สองขาปั่น... สองล้อหมุน... บนเขาสูงชันที่ห่าซาง...

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2560 เวลา 07:35 น.

สองขาปั่น... สองล้อหมุน... บนเขาสูงชันที่ห่าซาง...

โดย...Withaya Heng ภาพ : วลัย เชียงเจริญ

ภายใต้เขาสูงชันอันสลับซับซ้อน สุดเขตแดนรอยต่อระหว่างประเทศเวียดนามและจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วงระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ถ้าดาวเทียม Google Earth จับภาพลงมาบนทางคดเคี้ยวที่ไต่ไปตามไหล่เขาในช่วงเวลานั้น เราจะพบขบวนจักรยานเล็กๆ ที่คนปั่นเป็นหญิงแกร่งล้วนๆ 4 คนกำลังปั่นจักรยานทัวริ่งพร้อมสัมภาระเต็มอัตราต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก

จุดเริ่มต้นของพวกเธอคือเมืองห่าซาง (Ha Giang) จังหวัดเหนือสุดของเวียดนาม ที่นี่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูงชัน จึงมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก และจัดว่าเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่เขาสูงชันเหล่านี้แหละคือทรัพย์สมบัติของท้องถิ่นที่จะนำพานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและสร้างรายได้ชดเชยความสามารถทางการเกษตร

ปัจจุบันการเดินทางมายังเมืองห่าซางมีรถบัสที่ทำเป็นที่นอนสองชั้นให้บริการ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เรียกว่านอนยาวกันมาเลย แผนการเดินทางต่อจากนี้จะใช้เวลา 4 วันในการปั่นจากเมืองห่าซางผ่านไปเมืองตำสง (Tamson-50 กม.) ต่อไปยังเมืองเยนมินห์ (Yen Minh-50 กม.) ข้ามเขาอีกสี่ลูกมายังเมืองด่งวัน (Dong Van-50 กม.) และวันสุดท้ายปั่นชิลๆ มายังเมืองเมียงวัค (Meo Vac-25 กม.)

ดูจากตัวเลขระยะทางของแต่ละวันอาจจะรู้สึกว่าทำไมน้อยจัง แต่จากจุดเริ่มต้นที่เมืองห่าซางความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ตั้งแต่เมืองด่งวันขึ้นไปจะอยู่ที่ความสูง 1,000-1,600 เมตรตลอดทาง เท่ากับเราต้องไต่ความสูงร่วม 1,000 เมตร และจากข้อมูลที่เราหาได้แม้แต่การเดินทางด้วยจักรยานยนต์ก็ขี่ได้วันละประมาณ 100 กม.เท่านั้น

ออกเดินทาง

เส้นทางจากห่าซางไปยังตำสงเป็นเสมือนการอุ่นเครื่อง ทางราบสลับเนินขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เราได้ตระหนักถึงน้ำหนักของสัมภาระทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ความสมดุลซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ตอนซ้อมกับตอนปั่นจริงอาจจะหนังคนละม้วนก็เป็นได้ ถ้ายังมีอะไรไม่เข้าที่ก็ต้องจัดระเบียบกันใหม่

จักรยานที่ใช้ปั่นในทริปนี้มีตั้งแต่ทัวริ่งขนานแท้ล้อ 26 นิ้ว ไปจนถึงรถพับ Bike Friday คันเก่งล้อ 20 นิ้วที่มาพร้อมจานหน้าแบบสามใบ 50-39-30 จับคู่กับเฟือง 11-28 คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปมากว่าจักรยานล้อเล็กขึ้นเขาไม่ไหวหรือเสียเปรียบล้อที่ใหญ่กว่า อันที่จริงขึ้นไหวหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่ขนาดล้อ แต่อยู่ที่อัตราทดเกียร์เพียงพอหรือไม่

จุดที่จะเสียเปรียบจริงๆ คือในความเร็วปลายที่ทำได้เต็มที่ประมาณ 35 กม./ชม.เท่านั้น แต่ทางขึ้นเขาแบบนี้ใครจะสนเรื่องความเร็วปลายล่ะ เมื่อเราปั่นมาจนถึงจุดชมวิวที่จะมองเห็นตัวเมืองและเขานมสาวอยู่ข้างๆ นั่นก็หมายความว่าเรามาถึงจุดสูงสุดของวันนี้แล้ว

จากนั้นก็ไหลลงเข้าเมืองไปหาที่พัก วันที่สองจุดหมายปลางทางคือเมืองเยนมินห์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 กม. เส้นทางอันสวยงามที่ขนาบข้างไปด้วยลำน้ำและทิวเขาสองข้างทางจนมีเสียงพึมพำเบาๆ ว่า “ยุโรปชัดๆ” แต่ความสวยงามก็แฝงไว้ด้วยเนินชันที่คอยบั่นทอนกำลังอย่างไม่รู้ตัว

ช่วงพีก

นั่นยังไม่ใช่ที่สุด เพราะวันที่สามเส้นทางไปด่งวันนี่แหละของจริง 50 กม. ที่เรียกว่าพีกตลอดเวลาทั้งทางพับผ้าแบบปั่นไปร่วมชั่วโมงแต่วิวไม่เปลี่ยนเลย ...คือเรายังอยู่ที่เดิม! หรือจะเป็นทางขึ้นแบบซึมยาวไม่รู้จบ แต่สิ่งที่เป็นน้ำเลี้ยงให้เรามีแรงสู้ต่อไป คือทิวทัศน์สองข้างทาง ภูผาสูงชันที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันใหญ่และใกล้กับเราจนเรารับรู้และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และความอุตสาหะของมนุษย์

เมื่อไปได้ถึงครึ่งทางถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ และมีการซ่อมผิวทางอยู่หลายช่วง เราจึงตัดสินใจโบกรถประจำทางเข้าเมือง ที่ต้องรีบตัดสินใจเพราะรถจะวิ่งถึงบ่ายสามโมงเท่านั้น แต่การขึ้นรถก็ทำให้เราพลาดไฮไลต์วิวทุ่งภูเขา Dong Van Karst Plateau Geopark ไปอย่างน่าเสียดาย ได้แต่มองตาปริบๆ อยู่บนรถ

วันสุดท้ายของการปั่นคือการปั่นไปเมืองเมียงวัค ระยะทางเพียง 24 กม. จุดหมายจริงๆ ของวันนี้คือ Ma Pi Leng Pass ช่องเขาที่มีลำธารใหญ่ไหลผ่ากลางทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม ซึ่งก็สมคำร่ำลือจริงๆ

ทุกๆ เมืองในจังหวัดห่าซางที่เราไปถึง ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวไต ม้ง เย้า สำหรับชาวไตเราสามารถพูดภาษาอีสานกันพอรู้เรื่องเพราะภาษาคล้ายกันมาก ที่พักดีราคาถูกมาก แต่เรื่องอาหารการกินจะไม่โดดเด่นเป็นของพื้นบ้านทำง่ายๆ ออกแนวอาหารจีน ผู้คนเป็นมิตรและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ยังคงบริสุทธิ์ เป็นเหมือนเครื่องเร่งเร้าให้เราต้องกลับมาที่นี่ให้ได้อีกสักครั้ง...

ก่อนที่ความเจริญจะมาเยือน...

ข่าวอื่นๆ