ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

  • วันที่ 05 ก.พ. 2560 เวลา 10:40 น.

ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

หนีไปนอนทุ่งมาก็ไม่บอก แทบจะเป็นเหมือนข่าวโคมลอย สำหรับ “น้อง” ภณิดา ชีวะเกตุ นักจัดสถานที่งานแต่งงานและอีเวนต์มือหนึ่ง เจ้าของธุรกิจเบื้องหลังการจัด(ฉาก)งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก harmonizebynong/wedding ก่อนปีใหม่ 2560 ได้ข่าวแอบหนีบรรยากาศความวุ่นวายของเมือง ขึ้นเหนือไปเสพความสุขสงบกับการใช้ชีวิตช้าๆ ข่าวหนีไปนอนดอยนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าใครรู้จักเธอสาวเก่งผู้ได้ชื่อว่า “อเลิร์ท” สุดสุด ผู้ซึ่งแต่ละวันของนางคือจักรผันและงานสารพันที่วุ่นวายชนิดหาตัวจับยากคนนี้น่ะหรือ ที่จะหาหนีหายจากแวดวงเจ้าบ่าวเจ้าสาว(ฮา)ในหน้าเทศกาลงานแต่งช่วงฤดูหนาวปลายปี แล้วหลบเร้นกายหายไป เพื่อปลีกวิเวกเสกสงัดในถิ่นที่จะไม่มีใครพานพบ อันที่จริงก็ไม่ได้ไปคนเดียว แต่แอบไปกับคู่ชีวิตหนุ่มหล่อ ที่ย่อมต้องตามไปคอยคุ้มครองป้องกันเหตุเภทภัยและผู้ร้ายถ้ามี เรื่องเล่าและประสบการณ์จากการเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลงของสาวเจ้าจะเป็นอย่างไร อยากรู้แล้วใช่มั้ย?

คริสต์มาสปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ขึ้นเหนือไปใช้ชีวิตบนดอย ด้วยจุดประสงค์จงใจที่จะใช้ชีวิตกับธรรมชาติ แตะเบรกให้ตัวเอง หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่กับกิจการงานแบบเต็มขีด น้องใช้เวลา 6 วันกับสถานที่ที่เลือกแล้ว(ว่าเงียบแน่) 2 แห่ง แห่งแรกคือ บ้านพิงภูเขา ที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และบ้านทุ่งบุญล้อม ที่ม่อนแจ่ม การตัดสินใจใช้ชีวิตให้ช้าลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากการอ่านหนังสือของริค วอร์เรน (Rick Warren) นักเขียนชื่อดังชาวคริสเตียน เบสท์เซลเลอร์ได้รับความนิยมชื่อ “ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร”

 

“มันทำให้เราเริ่มมองหาว่า ชีวิตเรานั้นเคลื่อนที่ไปด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร เรามองหาอะไร หรือเราเดินตามอะไรอยู่ ชีวิตเราเกิดความเครียด ความกดดัน ความอ่อนล้า เหนื่อยที่จะเดินต่อ เราต้องหันกลับมาโฟกัสตัวเรา ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เมื่อใดที่เราเห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น จะทำให้เรามีพลังขึ้น และมันจะนำให้เราไปสู่โหมดของความเรียบง่าย”

ดังที่มีข้อพระคัมภีร์กล่าวไว้ “ชีวิตที่เสแสร้ง และโอ้อวด เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่ายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และนำไปสู่จิตใจที่สงบ” (สุภาษิต 13:7) นี่ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอออกค้นหาความเรียบง่ายและความสันติสุขในใจ นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของสโลว์ไลฟ์ทริป น้องบอกว่าเธอเหนื่อย ตัดสินใจพักยก และเนื่องจากจุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการความช้า สถานที่พักจึงสำคัญ ได้เลือกเฟ้นอยู่นานและได้เลือกไป “พิงภูเขา” ที่ดอยอินทนนท์ กับอีกแห่งหนึ่งที่รุ่นน้องไปมาก่อนแล้วแนะนำว่าเหมาะสำหรับการนี้ นั่นก็คือบ้านทุ่งบุญล้อม ขอพูดรวมๆ กันว่าเป็นสถานที่ที่ให้ความประทับใจและได้ใช้ชีวิตช้าสุดสุดสมใจ

 

“ได้นั่งลง นั่งเฉยๆ ดูดอกไม้ ดูใบไม้ ดูสายลมพัด เฝ้ามองสายหมอกตั้งแต่เช้ามืดกระทั่งสลายหายไปในแสงแดด ทำอย่างนี้ทุกวัน การใช้ชีวิตให้ช้าลงสำหรับน้องคือการลดระดับความเร็วในทุกด้านของชีวิต ไม่เพียงการทำงานแต่คือกิจวัตรประจำวันด้วย ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือ อ่านพระคัมภีร์ สูดลดหายใจท่ามกลางลมหนาวและแสงแดดอ่อน มีความสุขกับธรรมชาติ มีความสุขกับสิ่งไม่ปรุงแต่งที่โหยหา ใกล้ๆ กันกับที่พักของเรามีนาข้าว มีบึงน้ำ ก็เลยนั่งชมชิลๆ อยู่ได้ทั้งวันไม่เบื่อ สนุกกับทุกสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่างคือแม่ไก่พ่อไก่ ที่ขยับลูกคอให้ฟังทุกเช้า เพราะมากและดังมาก ไปยืนดูแม่ไก่ก็ไม่หนีด้วยน่ารักมากค่ะ ส่วนทุกคืนที่บ้านทุ่งล้อมจะมีแมวหน้าบึ้งมาหา โดยจะเข้าหาเราสองคนทุกคืนเวลาเดียวกันประมาณ 3-4 ทุ่ม”

เทคนิคที่อยากแชร์ คือความพยายามที่ต้องมี ตั้งใจแล้วต้องตั้งมั่น อันดับแรกคือให้ปิดมือถือ ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ถ้าปิดไม่ได้ อย่างน้อยก็ปิดเสียงแล้วเอาไปวางไว้ไกลๆ ตัว ไม่เช่นนั้นจะอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปหยิบหรือเอื้อมมือคว้าเอามาเช็กดู ขอให้เริ่มจากการนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือก็ได้ ทำอะไรก็ได้ การได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ ดีต่อพลัง ดีต่อกำลังกายกำลังใจ เมื่อได้ลองทำครั้งแรก น้องตัดสินใจว่าต่อไปนี้เธอและสามีจะบริหารเวลา เพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้ช้าลงแบบนี้บ่อยๆ ชีวิตที่ใช้เกียร์เดียว หรือตะบึงไปข้างหน้าอย่างเดียวด้วยความเร็วระดับเดียว เดี๋ยวไม่นานก็พัง เพราะฉะนั้นก็ต้องเชนเกียร์บ้าง อย่าทำงานจนหลงลืม

 

น้องเล่าว่า แม้ชีวิตยังยุ่งต่อไปแต่จะพยายามหันมาใช้ชีวิตแบบนี้ให้บ่อยขึ้น ดีกว่าที่จะพึ่งเทคโนโลยีทั้งหมด ชีวิตที่เลือกได้คงเลือกแบบให้มีธรรมชาติ มีท้องฟ้า ความเขียวชะอุ่ม ภูเขา ใบไม้ ดอกหญ้าอยู่ในชีวิต เพราะบอกได้เลยว่าเป็นสิ่งที่เติมความชุ่มชื่นภายใน สำหรับเธอแล้วประหนึ่งว่าได้เข้าเฝ้าเดี่ยวต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าพระองค์ อีกอย่างทั้งๆ ที่ไม่ค่อยชอบแมว แต่หนึ่งในประสิทธิผลที่ได้จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ คือการมองแมวในอีกมิติ (แอบชอบหน่อยๆ แล้วล่ะ) ถือเป็นผลพลอยได้ หรือจะว่าเป็นของแถมจากการใช้ชีวิตที่ช้าลงก็ย่อมได้ (ฮา)

อีกหนึ่งข้อคิดคือ บางทีการที่ได้ทำอะไรที่แตกต่างก็ให้ผลดี เมื่อก่อนชอบพักตามบูติกโฮเทล แต่ครั้งนี้เลือกพักในสถานที่ที่ห่างไกลผู้คน เข้าหาธรรมชาติ ดังเช่นที่บ้านทุ่งบุญล้อม ตอนเดินทางไปจริงเกือบท้อ เพราะเข้าไปไม่ถึงครึ่งทางก็ไม่แน่ใจว่าใช่ทางเข้าหรือเปล่า เปลี่ยวเกินไปหรือเปล่า เถียงกับสามีขณะขับรถว่า กลับเถอะ! ถนนนี้มันจะไปได้แน่หรือ เปลี่ยวและมืด จนเกือบวกรถกลับแล้ว ด้วยความที่มองไปมีแต่ทุ่งนา ถนนแคบมาก จนรถอาจตกลงคันนาได้ กลัวก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งบอกว่า ลองเข้าไปดูก่อนสิ และเมื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ ที่พัก สภาพแวดล้อม ความคิดเปลี่ยนทันที เจ้าของก็น่ารัก ช่วงพาเดินชมสถานที่มีแมลงปอฝูงใหญ่ ออกมาบินว่อนๆ หึ่งๆ อยู่ที่เหนือหัว คิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกเขาคงมาต้อนรับ ได้แหงนมองดูอยู่พักใหญ่ด้วยความสุขใจ นานมากก่อนที่พวกเขาจะบินจากไป ท้องทุ่งนากว้าง ดินโคลน บึงบัว แมวหมาหลายตัวออกมานอนอาบแดดหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข มีแต่ความเงียบสงบ ที่พักมีแค่ 3 หลัง เพื่อไม่ให้วุ่นวายและสงบจริงๆ ที่นี่ไม่มีทีวี สมเจตนารมณ์มาก

 

“ได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง ได้พิจารณาต่อสิ่งรอบตัวอย่างแท้จริง มีความสุขที่สุด อบรมตัวเองว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินอะไรถ้าเรายังไม่เห็นมันจริง ไม่งั้นเราอาจพลาดสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่ก็ได้”

กลับจากสโลว์ไลฟ์ทริปหนนี้ จึงพลังล้นเหลือ กลับมาลุยงานต่ออย่างมีความสุข สดชื่นและฟื้นตื่นจากหลับใหล รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าต้องการอะไร อย่างน้อยที่สุดคือการได้ยินเสียงของตัวเองชัดขึ้น ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าชัดขึ้น เป็นที่มาของสัญญาใจว่า หากยามอ่อนล้ามาถึง จะออกเดินทางเพื่อหาที่สงบ ใช้ชีวิตให้ช้าลง ติดต่อผู้คนให้น้อยลง ห่างจากเทคโนโลยีไม่ตาย ขอหันมองสิ่งรอบๆ ตัวที่เรามองผ่านเพราะความยุ่งเหยิงของชีวิตในทุกวัน ได้เห็นถึงธรรมชาติต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้เราโดยไม่มีการปรุงแต่ง ซึ่งมันสวยงามและเหลือเชื่อ ในบางครั้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ท้องฟ้า หมอก ภูเขา สายน้ำ ทำให้สูดหายใจลึกๆ ได้เต็มปอด และมองได้ไม่รู้เบื่อจนหมอกจางหาย ดังข้อพระคัมภีร์หนึ่งกล่าวไว้ “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (ปฐก. 1:1)

 

 

 

ข่าวอื่นๆ