กรณ์ จาติกวณิช ผู้สร้างแบรนด์ข้าวอิ่ม

  • วันที่ 15 ต.ค. 2559 เวลา 11:13 น.

กรณ์ จาติกวณิช ผู้สร้างแบรนด์ข้าวอิ่ม

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์

“กรณ์ จาติกวณิช” 1 ใน 40 นักสร้างแบรนด์ที่ได้รับเชิญจากงานสัมมนา Sustainable Brands 2016 Bangkok ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ที่เชิญนักสร้างแบรนด์ระดับโลกและกรณีศึกษากว่า 60แบรนด์มาร่วมประชุมในงานนี้

หนุ่มใหญ่ 52 ปี เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน ในฐานะผู้บริหารธุรกิจหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ซึ่งยุค “แก๊ง 3 K” ถือว่าดังมากเมื่อผันตัวเองเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง “กรณ์” ก็ก้าวขึ้นสู่การดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง กระทรวงที่เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และในตำแหน่ง รมว.คลังนี้เอง ทำให้ชนชั้นสูงอย่างเขาได้เข้าไปสัมผัสและคลุกคลีกับชาวนา เข้าใจชีวิตของเกษตรกรไทย

ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการเกษตรเข้มแข็งและเป็นที่มาของแบรนด์ “ข้าวอิ่ม” ข้าวที่ผ่านการปลูกด้วยการนำระบบอินทรีย์มาใช้ และเป็น “ข้าว” ที่ถูกปาก คุ้นลิ้นของคนเมือง ผู้สร้างแบรนด์ ข้าวอิ่ม ถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดในงานประชุมสัมมนา เรื่อง Sustainble Brands หรือแบรนด์ที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 12-13 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

กรณ์ เล่าว่า การได้เข้าไปทำงานการเมืองโดยเฉพาะการเป็น รมว.คลัง และหน้าที่ของ รมว.คลัง คือ จะต้องเข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยตำแหน่ง หรือไปนัั่งหัวโต๊ะทำงานครั้งแรก ผมปฏิเสธว่าไม่ขอไปนั่งเป็นประธาน ธ.ก.ส.ได้ไหม เพราะไม่ถนัดและมีความรู้น้อยมาก จังหวะนั้นภารกิจหลักในเรื่องของการดูแลเศรษฐกิจก็เป็นประเด็นที่ใหญ่มากเพราะมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อยากจะเน้นรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตนั้น และมอบหมายให้ผู้อื่นไปเป็นประธาน ธ.ก.ส.แทน

ทว่าสุดท้ายก็ต้องเข้าไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ธ.ก.ส.เพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคบอกว่า ธ.ก.ส.คือ ธนาคารจะมีบทบาทสำคัญในการนำพานโยบายหรือเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายของรัฐบาลไปดูแลภาคเกษตรของประเทศ และถือว่าเป็นธนาคารที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ รมว.คลัง จะต้องเข้าไปนั่งเป็นประธานเพราะจะได้รู้และเห็นในภาพรวมและภาพกว้างของปัญหาและรู้ว่าจะนำนโยบายอะไรไปให้ภาคเกษตรของประเทศ  และการได้เข้าไปนั่งเป็นประธานที่ ธ.ก.ส.ทำให้ผมได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ได้ใกล้ชิดกับเกษตรกร และที่สุดก็เป็นสิ่งที่รักที่สุดงานหนึ่งในงานและภารกิจของการเป็น รมว.คลัง

 

“ก่อนหน้านั้นผมมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาคเกษตรน้อยมาก ผมรู้แต่เพียงว่าภาคเกษตรเป็นภาคที่มีส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจประเทศ และมีสัดส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประมาณ 8.4% รู้ว่าชาวนายากจน จึงเป็นเรื่องไกลตัว ผมจบมาทำงานในแวดวงการเงิน แวดวงตลาดทุนมีเงินได้ก็เสียภาษีให้รัฐบาลเต็มที่ และเสียในอัตราที่มากด้วย ก็คิดว่าเรามีส่วนช่วยประเทศแล้ว  แต่เมื่อได้เข้ามาคลุกคลีเข้ามาทำงานร่วมด้วยทำให้ผมเข้าใจปัญหาและรู้ว่าปัญหาของประชาชนที่อยู่ในภาคเกษตร และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเข้าไปสัมผัส”

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญในยุคที่เป็นรัฐบาลที่นำลงไปสู่ภาคเกษตร เช่น การประกันราคาพืชผลซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องที่รัฐบาลในชุดถัดไปยังคงนำมาใช้อยู่ โครงการหมอหนี้ที่ทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจในเรื่องของการเงินมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าในภาคเกษตรนั้นมีปัญหาในเชิงโครงสร้างอีกมาก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งรัฐบาลใหม่เข้ามาใช้นโยบายจำนำข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งทำให้ชีวิตชาวนาเปลี่ยน ทำให้วิถีการทำนาเปลี่ยนอย่างมาก การทำนามุ่งหวังเพียงแต่มุ่งไวเข้าว่า เพราะยิ่งผลผลิตออกมาได้ไวก็จะได้เงินเข้ามา เมื่อกระบวนการผลิตเป็นแบบนี้การใช้สารเคมี การใช้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็ว เพียงหวังผลเพื่อให้ได้รับเงิน โดยลืมคิดถึงเรื่องคุณภาพ ลืมคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรของประเทศที่จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วมาก เมื่อเราเห็นภาพอย่างนี้เกิดขึ้น จึงเริ่มเล็งเห็นและคิดว่าจะต้องมีโครงการอะไรขึ้นมาและเป็นที่มาของโครงการ เข้าไปริเริ่มโครงการ “เกษตรเข้มแข็ง” และเป็นที่มาของ “แบรนด์ข้าวอิ่ม”

 

นอกจากนั้น ช่วงที่เข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ มีเรื่องของพืชจีเอ็มโอ ขึ้นมาจึงได้รับมอบหมายจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ไปศึกษาว่าพรรคจะมีนโยบายและท่าทีในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งผมก็ได้เข้าไปทำ ซึ่งด้วยผมเป็นคนที่มีตรรกะทางความคิดที่ชัดเจน ผมเข้าใจและรู้มาตลอดว่า จุดเด่นของประเทศไทยคือภาคเกษตร ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลกเป็นพื้นที่ที่ผลิตอาหารป้อนชาวโลกที่ดี แล้วทำไมไม่กลับไปทำเรื่องเหล่านี้ให้ผลิดอกออกผล ทำให้มีคุณภาพ เป็นที่ติดใจ และเป็นนโยบายที่สร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาและเกษตรกร 

ทั้งนี้ มีข้อเท็จจริงให้เราเห็นอย่างประจักษ์ว่า ประการแรก ประชากรของโลกในอนาคตจะเพิ่มขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้าจาก 7,000 ล้านคน สู่ 9,000 ล้านคน ประการที่สอง เศรษฐกิจกลุ่มเอเชียเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่ทางการเกษตรลดลง อาหารและผลผลิตจะลดลงไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่นอน

ดังนั้น เมื่อเห็นภาพกว้างแบบนี้ ผมรู้ได้ทันทีว่า ภาคเกษตรจะเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ตะวันตกดินอย่างที่คิดและเข้าใจกัน  แต่ปัญหาที่เห็นและเกิดขึ้น ทำไมชาวนาทำนาแล้วไม่ได้ราคาทำไมขายข้าวที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลก เป็นที่ยอมรับของชาวโลกไม่ได้ราคา  แล้วจะทำอย่างไรให้ข้าวที่ผลิตมีราคา

 

ประการที่สี่ เมื่อโลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ คนมีกำลังซื้อมากขึ้น คนมีความรู้เลือกซื้อและเลือกอาหารที่จะรับประทานเพราะคนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ ดังนั้น หากเราผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ปลอดสาร ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการของเรา สามารถขายข้าวได้ดีกว่าแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของข้าวอิ่ม

โครงการข้าวปลอดสาร แบรนด์ข้าวอิ่ม “อิ่ม” มีจุดเริ่มต้นจากการจัดงานโอท็อปที่เมืองทองธานี ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการข้าวอิ่มนำผ้าที่ชาวบ้านทอนอกฤดูทำนา มาออกงานและผมกับเพื่อนซึ่งเป็นนักออกแบบและดีไซเนอร์ไปเดินงานนี้ได้พูดคุยทำความรู้จักกับชาวบ้านและในงานนั้น เพื่อนผมเหมาซื้อผ้าของชาวบ้าน คือจุดเริ่มต้น ของการเข้าไปรวมกลุ่มและทำนาในพื้นที่ หมู่บ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสารคาม  ซึ่่งเป็นโครงการที่นำแนวคิดที่ตกผลึกแล้วว่าจะทำให้ข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดสาร หรือข้าวอินทรีย์ 100% ไปนำร่องกับกลุ่มชาวบ้าน แล้วช่วยทำแพ็กเกจและช่วยวางด้านการตลาด

ปัจจุบันที่ทำนาของแบรนด์ข้าวอิ่ม มีพื้นที่รวม 500 ไร่ 40 ครอบครัว ซึ่งแต่ละฤดูกาลมีผลผลิตออกมาในรูปแบบข้าวเปลือก 300 ตัน และเมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วเหลือ 200 ตัน โดยราคาที่ชาวนาขายข้าวได้นั้นจะอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งสูงกว่าตลาดที่ซื้อขายกันอยู่ที่ 8,900-9,000 บาท/ตัน หรือชาวนาในโครงการขายข้าวได้ในราคา 120 บาท/กิโลกรัมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การจะขายข้าวให้ได้ราคาดีจะต้องเป็นข้าวที่มีคุณภาพปลูกในพื้นที่ที่ดี และปลอดสารหรือเป็นข้าวอินทรีย์ 100% จะมีความพิเศษตรงที่จะมีการผสมข้าวใน 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวหอมมะลิ 105 ในสัดส่วน 60% ข้าวหอมมะลิแดง สัดส่วน 20% และข้าวหอมนิล สัดส่วน 20% ซึ่งในการบรรจุข้าวในผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งสูตรการผสมข้าวนี้ผ่านการพิสูจน์จากนักวิชาการด้านอาหารเมื่อข้าวอิ่มผ่านถึงมือผู้บริโภคจะสามารถหุงข้าวและตักสู่จานข้าว ที่ดูน่ารับประทานอย่างมาก และจะทำให้ง่ายต่อการรับประทานของผู้บริโภค

 

ความคิดแบบนี้ คือการคิดตั้งแต่ต้นของกระบวนการผลิตและผ่านต่อไปยังจานของผู้บริโภคเลย ไม่ได้ให้ชาวนาคิดแค่ว่า ปลูกข้าวได้ผลผลิตออกมาขายให้พ่อค้าคนกลางได้เงินแล้วก็จบ แต่จะต้องให้เขาคิดให้ครบวงจรและคิดถึงว่า ข้าวเมื่อผลิตแล้วสามารถส่งตรงไปถึงผู้บริโภคเลย เพราะถ้าเขามีวิธีคิดแบบนี้เชื่อแน่ว่า ทุกเมล็ดและทุกรวงข้าวที่ผลิตออกมาจะมีราคาและคิดราคาได้

นอกจากนี้ ในถุงข้าวนั้นจะมีแหล่งที่มาของพื้นที่ปลูกข้าว มีรูปโฉมหน้าชาวนาและแปลงที่ทำข้าวออกมาสู่ตลาดเพราะการระบุแหล่งที่มา บอกประวัติต่างๆ นั้นจะเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้ข้าว ที่นำออกมาขายเป็นที่ยอมรับและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคนั้นเอง

กรณ์ กล่าวว่า การลงไปทำนาในพื้นที่บ้านหนองหินในแบรนด์ข้าวอิ่มได้นำการตลาดไปให้ชาวนาเพราะจากที่สัมผัสเมื่อผลิตออกมาไม่มีตลาดรองรับ ซึ่งเรื่องตลาดถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญมากและการที่เป็นผู้บริหารมาก่อนจึงรู้และสามารถจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาได้และเป็นการตั้งโจทย์แต่แรกเริ่มแล้วว่า แบรนด์ข้าวอิ่ม จะขายตลาดระดับบนหรือขายเศรษฐี ซึ่งทุกวันนี้มีขายในร้านค้าทันสมัย เช่น วิลล่ามาร์เก็ต ขายในท็อปส์ และที่สำคัญขณะนี้บริษัทได้เห็นคุณค่าและนำแบรนด์ข้าวอิ่ม ไปเป็นของขวัญในวันสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ ซึ่งก็สามารถที่จะเป็นตลาดที่ดีให้กับกลุ่มชาวนาในโครงการได้

กรณ์ กล่าวว่า  แบรนด์ข้าวอิ่ม จะ SustainbleBrands แค่ไหน จะยั่งยืนและแข็งแกร่งได้หรือไม่นั้น ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ชาวบ้านที่จะต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ และในการทำนั้นต้องเน้นและควบคุมในเรื่องของคุณภาพ เรื่องของการผลิต และสำคัญที่สุด คือ ชาวนาในรุ่นพ่อจะส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไรจะทำอย่างไรให้คนในรุ่นถัดไปตระหนักและเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมในการคิดค้นหาตลาดเพื่อรองรับกับผลผลิตที่จะเกิดขึ้นเพราะถ้าหากเข้าใจและตระหนักได้ก็เชื่อว่า แบรนด์ข้าวอิ่มก็ยังคงมีต่อไป เพราะโดยส่วนตัว คงไม่สามารถที่จะอยู่ช่วยได้ไปจนถึงรุ่นลูกนั่นเอง

ข่าวอื่นๆ