ในชีวิตตามแบบฉบับนักธุรกิจ

  • วันที่ 09 พ.ค. 2558 เวลา 11:52 น.

ในชีวิตตามแบบฉบับนักธุรกิจ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

นิสัยสุดเจ๋ง ที่นักธุรกิจอายุน้อยมีเหมือนกัน จนประสบความสำเร็จที่รวบรวมโดย Cr : teen.mthai.co จาก https://www.facebook.com/wirodePAG : เพจรวมบทความที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต,การทำธุรกิจ และไอเดียดีๆ สาระน่ารู้เกี่ยวกับการออกแบบ มีดังนี้

1. ทำ ‘เร็ว’

ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าตัดสินใจทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สร้าง Facebook ช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร

2. สร้าง ‘ทีม’ ให้แกร่ง

ไม่ว่าคุณอยากจะสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่งขนาดไหน แต่จะทำให้สำเร็จได้เพียงลำพังนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก สิ่งสำคัญที่จะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนเราก็คือ “ทีม” ตอนที่ สตีฟ จอบส์ ก่อตั้ง Appleเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขาช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขาเพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ!จนวันที่สตีฟ จอบส์ ไม่อยู่ ทีมงานที่อยู่ทุกคนก็สามารถพา Apple ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เขาวางไว้ได้

3. ไม่หยุดอยู่กับที่

ให้ความสำเร็จ ‘สร้าง’

ความสำเร็จไปเรื่อยๆ

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น

4. พวกเขาเป็นนักคิดอิสระ

แจ็ค หม่า นักธุรกิจหมื่นล้านคนจีนผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ อาลีบาบา Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น และไม่กลัวที่จะยืนอยู่คนเดียว นับเป็นลักษณะนิสัยที่พบบ่อยของคนที่จะประสบความสำเร็จ

5. ฝันให้ ‘ใหญ่’ ไว้ก่อน!

คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง

6. ทำสิ่งที่พวกเขาปรารถนา

คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอนสตีฟ จอบส์ พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา จอห์น สคัลลี่ ที่มีการงานมั่นคงใน เป๊ปซี่ ออกมาร่วมงานกับเขาในแอปเปิล นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว!

7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก

เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ มาร์กเป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้ ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของผู้นำ

8. พวกเขารักการเรียนรู้

การที่คุณ “รวย” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสัมมนาบ่อยๆ  เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่าไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด

9. พวกเขารักการเรียนการสอน

วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย

10. ไม่กลัวที่จะ ‘ล้มเหลว’

ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว บิล เกตส์ เคยบอกไว้ว่า“มันเป็นเรื่องดีที่คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”

เกษียณ วิธีคิดของผู้บริหารญี่ปุ่น

คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน? ความสามารถ? สติปัญญา? รูปร่าง หน้าตา? คนญี่ปุ่นมองว่า คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันที่ “วิธีคิด” ค่ะ ลองมาดู 4 วิธีคิดของผู้บริหาร นักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จกันนะค่ะว่าคนกลุ่มนี้มีวิธีใช้เงินที่แตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร

1. อิสรภาพจากสายตาคนสู่อิสรภาพในการใช้เงิน

กิโมโนที่มีราคาแพงจริงๆ ด้านนอกจะดูเรียบธรรมดา แต่ด้านในทอเป็นลวดลายดอกไม้หรือลายมังกรละเอียดสวยงาม ทว่าคนภายนอกไม่สามารถทราบความงามเหล่านั้น มีแค่ผู้สวมใส่ที่รับรู้ถึงคุณค่าและความนุ่มสบายของชุดกิโมโนชุดนั้น

คนญี่ปุ่นมองว่า เราไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ผู้อื่นรู้ถึงฐานะคนรวยไม่จำเป็นต้องใส่สร้อยทองเส้นใหญ่ๆ หรือเพชรเม็ดโตเพื่อแสดงว่าฉันเป็นใคร เราเป็นคนธรรมดา คนอื่นจะได้ปฏิบัติกับเราแบบธรรมดา และเราจะได้รู้จักคนคนนั้นอย่างแท้จริง

จงอย่าใช้เงินเพื่อภาพลักษณ์ตัวเอง แต่จงใช้เงินเพื่อผู้อื่นมันจะไม่มีที่สิ้นสุดหากเรามัวแต่มองว่า ฉันต้องถือกระเป๋ายี่ห้อนี้ ขับรถรุ่นนี้ ทานอาหารที่ร้านนี้ เพราะต้องการแสดงว่าฉันเป็นคนมีระดับ

ผู้บริหารญี่ปุ่นพาลูกน้องไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรูไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกน้องเห็นว่าตัวเองมีสตางค์ แต่เพราะต้องการแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างลึกซึ้งที่ลูกน้องร่วมเหนื่อยยากกันมา

เจ้าของธุรกิจสวมเสื้อผ้าแบรนด์ดัง เพราะรูปแบบแพทเทิร์นดีเนื้อผ้าดี ไม่ได้ใส่เพราะอยากให้คนเห็นโลโก้ของแบรนด์นั้นแล้วรู้ว่าตนมีปัญญาซื้อ

การใช้เงินไปกับสิ่งที่ตนเองรัก หรือเพื่อคนที่ตนเองรักจะทำให้เรามีอิสระและมีความสุขในการใช้เงินมากกว่าการใช้เงินเพื่อรักษาหน้าตาและภาพลักษณ์ของตนเองเพียงอย่างเดียว

2. การใช้เงินคือการลงทุน

จงถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะใช้เงินต่อจากนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตหรือเปล่า

คนเรามักจะเผลอใช้เงินกับของมูลค่าเล็กน้อยไปอย่างง่ายดาย เช่น ค่าแท็กซี่ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเครื่องเขียน แต่หากรวมกันแล้ว เงินจำนวนนั้นก็ไม่ใช่จำนวนน้อยเลย

จงถามตัวเองทุกครั้งก่อนจะซื้อของว่า ของที่ตัวเองจะซื้อนั้นมีประโยชน์จริงหรือเปล่า และเราจะได้อะไรกลับมาในอนาคตไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เช่น การที่เราตัดสินใจเสียเงิน200 บาทขึ้นรถแท็กซี่แทนที่จะเสีย 13 บาทขึ้นรถประจำทางนั้นมปี ระโยชนต์อ่ตนเองจรงิหรอื เปลา่ หากนัง่แทก็ ซีแ่ ลว้ ตนเองมีเวลาทำจิตใจให้สงบและซักซ้อมบทสนทนาก่อนไปพบลูกค้าโอกาสที่ลูกค้าจะเซ็นสัญญากับบริษัทก็สูงขึ้น เงิน 200 บาทนั้นก็ถือเป็น “การลงทุน” ที่คุ้มค่า

3. ยิ่งใช้เงิน ยิ่งได้เงิน

คนธรรมดาจะมุ่งแต่จะเก็บเงินที่หามาให้ได้มากที่สุดหามาเท่าไรก็จะพยายามเก็บออมอย่างเดียว แต่คนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอย่างเดียว แต่รู้จักใช้เงิน(อย่างฉลาด) ด้วย พวกเขาจะมองว่า ตนควรจะ “ลงทุน” ไปกับอะไรดี จึงจะเกิดผลที่คุ้มค่าที่สุด

หนึ่งในการลงทุนที่คนญี่ปุ่นเห็นว่าคุ้มค่ามากนั้นคือ “การลงทุนกับตัวเอง”

จงใช้เงินเพื่อสร้างทักษะความรู้เพื่อตนเอง เช่น ไปลงคอร์สอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และนำกลับมาใช้กับองค์กรหรือเรียนคอร์สปรับบุคลิกภาพและวิธีการแต่งกาย เพื่อได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากลูกค้า

จงใช้เงินเพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงไปทานข้าวกัน คุยกัน สนิทกัน อาจมีโอกาสที่เพื่อนๆ เหล่านี้แนะนำงานต่อให้เรา

เงิน หากใช้ (ลงทุน) อย่างถูกวิธี ก็จะวกกลับมาหาผู้ใช้คนนั้นอีก

4. คาถาเรียกเงินแบบญี่ปุ่น

ยิ่งก้าวไปในตำแหน่งสูงมาก มีฐานะมาก มีโอกาสที่จะได้รับคำชื่นชม สรรเสริญจากคนรอบๆ ตัวมาก ใครๆ ก็เรียกท่านคะ ท่านครับ มีแต่คนคอยดูแลเอาใจ พอเคยตัวมากๆ ก็จะเกิดเมฆหมอกบังตาว่า “ข้าเก่ง ข้าเจ๋งที่สุด” สุดท้าย อาจประมาทและตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปก็ได้

เพราะฉะนั้น บริษัทญี่ปุ่นหลายๆ แห่งมีนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงไปเก็บขยะหรือขัดห้องน้ำร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการฝึกผู้บริหารไม่ให้ลืมตน ไม่ให้ลืมความยากลำบากของพนักงานที่อยู่ระดับล่าง และมองว่าตนเองก็เป็นพนักงานที่ต้องทำงานเพื่อองค์กรเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนมี คือ “การรู้จักขอบคุณผู้อื่น” การไม่ลืมบุญคุณผู้อื่น การสังเกตและแสดงความรู้สึกซาบซึ้งสิ่งที่ผู้อื่นทำ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก

จงอย่าลืม “คำขอบคุณ” อย่าลืมว่าความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดจากความสามารถของเราเพียงแค่คนเดียว หันไปมองคนรอบๆพยายามนึกว่าใครช่วยให้เราประสบความสำเร็จในแต่ละชิ้นงานและกล่าวชื่นชมขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ

การแสดงความรู้สึกขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การ์ดขอบคุณ หรือสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ผู้ที่เราทำงานด้วยรู้สึกดีใจ และภูมิใจในตัวพวกเขาเอง พวกเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือและทำงานเพื่อองค์กรต่อไป

ข่าวอื่นๆ