‘ผมจะใช้ชีวิต เพื่อช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น’ ฌอน บูรณะหิรัญ

  • วันที่ 13 พ.ย. 2559 เวลา 07:06 น.

‘ผมจะใช้ชีวิต เพื่อช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น’ ฌอน บูรณะหิรัญ

โดย...นกขุนทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้ชายคนนี้วนๆ เวียนๆ อยู่ในวงการบันเทิงไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทั้งมีผลงานละครและผลงานเพลง  แต่ชื่อชั้นและหน้าตาของเขาก็หาได้เป็นที่จดจำของผู้คน จนกระทั่งเขาได้เปิดเพจในครานั้นใช้ชื่อ “ฌอน สอนชายให้เป็นแมน” โพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ในจุดแรกเขาเพียงต้องการสื่อสารกับ “ผู้ชาย” เพราะได้เห็นถึงความแตกต่างหลายอย่างของผู้ชายต่างวัฒนธรรม และนั่นเป็นที่มาให้คนรู้จัก “ฌอน” หนุ่มไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา พยายามพูดภาษาไทยให้ชัดเจน ทั้งการออกเสียงอักขระควบกล้ำและการทิ้งจังหวะ อีกทั้งพยายามไม่พูดทับศัพท์ หรือเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามจะแปลความหมายในเดี๋ยวนั้น แม้ว่าเขาคุ้นเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยก็ตาม

ปัจจุบันแฟนเพจมีผู้กดไลค์เกือบ 5 แสนคน และเปลี่ยนชื่อเป็น “ฌอน บูรณะหิรัญ” ชื่อ-นามสกุลจริงของเขา ถึงตอนนี้ผู้คนก็รู้จักและคุ้นเคยผู้ชายคนนี้จากผลงานที่เขาสร้างสรรค์ลงในแฟนเพจ จนเขากลายเป็นโค้ชถูกเชิญไปพูดให้กำลังใจในหลายเวทีด้วยกัน

 

ฌอน สอนชายให้เป็นแมน

ฌอนกลับมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 3 ปี ระหว่างที่รองานอื่นอยู่นั้น เขาได้มีความคิดสร้างแฟนเพจขึ้นมาสื่อสารมุมมองออกไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนสนใจติดตามให้ความสนใจมากขนาดนี้

“สร้างเพจมาประมาณ 6 เดือน ตอนแรกเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย เพราะอยากเจาะเป็นกลุ่มเลย อยากเริ่มให้แนวคิดแมนๆ เพราะฌอนเองก็เป็นผู้ชาย พูดจากเรื่องใกล้ตัวมันง่ายที่สุด อีกอย่างเมืองไทยกับอเมริกาต่างกัน เหมือนการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ก็มีหลายเรื่องที่มีคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไล่กลับให้ไปอยู่อเมริกาก็มี อย่างคลิปที่คุยกับผู้ชาย เช่น ถ้ารู้เรื่องนี้...ผู้หญิงจะรักคุณ ที่มีคนกดเข้าชม 3 ล้านกว่าครั้ง และมียอดเกือบแสนแชร์ ส่วนที่ต้องเปลี่ยนชื่อเพจเพราะเมื่อไม่กี่เดือน เนื้อหาที่เรานำเสนอไปไกลมากกว่าสอนผู้ชาย แล้วแฟนเพจส่วนใหญ่ผู้หญิงก็ฟังเยอะ มีคำถามเข้ามาให้เราช่วยคิดหลากหลายขึ้น”

 

นอกจากนำสิ่งที่แฟนๆ สนใจหลังไมค์มาถามแล้ว สิ่งที่ฌอนสนใจอยากนำเสนอออกไปก็มีหลายเรื่อง เช่น การทักทายกัน “คนอเมริกาจะทักกันด้านบวก แต่ที่ไทยชอบทักด้านลบ ถ้าเป็นที่อเมริกาทักว่าอ้วนขึ้นเป็นการเสียมารยาท มีวิธีที่แก้ คือ อย่าทักรูปร่างหน้าตา เช่น อ้วน หน้าหมอง ดูเพลีย ให้ชวนคุยทั่วๆ ไปก็ได้ อีกเรื่องที่ผมเห็นในไทยคือ หากมองเรื่องความรักส่วนใหญ่ผู้หญิงจะดูแลผู้ชาย ต้องชมผู้หญิงไทยเก่ง แต่ที่อเมริกาผู้ชายจะดูแลผู้หญิง ผู้ชายไทยอายุ 30 ทำตัวเด็กกว่าอายุ 30 แต่ที่อเมริกาเขาจะโตรับผิดชอบมากกว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกต ไม่ได้ด่า แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำออกไปเพราะทำออกไปโดนด่าแน่ อย่างเรื่องทักทายก็ยังมีคนเห็นด้วย 90% อีก 10 ก็ไล่กลับอเมริกา”

อีกหัวข้อที่ฌอนอยากทำคือ คนขี้อิจฉา ซึ่งได้ปล่อยออกมาแล้ว ซึ่งมีคนรับชมกว่าล้านคน “ความขี้อิจฉามันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อน เช่น ต้องเข้มแข็งถึงจะรอด หรือพูดไม่ดีกับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดีกว่า แต่พอเราเข้าใจคนขี้อิจฉาเราจะเห็นใจเขาแทนที่จะเกลียดเขา หรือถ้าเรารู้ตัวว่าเราขี้อิจฉา เราต้องยอมรับว่าเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทางแก้คือ สร้างคุณค่าในตัวเรา ก่อนที่จะอัดคลิปวิดีโอสักเรื่อง ฌอนต้องศึกษาหลายๆ ด้านก่อนแล้วมาประมวล”

 

ก้าวข้ามความกลัว

เพราะเหตุใดผู้ชายคนนี้จึงเลือกเส้นทางมาเป็นโค้ชเพื่อพูดให้กำลังใจคนอื่น เขามีประสบการณ์หรือผ่านเรื่องราวอะไรมาจนเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งคำตอบย้อนไปเมื่อวัยเด็ก จากเด็กที่ไม่มีที่ยืนในสังคมเพื่อนฝูง เก็บกดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แก้ไขปัญหาด้วยกำลังจนมันรัดตัวกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม

แม้ฌอนเกิดและเติบโตที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา คุ้นเคยกับภาษาวัฒนธรรมเดียวกับเพื่อนๆ แต่ฌอนก็ยังรู้สึกถึงความแตกต่างที่คนอื่นหยิบยื่นให้ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และอย่างไรก็ตามเขาคือเด็กไทย

 

“ตั้งแต่เด็กๆ ฌอนมักโดนเพื่อนแกล้ง ราว 10 ขวบก็เริ่มถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงแตกต่างจากเพื่อน ทำไมโดนแกล้ง เด็กที่มารังแกแต่งตัวฮิปฮอปฌอณก็พยายามแต่งตัวฮิปฮอปมากขึ้น พยายามทำตัวกลมกลืน ไม่โดดเด่น เพราะคิดว่าเราคือตัวปัญหา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนเริ่มเข้าโรงเรียนในวัย 12 ขวบ ยิ่งถูกแกล้งเยอะ โดนล้อเรื่องอ่อนแอ เขาล้อว่าอ่อนแอก็ตอบโต้ ตอนเด็กไม่ทนไม่รู้จะทนทำไม ให้ลูกพี่ลูกน้องสอนมวยไทยให้เพราะฝรั่งเขาไม่ใช้เท้ากัน เราก็ได้เปรียบตรงนี้ ทุกคนรอบข้างบอกว่าเราเป็นตัวปัญหา ป้าลุงเจ้าของโรงเรียนก็บอกว่าเรามีปัญหา”

ในวัยเด็กฌอนย้ายโรงเรียน 3 แห่ง เพราะมีปัญหาเรื่องโดนเพื่อนๆ แกล้ง ซึ่งฌอนเข้าใจว่า ตัวเขาเองเป็นคนมีปัญหา ทำให้เพื่อนมาแกล้ง ไม่ได้โทษเพื่อน ฌอนเลือกเก็บตัวแก้ปัญหาเอง ไม่ได้บอกพ่อแม่ จนอายุ 16 ย้ายโรงเรียนอีกครั้ง ปัญหาที่มีดูจะเบาบาง

 

“พอมีคนรังแกฌอนก็สู้คน เลยคิดว่าฌอนเป็นคนมีปัญหา ตอนนั้นรู้สึกตัวเองตกต่ำลง ตอนนั้นเก็บปัญหาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด ก็ไม่รู้ว่าทำไมเก็บปัญหาไว้คนเดียว รู้สึกเวลาย้ายโรงเรียนชีวิตได้เริ่มใหม่ แต่ก็ถูกรังแก จนพอไปอยู่ในโรงเรียนที่มีกลุ่มคนเอเชียก็ไม่มีปัญหา ทุกคนชอบเราอีกต่างหาก หลังจากอายุ 16 ปี ก็ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว ทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน ฌอนชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา อ่านหลักคำสอนของหลายศาสนาแล้วหยิบหลักการมาใช้ ฌอนชอบฟังสิ่งที่คนพูดในยูทูบหรือสารคดี ฟังผู้ใหญ่เขาพูด เปิดฟังตอนอาบน้ำหรือก่อนนอน”

ทว่าเหตุการณ์หลายอย่างในวัยเด็กถึงวันนี้ฌอนยังนึกขอบคุณเสมอ เพราะทำให้เขาเข้มแข็ง “ตอนถูกรังแกมีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะ ดูดิสนีย์ก็ให้ข้อคิดตลอด ซีรี่ส์ที่นู่นก็ดูแล้วทำให้มีความสุข ที่นั่นมีสื่อหลายอย่างที่ดีให้ชีวิต ก็ได้ความคิดว่า อีกไม่นานเราก็จะ 70 ปี 80 ปี ผมเกิดคำถามอยู่เสมอ อยากหาความหมายของชีวิต เลยได้ความคิด Make the world the better place before we die. (ทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีก่อนที่เราจะตาย) และมีแนวคิดหนึ่งว่า อะไรเข้ามาในชีวิตมันคือโชคชะตา ฌอนเชื่อเรื่องโชคชะตา ชีวิตมันจะพาไปไหนก็ได้ ฌอนจะไปกับมันเหมือนน้ำ ไม่ใช่เป็นหินหนักนิ่งที่เดิมแล้วบอกว่าไม่ไปๆ”

 

รับฟังความคิดของตัวเอง

ตอนนี้ฌอนกำลังศึกษาผ่านออนไลน์ด้าน Life Coach-Core 100 กับโค้ชระดับโลก แอนโธนี ร็อบบินส์ ที่ Robbins-Madanes Training

ฌอนกลายเป็นที่ปรึกษาที่มีแฟนๆ ส่งข้อความทางกล่องข้อความวันหนึ่งๆ หลายร้อยข้อความ ถามปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก ส่วนตัว การเข้าสังคม ความไม่มั่นใจ สารพัดปัญหา ซึ่งเขาไม่เบื่อหน่ายที่จะอ่านเลย และตอบได้เท่าที่กำลังมี

 

“คำถามที่ฌอนได้รับมากที่สุดคือ การไม่เข้าใจตัวเอง หรือไม่เข้าใจคนอื่น หรือไม่เข้าใจชีวิตว่าตัวเองจะไปทางไหน ปัญหาเรื่องปมนี่สำคัญ แล้วตอนเด็กเราผ่านจุดที่ไม่เข้าใจตัวเองมาก่อน ซึ่งตรงนี้ฌอนช่วยได้ ที่สอนสามารถช่วยเปลี่ยนความคิดคนอื่นได้ ทำไมเขาถึงไว้ใจเชื่อเรา คือฌอนคิดว่าคนสัมผัสได้ว่าเราพูดจากใจ จะเห็นจากคลิปแรกๆ แสงไม่ได้ดีอะไร เพราะฌอนไม่ได้ต้องการให้คนมองว่าฌอนดูดี ฌอนไม่สนใจว่ากล้องจะถ่ายทำออกมาดีหรือไม่ ฌอนสนแค่เรื่องของจิตใจ ไม่สนใจว่าพูดชัดไหม คนดูเลยมองว่าจริงใจ ซึ่งตอนที่ทำแรกฟรีสไตล์มาก พอมีคนติดตามมากขึ้นเลยมีการเตรียมการพูดมากขึ้น แต่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะปกติชอบหาอะไรอ่าน หาอะไรคิดอยู่แล้ว เลยเป็นเรื่องปกติ”

ทำแล้วมีคนเห็น ทำแล้วมีคนได้รับประโยชน์ ทำแล้วมีคนรอดพ้นจากปัญหา สิ่งเหล่านี้คือกำลังใจ เป็นแรงพลังให้ฌอนตั้งใจหาเรื่องมาถ่ายทำโพสต์คลิปลงแฟนเพจอยู่เสมอ

 

“เป้าหมายของฌอนคือการช่วยคนที่เป็นทุกข์ เลยเริ่มทำเพจ ลงคลิปอาทิตย์ละครั้งแล้วคนก็ติดตามชื่อเสียงตามมา เริ่มมีงานพูดหรือออกรายการโทรทัศน์เข้ามาเรื่อยๆ พอมีคนมองเรา เราก็ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ฌอนเคยมีมุมเสเพลตอนทำงานเพลง แต่ต่อมาเมื่อเราโตขึ้น และเรารู้ว่าไม่ใช่ตัวจริงของเรา ปกติชอบอยู่บ้าน ชอบคิดชอบทำแบบนี้มากกว่า และคนที่ติดตามเขาไม่ได้สนใจที่ตัวฌอน เคยทำคลิปไม่มีสาระอะไรเลย ถ่ายฌอนเล่นปกติยอดคนดูน้อยมาก ไม่มีคนแชร์เลย สิ่งนี้ก็บอกได้ว่าคนติดตามฌอนเพราะสิ่งที่ฌอนพูด”

ฌอน บูรณะหิรัญ เป็นแฟนเพจที่ให้มุมมองหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่เขาพูด เพียงแค่ฟังในสิ่งที่เขาพูดแล้วนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการคิดการตัดสินใจเมื่อถึงคราวที่หาทางออกให้กับปัญหานั้นๆ ไม่ได้ และนอกเหนือจากฟังสิ่งที่เขาพูดแล้ว “จงฟังสิ่งที่ตัวเองอยากพูด” เพราะอุปสรรคปัญหาที่หนักหนาที่สุดในชีวิตก็คือ การหาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาที่เป็นปมในใจของตัวเองได้

 

 

ข่าวอื่นๆ