กีรติ ตัณฑวิบูลย์วงศ์ ชีวิตคลีนแบบสายกลาง

  • วันที่ 26 พ.ย. 2558 เวลา 10:51 น.

กีรติ ตัณฑวิบูลย์วงศ์ ชีวิตคลีนแบบสายกลาง

โดย...ณัฐดนัย/ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลตัวเองกันมากขึ้น และ บิ๊ก-กีรติ ตัณฑวิบูลย์วงศ์ นักธุรกิจหนุ่มวัยขึ้นเลขสี่ ก็เป็นอีกคนที่ใส่ใจสุขภาพด้วยการหันมาเน้นกินอาหารคลีน แต่จะมีที่มาอย่างไร ไปฟังหนุ่มหน้าอ่อนกว่าวัยเล่าให้ฟัง

“ผมเรียนจบปริญญาตรี สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยรังสิต จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโท ด้านการบริหารเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอเรียนจบก็เข้ามาทำงานให้กับบริษัทในเครือเซ็นทรัลอยู่หลายปี โดยดูแลด้านการตลาดทุกอย่างเกี่ยวกับนาฬิกาหลายๆ แบรนด์ รวมทั้งงานวอตช์แฟร์ และยังดูแลแบรนด์มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ อีกด้วย”

บิ๊ก บอกว่า หลังจากทำงานออฟฟิศมาหลายปีก็รู้สึกอิ่มตัว เขาจึงลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อว่า บริษัท วันคลีน (ไทยแลนด์) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องดูดฝุ่นเทคโนโลยีใหม่ แบรนด์ซิเรน่า (Sirena) จากประเทศแคนาดา

“จากที่เริ่มทำตลาดเมื่อปีที่แล้ว โดยเน้นตลาดออนไลน์เป็นหลัก ผ่านมา 1 ปีก็ได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก เนื่องจากช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่กระแสของคนรักสุขภาพกำลังมาแรง ที่จริงแล้วตอนผมเริ่มทำธุรกิจ ผมไม่ได้เห็นว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรงเลยนึกอยากทำธุรกิจนี้นะ (ยิ้ม) แต่ผมเริ่มติดต่อบริษัทต่างประเทศและนำเข้าสินค้ามาก่อนหน้านั้น และมีการทดสอบอยู่นานกว่าจะได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพที่น่าเชื่อถือ”

 

บิ๊ก บอกว่า การที่เห็นเขาทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพนั้น จริงๆ แล้วบุคลิกและนิสัยโดยส่วนตัวของเขาก็เป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาตั้งแต่เดิมอยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่ารักตัวเองอยู่เสมอก็ว่าได้

“เมื่อก่อนนี้ผมจะเล่นกีฬาตีกอล์ฟได้ทั้งวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้ายัน 6 โมงเย็นก็สามารถทำได้ แต่ระยะหลังๆ มานี้ด้วยความที่เราเปิดบริษัทของตัวเอง งานที่ทำจึงเยอะขึ้นทั้งเรื่องทั่วไปและเรื่องบริหาร ทำให้เวลาในการดูแลตัวเองลดน้อยลงไป ไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกาย กินอาหารไม่ถูกต้องตามโภชนาการ จนเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิต ซึ่งทำให้ผมคิดที่จะกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง

จุดเปลี่ยนที่ว่านี้ ก็คือ การทำงานหนักและอายุที่เริ่มมากขึ้น ทำให้ผมรู้สึกว่าเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา จากที่ผมเคยเป็นคนแข็งแรง ก็กลับกลายเป็นคนเหนื่อยง่าย ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สดชื่นเหมือนแต่ก่อน เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผมเลยล่ะ”

เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว บิ๊กจึงหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเป็นเรื่องแรก ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเริ่มจากกินอาหารคลีนก่อนเลย…“แต่ต้องบอกก่อนว่าผมเองก็ไม่ใช่คนที่กินคลีนจ๋า หรือคลีนสุดโต่ง แบบซื้อคอร์สอาหารคลีนกินเป็นประจำทุกมื้อนะครับ ถ้าเทียบแล้วผมก็อยู่ระดับ 5 จากเต็ม 10 ระดับ หรือจะเรียกว่าเป็นคลีนแบบทางสายกลางก็ว่าได้ ผมจะใช้วิธีปรับตัวเองให้กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นจากแต่ก่อนซะมากกว่า โดยยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แบบปกติ”

 

 

บิ๊ก เล่าว่า เขาเริ่มปรับตัวจากการลดอาหารจำพวกแป้งและไขมันลงเยอะมาก และกินผักผลไม้มากขึ้น จากแต่ก่อนที่ไม่เคยกินผักเลยก็เริ่มซื้อพวกข้าวโพด มัน มะเขือเทศ กลับมาทำอาหารเองที่บ้าน ส่วนข้าวจากที่นิยมกินแต่ข้าวขาวขัดสี ตอนนี้ก็เปลี่ยนมากินข้าวกล้องแบบ 100% แทน กินเนื้อปลาให้มากขึ้นแทนการกินเนื้อหมูติดมัน ที่สำคัญคือพยายามคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูงและให้คุณค่าทางอาหารมากๆ อาจเป็นพวกออร์แกนิกหรือผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มโอเมก้า 3 ตามแหล่งซื้อที่ได้มาตรฐาน

“ในหนึ่งวันตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา ผมต้องกินมื้อเช้าเสมอเพราะถือเป็นมื้อที่สำคัญ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจะไม่มีการอดเด็ดขาด ส่วนใหญ่แล้วมื้อเช้าผมจะกินพวกนมถั่วเหลือง ข้าวโพด มัน และมะเขือเทศ ที่ชอบอีกอย่างก็คือ กล้วยน้ำว้า บางทีผมจะกินทีละ 4-5 ลูก คือเช้าจะไม่กินข้าว แต่จะกินขนมปังโฮลวีตแทน

ด้านมื้อกลางวัน ถ้าไม่มีเวลาเตรียมมาจากบ้าน ผมก็จะสั่งอาหารที่ร้านเป็นปกติเหมือนคนอื่น แต่ก็จะกำชับเป็นพิเศษว่าห้ามใส่น้ำมันเยอะ ห้ามปรุงเยอะ และห้ามเนื้อที่ติดมัน พูดง่ายๆ ว่าตอนนี้จะสกรีนอาหารก่อนกินมากกว่าแต่ก่อน

สำหรับมื้อเย็น ส่วนใหญ่มักจะกลับไปทำที่บ้านไม่ค่อยทัน ผมจะใช้วิธีซื้ออาหารเย็นเพราะสะดวกดี แต่จะเลือกที่เป็นข้าวกล้อง ปลาทู และผักสด กินแบบนั้น ไม่มีน้ำพริก ไม่ต้องปรุงรส ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาหารคลีนในระดับนึง โดยพิถีพิถันในการเลือกมากขึ้น ไม่เลือกอาหารที่จะไปทำลายร่างกาย มีบางครั้งถ้าไปงานเลี้ยงแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ พอกลับถึงบ้านก็จะเพิ่มวิตามินหรือสารอาหารที่เป็นแอนติออกซิแดนต์เพื่อทำให้ระบบร่างกายดีขึ้น”

 

บิ๊ก เสริมว่า เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย เนื่องจากงานค่อนข้างหนัก แต่การใช้วิธีควบคุมและมีวินัยในการกินอาหารทุกวัน ก็สามารถเห็นผลและเห็นข้อดีได้อย่างชัดเจน เริ่มจากน้ำหนักตัวลดลงจาก 77-78 กก. เหลือ 70-72 กก. แถมระบบขับถ่ายก็ดีขึ้น ที่สำคัญมีคนทักว่าใบหน้าดูสดชื่นแจ่มใส ดูเด็กลง ไม่เหมือนคนอายุ 40 และร่างกายยังสุขภาพดีมากขึ้นด้วย

“ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากจะกินอาหารคลีนหรือดูแลตัวเองแบบนี้ ผมว่าบางครั้งการทำอาหารเองก็อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตแข่งกับเวลา ถ้าจะกินจริงๆ ควรมีการเตรียมการจัดสรรเวลาในการซื้อวัตถุดิบเพื่อหาเวลาว่างในการทำอาหาร เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างมาก ถ้าเทียบกับการไปซื้อคอร์สดูแลสุขภาพแบบสั่งอาหารคลีนกินทุกมื้อ คุณก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า แถมบางครั้งกินแล้วไม่อิ่ม บวกกับไม่เคยศึกษาเรื่องการกินมาก่อน ทำให้ต้องคอยโทรถามนักโภชนาการบ่อยๆ ซึ่งจะเสียเวลามากกว่าเดิม แนะนำว่าให้หาหนังสือมาอ่านและเริ่มด้วยตัวเองจะดีที่สุด”

ชายหนุ่มให้ข้อคิดทิ้งท้ายสำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองในเรื่องสุขภาพว่า ร่างกายคนเราหากดูแลไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไปแล้วมันจะไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก…

“ผมว่าอะไรที่เราใช้มันไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ ต่อให้คุณมีเงินแสนเงินล้านที่อาจจะสามารถเปลี่ยนอวัยวะบางอย่างได้ แต่ผมเชื่อว่ามันจะไม่ดีเหมือนของเดิม ดังนั้นเราควรตั้งปณิธานว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องรักษาร่างกายไว้ ทุกคนจึงควรใส่ใจ เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ ค่อยๆ ดูแล ค่อยๆ ลดละเลิกสิ่งที่ไม่ดีออกไป ก่อนจะไม่ทันเวลา”

ข่าวอื่นๆ