เปลี่ยนหุ่นให้หล่อล่ำได้ ถ้าตั้งใจ จริง!!

  • วันที่ 12 พ.ค. 2558 เวลา 11:42 น.

เปลี่ยนหุ่นให้หล่อล่ำได้ ถ้าตั้งใจ จริง!!

โดย...ภาดนุ

ใครที่ไม่เคยประสบกับภาวะน้ำหนักตัวเกินพิกัด ทำอะไรก็ไม่ถนัด อึดอัดไปซะหมด จนส่งผลให้เกิดปมด้อยในจิตใจ ที่สำคัญยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง ก็คงไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกนี้เป็นยังไง แต่เชื่อไหม คนเรามันอยู่ที่ใจ หากตั้งใจจริงในการลุกขึ้นมาลดน้ำหนักอย่างจริงจัง คุณก็มีหุ่นที่หล่อเป๊ะเว่อร์ได้ หรือมี Before & After ที่น่าจดจำเหมือนกับชายหนุ่มทั้งสามคนนี้

วรัญญู ชัยเฉลิมมงคล จาก 148 เหลือ 70 กก.

“ผมเป็นคนที่รูปร่างจ้ำม่ำมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่อ้วนสุดน้ำหนักอยู่ที่ 148 กก. ตอนนั้นอายุ 17 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.5 ช่วงนั้นผมมีความสุขกับการกินมาก รอบตัวจะแวดล้อมไปด้วยของกินและคนที่ทำอาหารอร่อย ไม่ว่าอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ผมก็ใช้เป็นข้ออ้างในการกินได้เสมอ”

นี่คือคำบอกเล่าจาก “วรัญญู ชัยเฉลิมมงคล” หรือ เชฟเบน เจ้าของร้านอาหารสุขภาพเบน เฟลเวอร์ (Ben Flavour) ที่ปัจจุบันนี้เขากลายเป็นคนที่หุ่นดี สุขภาพดี และมีความมั่นใจมากกว่าเดิม เพราะสามารถลดน้ำหนักจาก 148 กก. จนเหลือ 70 กก. ได้ ด้วยการปฏิวัติตัวเอง

“ที่จริงแล้วความอ้วนมันมีผลกับชีวิตประจำวันของผมมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมมักจะใช้ความสนุกสนานเข้ามากลบเกลื่อนปมด้อย เช่น เวลาไปแคมป์กับเพื่อนๆ มันจะมีเสื้อประจำค่าย ผมก็ใส่ไม่ได้แม้เสื้อตัวนั้นจะไซส์ XL แล้วก็ตาม โชคดีที่เพื่อนๆ จะไม่ค่อยล้อ เพราะผมเป็นเด็กอ้วนมาเฟีย (หัวเราะ) เลยไม่ค่อยมีใครกล้าหือครับ”

เบน บอกว่า แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาลดความอ้วนเกิดจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการที่ไปจีบผู้หญิงแล้วโดนตอกกลับว่า หุ่นแบบนี้ใครจะเอา เวลาเดินเหินไปไหนก็ไม่คล่องตัว ตอนไปซื้อเสื้อผ้าตามห้างก็หาไซส์ไม่ได้ และอีกสารพัดปัญหา วันหนึ่งเขาจึงเกิดตกผลึกความคิดได้ว่าต้องลุกขึ้นมาทำบางอย่างซะแล้ว

“ตอนนั้นผมคิดว่าโลกใบนี้มันแทบจะไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ้วนอย่างเรา ผมก็เลยเริ่มควบคุมตัวเองจากเรื่องการกินเป็นอันดับแรก ตอนนั้นอยู่ ม.5 จากที่เคยซื้อไก่ทอดเสียบไม้กินทีละ 12 ไม้ ก็ลดลงเหลือ 5 ไม้ จากที่เคยกินข้าวเหนียวหมูทอด 4 ห่อ ก็เหลือ 1 ห่อ

เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องใจแข็ง ผมจึงตัดเส้นทางที่จะต้องเดินผ่านร้านของกินพวกนี้ออกจากชีวิตประจำวัน จะได้ไม่เห็นและไม่รู้สึกอยากกิน แต่ก็ไม่หักดิบนักนะ ถ้าอยากกินจริงๆ ก็วานให้เพื่อนไปซื้อมานิดหน่อยเพื่อสนองความอยากเท่านั้น เรียกว่าค่อยๆ ลด ละ เลิก ไปทีละอย่าง”

เบน บอกว่า การลดน้ำหนักนั้นต้องดูแลเรื่องการกินอาหารแบบจริงจัง โดยงดน้ำอัดลม งดของทอด และอาหารมันๆ อย่างข้าวขาหมู ถ้าอยากกินก็เลือกกินแต่เนื้อ โชคดีว่าคุณแม่ของเขาเป็นเชฟอาหารเวียดนาม เบนจึงนำสูตรอาหารของแม่มาใช้ โดยกำหนดว่าในแต่ละมื้ออาหารที่กินนั้น จะต้องมีตะกร้าผักสดรวมอยู่ด้วยทุกมื้อ

“ผมออกแบบมื้ออาหารของตัวเองเลยว่าแต่ละวันจะกินอะไรบ้าง แต่ต้องไม่ลืมตะกร้าผักสดในทุกมื้อเพื่อให้มีกากใยและไฟเบอร์ โดยลดแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตลง ส่วนโปรตีนไม่ได้ลด แต่จะเน้นกินเนื้อเป็นหลัก ไม่กินไขมัน ด้วยความที่ผมเป็นคนใจแข็ง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เท่านั้น ผมก็เริ่มเคยชินกับการกินแบบนี้”

หลังจากปรับการกินได้แล้ว สเต็ปต่อไปที่เบนตั้งใจไว้ก็คือการออกกำลังกาย แต่ด้วยน้ำหนัก 148 กก. จะเดิน จะลุก จะนั่ง มันก็ลำบาก แต่เขาเป็นคนที่ชอบให้กำลังใจตัวเอง จึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินที่สวนสาธารณะก่อน จากที่เดินไปได้ไม่ไกลก็ต้องหยุด จนค่อยๆ พัฒนาโดยการเดินไปครึ่งสนามแล้วพัก มาสู่การเดินได้ 1 รอบแล้วพัก เดินได้ 2 รอบแล้วพัก ปรับไปเรื่อยจนวันหนึ่งคนรอบตัวเริ่มทักว่า ไปทำอะไรมาถึงดูผอมลง

“พอมีคนทัก ผมก็รู้เลยว่ามาถูกทางแล้ว เราต้องลดน้ำหนักได้แน่นอน (แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าชั่งน้ำหนัก) ผมจึงทุ่มเททุกอย่างแบบเต็มร้อย มุ่งมั่นไปที่การออกกำลังกาย ดูแลการกิน เป็นกำลังใจให้กับตัวเองทุกวัน สักพักก็เริ่มเดินอย่างต่อเนื่องโดยไม่พักเลย ผ่านไป 6-7 เดือน ก็เริ่มวิ่งเหยาะๆ ได้ จากนั้นก็เริ่มเต้นแอโรบิกที่สวนสาธารณะทุกวัน จนเต้นเก่งมาก นำคนอื่นเขาเต้นได้เลย แล้วจึงเริ่มไปว่ายน้ำ กระทั่งเริ่มกล้าชั่งน้ำหนัก ตอนนั้นเหลือ 120 กก.ครับ”

เบน เผยว่า เขาใช้เวลา 8 ปีตั้งแต่เริ่มกระบวนการลดน้ำหนัก โดยไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป จนตอนนี้น้ำหนักตัวล่าสุดของเขาอยู่ที่ 70 กก. กับความสูง 174 ซม. ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ดูดี สมส่วน และน่าพอใจแล้ว

“สเต็ปต่อไป ผมคิดว่าควรจะเล่นฟิตเนสโดยเน้นเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งก็อาจจะใช้เวลาหน่อย สำหรับผมแล้วการที่จะรักษาระดับน้ำหนักของตัวเองให้คงที่แบบนี้เป็นเรื่องยาก หัวใจสำคัญคือต้องควบคุมการกินอาหาร ต้องรู้ว่าอาหารประเภทไหนที่ทำให้เผาผลาญง่าย

พอดีช่วงนี้ผมเปิดร้านอาหารสุขภาพด้วย ก็เลยควบคุมการกินได้ง่ายขึ้น เน้นกินผักเยอะๆ กินเต้าหู้ ลดแป้ง ส่วนเนื้อสัตว์ก็กินบ้าง ซึ่งผมลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่าระบบขับถ่ายและผิวพรรณของตัวเองดีขึ้นมาก ผิวไม่หยาบกร้านเหมือนแต่ก่อน และยังไม่มีกลิ่นตัวด้วยครับ” (หัวเราะ)

เบน ทิ้งท้ายว่า ใครที่อยากลดน้ำหนักได้ สิ่งแรกเลยต้องมีความมุ่งมั่น และให้ถามตัวเองว่าเราพร้อมแล้วหรือยัง จากนั้นให้ตั้งสติ และเดินหน้าต่อสู้กับความอ้วนให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลากี่ปีก็อย่าท้อเด็ดขาด เมื่อวันหนึ่งที่เราทำสำเร็จได้ เราจะรู้สึกภาคภูมิใจเป็นที่สุด

ไกรภพ แพ่งสภา น้ำหนักสวิงเพราะบุหรี่

หนุ่มนักบริหาร ไกรภพ แพ่งสภา เล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีเขาก็มีน้ำหนักตัวปกติคือ 65 กก. สูง 172 ซม. แต่เมื่อ 4-5 ปีก่อนนู้นเขายังสูบบุหรี่อยู่ นึกอยากจะเลิกอยู่นานแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้อยู่ดี

“วันหนึ่งผมได้ไปเห็นเพื่อนคนหนึ่งโพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า เขาสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้แล้วนะ ผมก็เลยถามเขาว่าทำไมถึงเลิกได้ เพื่อนก็บอกว่า เขามีลูก 2 คนแล้ว เลยไม่อยากแอบมาสูบบุหรี่นอกบ้านบ่อยๆ เขาก็เลยเลิกสูบหรี่แบบหักดิบไปเลยดีกว่า

ใจจริงผมก็อยากเลิกมานานแล้ว ภรรยาก็บอกให้เลิกด้วย แต่ทีนี้มันสูบจนติดเป็นนิสัยแล้วไง เลยเลิกยากสักหน่อย ผมก็เลยหักดิบแบบเพื่อนบ้าง เช้าวันหนึ่งผมจึงรวบรวมบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่และไฟแช็ก แล้วนำไปให้พี่เลี้ยงที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กเอาไปทิ้งให้

 

พอรู้ว่าผมกำลังจะเลิกบุหรี่ พี่เลี้ยงผมดีใจมาก กระโดดกอดผมเลย พี่เลี้ยงผมคนนี้บ้านเขาอยู่ศรีสะเกษ แล้วปลูกข้าวเหนียวซึ่งเป็นพันธุ์ที่อร่อยมาก เขาจะเอามานึ่งให้ผมกินเป็นประจำ เพราะผมชอบกินข้าวเหนียวกับส้มตำ ยิ่งพอเลิกสูบบุหรี่ไป ผมก็เลยหันมาโฟกัสกับการกินมากขึ้น เรียกว่าเอนจอยอีตติ้งมาก ทีนี้กินไปกินมาน้ำหนักตัวมันก็ขึ้นสิครับ”

ไกรภพ บอกว่า จากน้ำหนักจาก 65 กก. มันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ ที่เคยใส่กางเกงเอว 32 นิ้วได้ พอน้ำหนักขึ้นก็ต้องขยับมาเป็นเอว 33 และ 34 นิ้วตามลำดับ น้ำหนักก็ขึ้นเรื่อยๆ จาก 72 เป็น 75 กก. จนขึ้นสูงสุดที่ 85 กก.

“ผมว่าตอนนั้นผมอ้วนมาก และจะมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวตลอดเวลา เดี๋ยวปวดหลัง ปวดขา พอไปตรวจโรคประจำปี เป็นครั้งแรกที่คุณหมอบอกว่า คอเลสเตอรอลเกิน น้ำตาลเกิน หมอก็เลยแนะนำให้กินยาลดคอเลสเตอรอล แต่ผมเป็นคนไม่ชอบกินยา หมอเลยบอกว่างั้นผมก็ต้องทำอะไรบ้างอย่างแทน”

 

ไกรภพจึงเริ่มปฏิวัติตัวเองจากการกินเป็นอันดับแรก จากที่เคยกินข้าวเหนียว (กระติบใหญ่) กับส้มตำ ก็เริ่มลดการกินข้าวเหนียวให้น้อยลง กินผักให้เยอะๆ เสริมด้วยการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำเพิ่มเข้าไปด้วย

“จากวิธีนี้ทำให้ผมลดน้ำหนักได้เดือนละ 5 กก. ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน จนกระทั่งน้ำหนักเหลือ 65 กก. แต่ผมก็ยังควบคุมการกินต่อเนื่องเรื่อยมาควบคู่กับการว่ายน้ำ ล่าสุดน้ำหนักผมอยู่ที่ 62-63 กก. กางเกงก็ลดไซส์ลงมาจากเอว 34 นิ้ว ตอนนี้เหลือเอว 29-30 นิ้วเองครับ” (หัวเราะ)

ไกรภพ เสริมว่า ตอนนี้ผมกินข้าวสวยนิดเดียว และกินขนมปังโฮลวีตที่มีไฟเบอร์สูงเยอะขึ้น และแทนที่จะกินข้าวเหนียว 1 กระติบใหญ่เหมือนเดิม ก็เปลี่ยนมาเป็นกินแค่นิดเดียวพอให้ได้รสชาติ โดยเน้นการกินผักผลไม้เยอะขึ้น

 

“ข้อแนะนำสำหรับคนที่กำลังคิดจะลดน้ำหนัก ผมว่าถ้าเป็นคนที่สูบบุหรี่ควรเลิกสูบบุหรี่ก่อนเลย แล้วชีวิตจะดีขึ้นมาก เพราะช่วงที่สูบบุหรี่ ผมจะมีอาการไอ เจ็บคอ เจ็บหน้าอกอยู่เรื่อยๆ แต่พอเลิกสูบแล้วชีวิตดีขึ้นเยอะเลยครับ

อีกอย่างควรหันมาใส่ใจในเรื่องการกินให้มากขึ้น ใส่ใจในที่นี้หมายถึง กินให้พอดีๆ อย่ากินให้มากเกินจำเป็น กินให้อร่อยได้ แต่อย่ากินเกินความต้องการของร่างกาย ให้มีสติในการกิน กินแค่ที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายร่วมด้วย เท่านี้สุขภาพร่างกายของเราก็น่าจะดีขึ้นแล้วล่ะ”

ลิขิต บุตรพรม เคยหนักเกิน 100 กก.!

หนุ่มหล่อ ตัวสูง กล้ามใหญ่ ที่แจ้งเกิดชั่วข้ามคืนจากบทร้ายในละครเย็นและละครหลังข่าวทางช่อง 7 สี นาทีนี้คงไม่มีใครเกินบิ๊กเอ็ม-ลิขิต บุตรพรม ไปได้ ด้วยหน้าตาและหุ่นที่เป๊ะเวอร์ บวกกับฝีมือการแสดงที่น่าชื่นชม ทำให้เขากลายเป็นดาราหนุ่มสุดฮอตที่คิวแทบไม่ว่าง

แต่ในอดีตมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าบิ๊กเอ็มเคยอ้วนเกิน 100 กก.มาก่อน แต่เขาก็สามารถลดน้ำหนักลงได้แบบครึ่งต่อครึ่ง ก่อนที่จะเดินตามความฝันสู่การประกวดนายแบบของเสื้อผ้าแอร์โรว์จนได้ตำแหน่งชนะเลิศ และได้แสดงภาพยนตร์ “แหยมยโสธร 3” กระทั่งก้าวเข้าสู่แวดวงละครหลังข่าวอย่างทุกวันนี้

เอาเป็นว่า เราลองไปดูวิธีที่บิ๊กเอ็มใช้ลดน้ำหนักกันก่อนดีกว่า เผื่อว่าคนที่น้ำหนักโอเวอร์เวตอีกหลายคนจะได้มีแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักให้หล่อขึ้นสวยขึ้นกันบ้าง

บิ๊กเอ็มเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องการลดน้ำหนักของเขาไว้ว่า… เป็นคนอ้วนง่ายและผอมง่าย “อย่างเมื่อ 10 ปีก่อนผมเคยมีน้ำหนัก 120 กก. แต่ผมจะมีวิธีลดความอ้วนที่ซาดิสม์นิดนึงครับ คือ อดข้าว อดน้ำ กินข้าวแค่วันละมื้อ มื้อละแค่ 1 ทัพพีเท่านั้น และจะกินกับข้าวประเภทผัดผักหรือปลา จะไม่กินกับข้าวที่มันๆ”

 

บิ๊กเอ็ม บอกว่า เขาออกกำลังกายตั้งแต่สามทุ่มถึงเที่ยงคืนทุกวัน เพราะเขามีความคิดแปลกๆ ว่าต้องออกกำลังกายหลังกินข้าวเย็น ซึ่งปกติคนทั่วไปมักจะออกกำลังกายช่วงก่อนอาหารมื้อเย็น แล้วเข้านอนกันทั้งนั้น

“ตอนนั้นผมออกกำลังกายช่วงดึกๆ จนบางครั้งคุณแม่แอบมาส่องดูว่าผมทำอะไร ไม่หลับไม่นอน ผมพยายามลดน้ำหนักช่วงปิดเทอม 3 เดือน โดยสามารถลดน้ำหนักลงได้ 45 กก. จนผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกพบ คิดว่าติดยา เพื่อนก็จำไม่ได้ ช่วงนั้นโทรมด้วย น้ำหนักลงเร็วมาก ตัวเหลืองๆ ผอมๆ จากนั้นผมก็เริ่มบำรุงตัวเองให้ร่างกายปรับตัวตามปกติครับ”

หนุ่มฮอต เสริมว่า ถ้าเป็นช่วงที่ไม่ได้ถ่ายละครเขาก็จะเข้าฟิตเนสเพื่อฟิตกล้ามให้รูปร่างออกมาดี วันเสาร์ถ้าว่างก็จะไปเตะบอลกับเพื่อน ถ้าช่วงไหนมีงาน 7 วัน ก็จะเน้นไปที่การควบคุมอาหารมากกว่า “สมมติว่าปกติเคยกินข้าวจานหนึ่งก็จะกินครึ่งจาน พยายามกินแป้งให้น้อย เพราะว่าเราไม่มีเวลาที่จะไปออกกำลังกายเผาผลาญไขมัน ดังนั้นเราต้องดูแลเรื่องการกินและการออกกำลังกายให้มันบาลานซ์กัน”

 

ข่าวอื่นๆ