดว่าจะไปเรียนเกี่ยวกับด้านดนตรีเพิ่มเติม เพื่อผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง เป็นนักแต่งเพลง อยู่เบื้องหลังศิลปินรุ่นใหม่ๆ ปัจจุบันนี้ผมเป็นศิลปินอิสระ ไม่ได้มีสังกัดค่ายไหน ถ้ามีใครมาจ้างไปร้องเพลงก็ยังรับงานอยู่ครับ ใครที่อยากจะติดต่องาน สามารถอินบ็อกซ์หรือโทรตามเบอร์ที่มีในเฟซบุ๊ก: ปราโมทย์ วิเลปะนะ และไอจี : mote_wilepana ได้เลย จะมีน้องแอดมินคอยรับเรื่องให้ครับ”

ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า เขาต้องขอโทษแฟนเพลงทุกคนที่เป็นห่วงในเรื่องความคิดแย่ๆ เกี่ยวกับตัวเองที่เขาโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และต้องขอขอบคุณทุกคนที่เขียนข้อความเข้ามาให้กำลังใจ ว่าต้องทำยังไงกับชีวิตและควรดูใครเป็นตัวอย่าง

“มีข้อความฉบับหนึ่งจากคนให้กำลังใจซึ่งผมว่ายิ่งใหญ่มาก เขาเขียนข้อความสำคัญที่ทำให้ผมฉุกคิดได้ซึ่งบอกว่า ที่หน้าเฟซบุ๊กของคุณมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ ทำไมคุณไม่ดูพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างล่ะ เพราะพระองค์ท่านไม่เคยย่อท้อต่อสิ่งใดๆ เลยสักครั้ง ข้อความนี้นี่แหละที่ทำให้ความรู้สึกแย่ๆ ของผมค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา…ผมขอให้สัญญาว่า จะสู้และทำทุกอย่างให้ดีที่สุดต่อไปครับ”

ข่าวอื่นๆ