ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

  • วันที่ 05 ก.พ. 2560 เวลา 10:26 น.

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

เรื่อง...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ...เสกสรร โรจนเมธากุล

นางเอกที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน รชนีกร พันธุ์มณี เปิดอกเล่าถึงความสัมพันธ์และชีวิตในอดีต คำถามที่ตอบและไม่เคยตอบ ถึงที่สุดแล้วคือบทเรียนที่จะไม่ยอมเสียเวลาให้ใครอีก ความรัก ความชังและผู้คนคือแผ่นเสียงตกร่องที่เจ็บซ้ำๆ ช้ำในจุดเดิมๆ วันนี้ลุกขึ้นและจะไปต่อ ก้าวไปข้างหน้าและไม่เสียเวลาให้ “ใคร” หน้าไหนอีก!

เข้าวงการเมื่ออายุเพียง 19 ปี เมื่อชนะเวทีประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ในปีเดียวกันนั้นเล่นละครโทรทัศน์เรื่องแรก “พี่เลี้ยง” ให้กับช่อง 7 สี ในบท “คุณเร” ซึ่งโด่งดังไปทั้งบ้านทั้งเมือง ประชันบทเข้มข้นกับโอ-วรุต วรธรรม และเจค ศตวรรษ จากนั้นคือการรับบทนางเอกอย่างยาวนาน ก่อนจะฉีกบทครั้งแรกในทองเนื้อเก้า เป็นขี้เมาลำยองตั้งแต่สวยจนโทรม-แม่ของไอ้วัน

อายุ 25 ปี แต่งงานครั้งแรกในวัยเบญจเพส ในใจนึกเหมือนจะเป็นลางแต่คงไม่ใช่ นางเอกสาวเฝ้ากระซิบบอกตัวเอง งานแต่งงานแห่งปีจัดอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ที่ใครๆ พูดถึง แต่ไม่ถึง 6 เดือนก็ต้องหย่า เพราะไปด้วยกันไม่ได้ เรื่องบางเรื่องพูดไม่ได้และขอไม่พูด นางเอกตอบเมื่อถูกถามถึงสาเหตุ โรคซึมเศร้าเป็นมาตั้งแต่ยังไม่หย่า สาเหตุก็มาจากคนที่เข้ามาในชีวิต บางทีนอนไม่ได้ 4 วันเต็ม

กินข้าวไม่ได้ อาหารที่เคยชอบ มารดาสู้อุตส่าห์ทำให้ แต่เมื่อตักเข้าปากก็อาเจียนทันที น้ำหนักตัววิกฤตเหลือ 35 กิโลกรัม ไม่มีเรี่ยวแรง ความจำสั้น กระทั่งตัวเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เธอไปพบแพทย์ โรคนี้คนรอบตัวก็ต้องพบแพทย์เพื่อคุยด้วยกัน ให้ความร่วมมือกัน สนับสนุนกัน แต่ “เจ้าตัว” ไปเพียงสองครั้ง โดยครั้งที่สามเขาพูดว่า “ในเมื่อเธอเป็นคนป่วย เธอก็ไปสิ ฉันไม่ป่วย ฉันไม่ไป” ไม่พร้อมที่จะแก้ไข ไม่พร้อมที่จะร่วมมือ อาการก็มีแต่แย่

“อย่าพูดถึงเขาเลย แม้จากกันไปนานมาก แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่สะดวกใจที่จะพูดถึง”

ช่วงนั้นกินยานอนหลับเหมือนกินลูกกวาด บำบัดเป็นปี แม้หย่าขาดจากสามีคนแรก แต่อาการก็ยังไม่จากไป กินยาหรือบำบัดด้วยยา แต่จิตใจไม่ได้รับการบำบัดก็ไม่ถือว่าดี ร่างกายกล้ามเนื้อต่างๆ ยึดตึง ต้องบำบัดอีกหลายเพลากว่าจะสั่งงานได้ปกติ เดินเป็นเดิน ก้าวเป็นก้าว แขนขาไม่เบี้ยวบิด อาการมาจากความเครียด ที่เมื่อทำกายภาพบำบัดพร้อมแก้ที่จิตใจ จึงค่อยเป็นผู้เป็นคน มารดารชนีกรหัวโบราณและคิดว่าน่าอายถ้าลูกสาวจะต้องหย่า เรื่องในบ้านไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกสื่อ เพราะอิทธิพลทางความคิดที่สั่งสม เธอปกปิดเรื่องราวจากโลกและจากทุกคน

ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากเห็นใคร รู้สึกผิด อยากแต่จะหนี รชนีกรช่วงที่ยังไม่หย่า ต้องแอบหนีไปนอนบ้านเพื่อน ทุกครั้งที่ใครบางคนเดินเข้ามาทางประตูหน้า เธอจะให้แม่บ้านแอบนำกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมาให้ที่ประตูหลังแล้วฉากหลบออกไปอย่างว่องไว ทุกครั้งๆ เข้ามารดาก็จับสังเกตได้ เริ่มถามว่ามีปัญหาอะไร ตอบมารดาไปว่าอยากหย่า รู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น วันต่อมารชนีกรกลับบ้าน เธอเจอโน้ตลายมือมารดาเขียนกระดาษติดไว้หน้าโต๊ะกระจกว่า “ตระกูลพันธุ์มณีของเราไม่เคยเสื่อมเสีย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าทำให้เสียชื่อของตระกูลเด็ดขาด”

สัญญาณจากทุกคนไม่ยอมให้เธอหย่า หากวันหนึ่งอาการหนักมาก ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล มารดามาเฝ้าไข้ อีกเพื่อนฝูงคนสนิทก็มาเฝ้าไข้อยู่ด้วยพร้อมกัน ถึงขนาดนี้อดีตสามีก็ยังตามมามีปากเสียงกันหน้าเตียงในโรงพยาบาลนั่นเอง ถึงจุดนี้เองที่คิดว่าไม่ไหวแล้ว เธอออกปากกับคุณลุงที่นับถือกันเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขอให้เขาไม่อยู่ในชีวิต ไม่อย่างนั้นเป็นฝ่ายเธอเองที่จะไม่มีชีวิต ไม่เพียงต้องอาศัย “บารมี” ของคุณลุงท่านนั้นเท่านั้น ยังมีมารดาบุญธรรมที่ต้องบินด่วนจากต่างประเทศ เพื่อ “เคลียร์” เรื่องทั้งหมดให้จบสิ้น

จบเรื่องแล้วแต่น้ำยังไม่สะเด็ด หย่าสำเร็จแต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง สังคมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  คำถามอยากรู้ปนความสมเพชว่า ทำไมถึงหย่าล่ะ ทั้งๆ ที่ได้สามีดี หน้าตาดี ชาติตระกูลดี ร่ำรวย ผู้สื่อข่าวบางคนปีนเข้าบ้านตอนตี 2 เพื่อทำข่าว รชนีกรพูดถึงตัวเองว่าเหมือนสติจะแตก ทำไม ทำไมและทำไม ฉันก็แค่หย่า

เมื่อเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นช่วงเดียวกับที่รู้สึกอิ่มตัวจากงานแสดง รชนีกรบินไปพักผ่อนจิตใจที่ต่างประเทศ โดยไปพักกับพี่สาวซึ่งเป็นญาติห่างๆ เมื่อกลับถึงเมืองไทยได้มารดาบุญธรรมที่เดินทางมาจากฟลอริดา ช่วยดูแลเรื่องงานแถลงข่าว (หย่า) รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ “ออฟเรคคอร์ด” แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับที่มารดาบุญธรรมได้บินมาพร้อมเพื่อน ซึ่งก็คือคุณแม่ของซาฮีน สามีใหม่ในอนาคตของรชนีกร

รู้จักกันครั้งแรกท่ามกลางความยุ่งเหยิงของการหย่าร้าง หากในเวลาต่อมาคุณแม่ของซาฮีนก็บินมาประเทศไทยอีกหลายครั้งเพื่อติดต่อขายเครื่องบินขนาดเล็กในไทย ซาฮีนบินมาด้วย ไปๆ มาๆ หลายครั้งจนสนิทสนม ก่อกำเนิดเป็นความรัก เขาขอเธอแต่งงานในที่สุด รชนีกรรับรักหนุ่มต่างชาติ ตัดสินใจแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ที่ต่างประเทศบ้าง ประเทศไทยบ้าง กระทั่งตั้งครรภ์ 4 เดือน จึงตกลงใจปักหลักและคลอดที่สหรัฐบ้านเกิดสามี

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสามีให้ความรักอย่างเกินพอดี รักมากเกินไป ไม่ให้ทำอะไรหรือไปไหน รชนีกรตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่า เธอกำลังตกนรกความรักของผู้ชายคนนี้ ก็รัก...ใช่ แต่มันมากเกินไป เธอเคยเป็นนักแสดง เป็นคนทำงาน อยู่ดีๆ จับมานั่งเฉยๆ ให้อยู่แต่บ้าน ขนาดเฮอริเคนมายังไม่ยอมให้หนี จะเอาอะไร ซื้อให้ทุกอย่าง เขาถามทำไมล่ะฉันให้เธอทั้งบ้านที่สวยงาม และลูกที่น่ารัก ฉันผิดตรงไหน ซาฮีนไม่เข้าใจความเหงา แต่ละวันเดือนปีที่ผ่านไป รชนีกรแทบไม่ได้ออกจากบ้าน ครั้งหนึ่งแค่จะเดินไปตักบุฟเฟ่ต์ในร้านอาหารธรรมดาๆ เธอยังประหม่า ไม่กล้ากับแค่จะเดินออกไปตักอาหารโง่ๆ ซักจาน นี่คือฉันหรือ! อดีตดาราถามตัวเอง

“ตัดสินใจเด็ดขาดเมื่อครั้งหนึ่งถูกตราหน้าว่า เธอจะกลับประเทศเธอไปทำไม เธอมันก็แค่ดาราแก่ๆ คนหนึ่ง ใครจะมาดู ใครจะมาสนใจ ประเทศเธอก็จนๆ ทั้งนั้น แล้วจะมีปัญญามาเลี้ยงลูกฉันหรือ จะเอาอะไรเลี้ยงลูก? มันเจ็บปวดมาก เราทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยเพื่อสิ่งนี้หรือ วันๆ ได้แต่เดินไปเดินมาในชุดนอน นั่งพูดกับฝาผนังห้อง นั่งพูดกับเพดานห้อง กรี๊ดจนสุดเสียงเพราะทนไม่ไหว ขว้างปาทุกสิ่ง สติแตก เอาล่ะ...พอ ฉันต้องมีสติ”

แผนการหนีถูกกำหนดขึ้น การสู้รบในศาลไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเธอไม่มีรายได้ที่จะเลี้ยงลูก ถ้าสู้คดีกันก็แพ้แน่ ไปกล่อมคุณปู่ของหลาน ซึ่งก็คือพ่อของซาฮีน รวมทั้งภรรยาใหม่ของปู่ซึ่งเห็นใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน ในที่สุดปู่ก็ช่วยกล่อมให้เธอได้ออกจากบ้านได้ แม้จะเป็นการเทคคอร์สเรียนภาษาสั้นๆ แต่จุดประสงค์คือการได้ออกจากบ้าน ดูลู่ทางที่เป็นประโยชน์ต่อการหนี

ครูให้นักเรียนฝึกเขียนด้วยการเขียนกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน รชนีกรเขียนหมดว่าเธอโดนอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง เขียนเล่าพรรณนาทุกสิ่งอัน เขียนทุกวันจนครูเรียกเข้าไปคุยว่า จริงหรือเธอมีปัญหาแบบนี้จริงๆ หรือ รชนีกรจ้องหน้าครูที่นัยน์ตาตอบว่า ใช่ และที่เขียนแบบนี้ก็เพราะอยากให้ช่วย ยูจะช่วยอะไรได้บ้าง

ครูติดต่อไปยังมูลนิธิช่วยเหลือสตรีต่างด้าว หากทางออกเป็นการแยกลูกจากแม่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอบอกครูว่า ทุกวิธีของยูมันช่วยฉันไม่ได้เลย แต่ฉันมีวิธีและอยากจะขอร้องยูเพียงอย่างเดียว ไอจะขอซื้อตั๋วเครื่องบินและส่งไปที่บ้านยูได้มั้ย นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ เพราะคือการลักพาเด็กสัญชาติอเมริกันไปจากพ่อของเด็ก ถ้าจับได้ติดคุกสถานเดียว แต่รชนีกรตัดสินใจแล้ว ลูกแพ้นมวัว ต้องกินนมชนิดพิเศษเท่านั้น แผนหนีรวมเวลา 4 เดือน ในระหว่างนี้ได้ซื้อนมแบบพิเศษส่งกลับเมืองไทย เมื่อคิดว่าเพียงพอก็ถึงเวลา เธอซื้อตั๋วเครื่องบิน กระซิบบอกภรรยาใหม่ปู่ว่า วันนี้เมื่อออกไปเที่ยวกับปู่ข้างนอก ขอให้ประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด จะหนีวันนี้แล้ว

แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาใหม่ของปู่โทรกลับมาบอกว่า ไม่ได้ๆ ยังไงๆ ปู่ก็จะกลับบ้านให้ได้ ไม่สามารถประวิงเวลาได้ตามต้องการ เธอเผชิญหน้ากับปู่ที่กลับมาพบขณะหอบลูกออกจากบ้าน อ้างว่าได้ทะเลาะกันใหญ่โตกับซาฮีนเมื่อวันก่อน ถึงขณะนี้ทำใจไม่ได้ ขอเวลาไปพักผ่อนระยะหนึ่ง โดยจะบินไปอยู่กับพี่สาวที่ต่างรัฐ ปู่ใจอ่อนยอมปล่อยเธอไป

รชนีกรวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอไม่อยากบินตรงกลับเมืองไทยทันที เพราะ 17 ชั่วโมงบนเครื่องจะทำให้สามีฉุกคิดและอาจแจ้งความ เธอและลูกจะถูกจับตอนลงจากเครื่องแน่ รชนีกรเขียนจดหมายทิ้งไว้ บอกซาฮีนว่าไปแอลเอนะ โอเคเมื่อไหร่จะพาลูกกลับบ้าน ขาไปมีแบ็กแพ็กใบเดียว ปู่จึงไม่เอะใจ ข้าวของส่วนตัวทยอยส่งกลับเมืองไทยนานแล้วพร้อมนมแบบพิเศษของลูก เวอร์โรนิก้าหรือน้องวีวี่ขณะนั้นอายุขวบครึ่ง

เธอซื้อโทรศัพท์ใหม่ บอกเขาว่าถึงแอลเอแล้วนะ เบอร์นี้นะ รายงานตัวทุกเช้ากลางวันเย็นเพื่อให้ตายใจ สามวันจากนั้นบินตรงกลับไทยเลย สามีโทรมาคร่ำครวญขอให้ยกโทษ ขอให้กลับ เธอเกือบใจอ่อน แต่เมื่อคิดถึงลูก ลูกจะโตขึ้นมาในสภาพเดียวกับเธอหรือ วันๆ พูดกับผนังบ้าน กฎหมายต่างประเทศเมื่อแยกกันอยู่เกิน 2 ปี ถือว่าหย่าโดยอัตโนมัติ ชีวิตส่วนตัวไม่มีอะไรข้องแวะกันอีก มีเพียงเรื่องลูกที่เมื่อไม่นานนี้ต้องทำพาสปอร์ต จึงได้โทรไปให้ส่งหลักฐานของลูกมา ได้คุยกันอีกครั้งและทราบว่า ซาฮีนยังรักและเฝ้าคอยเธอ

“เขาเจ็บเมื่อทราบว่าเราถอดแหวนแต่งงาน สำหรับฝรั่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราไม่รู้ เราพูดอย่างไม่รู้ พูดอย่างประชดแต่สร้างความเจ็บช้ำ ก็เสียใจเหมือนกันนะ”

รักกันก็เลิกกัน เมื่อเลิกกันไม่ขออะไร ไม่เอาอะไร ขอแค่ชีวิตกดดันไม่พานพบอีก ปัจจุบันใช้ชีวิตคู่กับนักธุรกิจหนุ่มนอกวงการแบบไม่มีพันธะ ต่างคนต่างเคารพกันในฐานะ “เพื่อนชีวิต” เธอมีลูกกับสามีใหม่ 1 คนชื่อน้องวิน ด.ช.พศวัตร มองย้อนไปคือสิบปีที่หายจากชีวิต รชนีกรบอกว่า ไม่คิดว่าสูญเสีย ทุกอย่างคือบทเรียน บทเรียนที่เจ็บซ้ำๆ และช้ำด้วยเรื่องเดิมๆ แต่ก็คือชีวิตของเรา

ปัจจุบันคือปกติธรรมดาของผู้หญิงคนหนึ่ง ดำรงอยู่ด้วยอิสรภาพและตัวตนที่ได้กลับมา สำหรับรชนีกรแล้วนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ทำงานด้านการแสดง และรับเป็นครูสอนรำบ้างที่โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการรำละครไทยแห่งแรกของประเทศ ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ปี 2542 สัมพันธ์ พันธุ์มณีและเพี้ยน พันธุ์มณี คุณป้าแท้ๆ ทั้งสองคนของรชนีกรเอง

“วันนี้บอกเลยว่าไม่อยากเสียเวลากับใคร ชีวิตคู่มันยาก อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป ณ ตอนนี้คือไม่ยึดติด ทั้งคนและทั้งสถานะ เราไม่อยากยื้อชีวิตกับใครอีกแล้ว ถ้ารักก็อยู่ หมดรักก็ไป ฉันรับตัวตนของคุณได้ คุณรับตัวตนของฉันได้ ถ้าถึงวันหนึ่งรับไม่ได้ ก็รีบๆ ไป บอกเขาว่า ไปนะ ไปได้ ขออย่างเดียวอย่าทำให้เสียเวลา ขออยู่วันนี้และทำวันนี้ให้ดีที่สุด สบายใจที่สุด ไม่ยื้อ”

 

ข่าวอื่นๆ