ราชันเรือสำราญยิ่งใหญ่แห่งเจ้าพระยา

  • วันที่ 21 มี.ค. 2558 เวลา 11:57 น.

ราชันเรือสำราญยิ่งใหญ่แห่งเจ้าพระยา

โดย...วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

ราชาผู้บุกเบิกธุรกิจเรือสำราญริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สร้างชื่อให้กับประเทศ และได้ร่วมต้อนรับบุคคลระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟกษัตริย์สวีเดน,มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกฯ หญิงของอังกฤษ, วลาดิมีร์ปูติน ผู้นำรัสเซีย, สตีเว่น ซีกัล ดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงยังได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลเมื่อตอนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอีกด้วย

พิชิต กุลเกียรติเดช ประธานบริษัท แกรนด์เพิร์ล ที่เพิ่งฉลองวันเกิดวัย 60 ปีไปหมาดๆ จะฝ่าฟันชีวิตอันแสนทรหดทั้งถูกหลอกลวงสารพัด ถูกพ่อตัวเองตัดขาด กว่าจะกลายมาเป็นเจ้าของเรือสำราญถึง 4 ลำในปัจจุบัน และลำล่าสุดวันเดอร์ฟูล เพิร์ล เรือหรูหราล้ำยุคสัญชาติไทยแท้ และใหญ่ที่สุดบนผืนน้ำแห่งนี้

พิชิต เล่าว่า ครอบครัวเขาเป็นคนจีน พ่อตั้งชื่อให้ว่า เหว่ย ฉู่ว เจียง ซึ่งในภาษาจีนกลาง เจียงคือแม่น้ำ พอราวๆ7 ขวบ ปี 2505 ด้วยความที่ละแวกบ้านนั้นเต็มไปด้วยนักเลงอันธพาลและเขามักจะถูกหาเรื่องอยู่เป็นประจำ ครั้งหนึ่งพวกเด็กนักเลงมาล้อมหน้าบ้านตะโกนด่าพ่อ ด้วยความที่เป็นคนรักพ่อก็ออกไปต่อยตีจนฟันร่วง สุดท้ายถูกพ่อทำโทษ จะไปเล่าอธิบายพ่อก็ฟังภาษาไทยไม่ได้ ตัวเขาเองฟังภาษาจีนได้แต่ก็พูดไม่เป็น จนพ่อคิดว่าเขาเกเร สุดท้ายก็ถูกหลอกให้ไปอยู่โรงเรียนประจำที่ต่างจังหวัด เป็นโรงเรียนจีนคอมมิวนิสต์ ซึ่งกันดารชนิดที่เป็นป่า

จนเรียนจบ ป.7 พิชิตก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ได้สักพัก จึงเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ขณะนั้นเต็มไปด้วยภัยสังคมและเหล่าอันธพาล เวลาไปเรียนก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัด ตอนนั้นเขาอายุ 16-17 กลัวตายก็ไม่กล้าไปเรียน พอไม่ได้ไปเรียนครูก็มาตามที่บ้าน พ่อก็โกรธหาว่าเขาหนีเรียนจึงตีอีก พอโดนตีเข้าเขาก็หนีออกจากบ้าน เมื่อหนีไปแล้วแม่ก็ตามกลับมาวนอยู่อย่างนี้

 

“เราไม่มีทางสู้พ่อได้เลย ได้แต่ใช้วิธีอหิงสาอดข้าวอดน้ำบ้าง ให้เขารู้ว่าเราไม่พอใจ ตอนนั้นผมเลยถามพ่อว่าไอ้ภาษาจีนที่ให้เรียนมันเรียนแล้วไม่ได้ใช้จะเรียนไปทำไม พ่อบอกว่า มึงไม่รู้หรอกว่าโตไปต้องใช้ภาษาจีน สักวันจีนจะเป็นมหาอำนาจ”

ช่วงนั้น พ่อแม่เขาจึงส่งให้ไปเรียนที่ไต้หวัน เนื่องจากหากให้อยู่ต่อไป ก็อาจเข้ากลุ่มกลายเป็นพวกอันธพาลไปด้วยเมื่อได้มาเรียนที่ไต้หวันครั้งนี้ชีวิตของพิชิตเหมือนจะดีขึ้นแต่ก็เกิดจุดเปลี่ยนชีวิตขึ้น เมื่อได้พบรักกับหญิงคนหนึ่งจนตั้งครรภ์ด้วยกัน ตอนนั้นเขาตัดสินใจทิ้งการเรียนและพาภรรยากลับมาฟันฝ่าเผชิญหน้ากับครอบครัวที่เมืองไทย

“การที่เรามีลูกมันทำให้เราเปลี่ยนจากคนไม่เอาถ่านอยู่สนุกไปวันๆ ได้กลับมาคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวมั่นคง มีอยู่มีกิน ตอนนั้นที่บ้านทำธุรกิจข้าวสารเรากลับมาก็ขอช่วย บอกว่าจะยอมทำ 3 ปี ไม่เอาเงิน เพราะรู้ว่าเราใช้ไปเยอะตอนอยู่ไต้หวัน แต่ดันพูดไม่คิดว่าแล้วเราจะอยู่ยังไง ไหนจะลูกเมียอีก แล้วสุดท้ายเขาก็ไม่ให้จริงๆ”

ภรรยาคอยบอกเขาอยู่เสมอว่า หากทำความดีไปเท่าใดก็ไม่ปรากฏ ออกไปสู้ชีวิตกันข้างนอกดีกว่า พิชิตทำงานจนครบ 3 ปีตามที่ได้พูดไว้ แม้จะทำงานหนักมากมาย นอกจากไม่มีโอกาสตั้งตัวแล้ว ยังโดนดูถูกเหยียดหยามสารพัด เขาและภรรยาจึงตัดสินใจผละจากพี่ชาย ออกมาหางานข้างนอก ซึ่งภรรยาได้แนะนำเขาให้ไปทำบริษัททัวร์ที่เป็นเพื่อนของพ่อเธอ ปรากฏว่าบริษัททัวร์แห่งนั้นไม่รับเขาแต่รับภรรยา เมื่อผ่านไป 1 เดือน ภรรยาพิชิตกลายเป็นดาวบริษัททัวร์ ได้ลูกค้ามากมายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งนั่นเป็นจุดพลิกผันให้เขาได้เติบใหญ่จนถึงปัจจุบัน

แต่อีกด้านในช่วงนั้น กลับกลายเป็นว่า ภรรยาได้เดินจากไปพร้อมเงินและลูก ทิ้งเขารักษาแผลใจคนเดียวอยู่นานเกือบปี

ภายหลังเขาได้คิดใหม่อีกครั้งว่าตัวเองยังหนุ่มเพิ่งเข้าวัยเบญจเพส จะมัวเสียใจไปทำไม จึงได้เดินหน้าหางานใหม่ ซึ่งจะเป็นอะไรก็ตามเงินน้อยแค่ไหนไม่สนขอให้อยู่ได้ก็พอ ประจวบเหมาะกับช่วงที่มีบริษัททัวร์เปิดใหม่ คราวนี้ภาษาจีนที่เรียนมาก็ได้ใช้จริงกับการเป็นไกด์ในที่สุด

 

“ด้วยความที่ผมเป็นคนไทยเข้าใจในวัฒนธรรมดี เวลาพานักท่องเที่ยวเข้าวัด ไกด์คนอื่นก็จะแค่อธิบายสถานที่ส่วนผมอธิบายถึงพระพุทธศาสนาลึกซึ้งปรากฏว่านักท่องเที่ยวสนใจและอยากให้พาไปเช่าพระเครื่องบ้าง ผมไม่รู้จะพาไปไหนเลยไปที่เยาวราช ซึ่งไปถึงเขาก็เหมากันเกลี้ยง เป็นอย่างนี้อยู่ 3 เดือนจนผมคิดว่าทำไมเราถึงไม่ขายเองซะเลย”

เมื่อพิชิตมองเห็นช่องทางใหม่ จึงได้เริ่มต้นทำพระเครื่องพร้อมทั้งชักชวนญาติมาช่วยทำ ซึ่งที่เขาขายนั้นคือของจริงเป็นทองคำและปลุกเสกเรียบร้อย ความสำเร็จในครั้งนี้สร้างรายได้ให้เขามากมายหลายสิบล้านตลอดเวลา 12 ปีจนกระทั่งไปสะดุดตามาเฟียในวงการทัวร์เข้า ที่มองว่าเหตุใดไกด์อายุน้อยเช่นนี้แต่กลับรวยกว่าไกด์คนอื่นๆ ท้ายที่สุดจึงถูกตัดช่องทางแย่งไปทำจนหมด

“ผมรู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งข้างหน้าคงต้องเลิก งานพวกนี้มันเลียนแบบกันง่ายตอนเลิกทำผมก็แบ่งต้นทุนที่มีอยู่ก็คือพระ ให้ลูกน้องสามารถไปเลี้ยงตัวเองต่อได้ไม่ลำบาก หลังจากนั้นผมก็ว่างไป 2 ปี คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี”

แล้วพิชิตก็ได้เจอกับเจ้าของไนต์คลับแห่งหนึ่งที่เข้ามาทำความรู้จักก่อนที่จะขอยืมเงิน ปรากฏว่านอกจากจะไม่คืนแล้วยังหลอกเขาสารพัด ทั้งให้ร่วมหุ้นในไนต์คลับที่หนี้สินเพียบ หรือการหลอกว่าจะคืนเงินด้วยเรือสำราญที่ใช้การไม่ได้ลำหนึ่ง แต่บางสิ่งได้ดลใจให้เขาลุยเดินหน้ากับเรือลำนี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจเรือสำราญ

 

“เจ้าของไนต์คลับพาผมไปดูเรือลำหนึ่งที่ซื้อไว้ราคา 4 ล้าน แต่บอกว่าจ่ายไปแล้ว 2 ล้าน หากผมจ่ายอีก 2 ล้านจะยกเรือให้ไปเลย แล้วผมมารู้จากเจ้าของเรือทีหลังว่าเขายังไม่ได้ซื้อแม้แต่บาทเดียว สรุปผมสูญเงินกับคนนี้ไปประมาณ 6 ล้านบาทโดยที่ยังไม่ได้อะไร แต่สุดท้ายผมก็ควักเงินเพิ่มซื้อเรือลำนี้อยู่ดี เพราะตั้งใจว่าตกแต่งมาใช้ส่วนตัว”

เรือของพิชิตนั้นไม่เป็นอย่างที่คาด ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดใช้การไม่ได้และเครื่องยนต์เสียหาย เขาจึงนำไปให้อู่ที่เป็นคนจีนด้วยกันซ่อม กลับกลายเป็นว่าหลอกดึงเรือเขาไว้เฉยๆ แต่ส่งบิลมาเก็บเงินกับเขาถึง 16 เดือน คราวนี้ทั้งทรัพย์สินและรถรวมแล้วกว่า 20 ล้านบาทของพิชิตนั้นหายไปกับอากาศอีกครั้ง จนวันหนึ่งหัวหน้าช่างของอู่ดังกล่าวเข้ามาบอกเขาในวันที่เกือบถอดใจว่าจะช่วยเอาเรือออกมาจากอู่แล้วซ่อมให้เอง แม้สุดท้ายจะนำเรือออกมาได้แต่ก็ไม่วายหนีเสือปะจระเข้ โดนหลอกซ้ำอีกครั้ง

ผ่านไป 3 ปีกับเงินกว่า 30 ล้านบาทที่ไม่สามารถทำให้เรือสำเร็จได้ พิชิตในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ที่ต้องคอยหลบหน้าเจ้าหนี้อุตลุดมองไม่เห็นทางออกของปัญหา ได้มีโอกาสไปประเทศลาวจากคำชวนของเพื่อน ซึ่งขากลับเพื่อนได้พาไปไหว้หลวงปู่มั่นที่ จ.สกลนคร บอกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์มาก พิชิตอธิษฐานถึงที่ผ่านมาว่าตนทำดีช่วยเหลือผู้คนมากมาย เหตุใดจึงไม่ประสบความสำเร็จซ้ำยังมีแต่คนหลอก ทำดีไม่ได้ดี หากหลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้ตนกลับมายืนได้ หากแก้ปัญหาทั้งหลายสามารถปลดหนี้ได้เมื่อไหร่ ตนจะกลับมาบวชแก้บน

หลังจากนั้นพิชิตเหมือนกับเริ่มเห็นทางออก ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับปัญหา เจรจาเหล่าเจ้าหนี้ขอเวลาหาเงินมาให้จนทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย แม้จะต้องทะเลาะกับพ่อที่คอยบอกให้เขาเลิกทำจนถึงขั้นต้องตัดขาดกัน เขายังคงสู้สุดตัวจนได้ทำเรือสำราญร่วมกับโรงแรมริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อผู้บริหารโรงแรมคนใหม่ก้าวเข้ามาทำเอง พิชิตจึงตัดสินใจออกมาทำเรือสำราญของตัวเองจนประสบความสำเร็จได้ภายใน 1 ปี ครองตลาดได้เกินครึ่ง

นับจากวันนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี กับเรือสำราญ 4 ลำ ที่พิชิตภาคภูมิใจว่าหากไม่มีเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้ ประเทศไทยคงไม่มีใครกล้าลงทุนสร้างเรือให้บริการแบบนี้ จากการฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ซึ่งพิชิตบอกว่าอุปสรรคทั้งหลายต้องแก้ไขด้วยการผสมผสานคุณธรรมความมีเมตตาการรู้จักให้ และต้องสร้างความมั่นใจในตนเอง

 

“ที่ผ่านมา 10 กว่าปีเราจะมีตลาดหลักเป็นชาวยุโรปและญี่ปุ่น แต่สำหรับชาวอินเดียและจีนเราไม่เคยลงไปทำตลาดในกลุ่มนี้ คนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยส่วนใหญ่จะมาผ่านบริษัททัวร์ซึ่งเป็นคนจีนเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ทำธุรกิจกันแบบชนิดที่ว่าไม่มีคุณธรรม มัคคุเทศก์ต้องจ่ายเงินบริษัททัวร์เพื่อพาแขกไปเที่ยว เมื่อมีโอกาสจึงต้องฟันแขกทุกที่ไม่อย่างนั้นก็ขาดทุน อย่างเปิดกระเป๋าขโมยของบนรถทัวร์ก็เคยมีให้ได้ยินกัน”

สถานการณ์ธุรกิจในขณะนี้ แม้ว่านักท่องเที่ยวโซนยุโรปและรัสเซียจะซบเซาลงไปพอสมควร แต่ด้วยตัวเลขลูกค้าคืนละ 400-500 คนเฉพาะล่องเรือดินเนอร์ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของลำล่าสุด ก็นับว่าเข้าเป้าตามที่คาดหวัง ด้วยแนวคิดการสร้างเรือที่พิชิตต้องการให้มีพื้นที่เดินชมบรรยากาศ มีฟลอร์เต้นรำที่เด็กๆ สนุกสนานได้เต็มที่

“เราคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้โดยสารขึ้นมาแล้วไม่เหมือนลำอื่น ที่นั่งฟุบกินอยู่ตรงนั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นฝั่ง ไม่มีที่ให้เขาเดินเที่ยว อย่างของเรากินเสร็จแล้วจะไปเดินดาดฟ้า เดินระเบียงก็ได้ แม้จะมีผู้โดยสารถึง 500 คนก็ยังดูไม่แน่น เรื่องพวกนี้มันต้องออกแบบต้องลงทุน ไม่ใช่ทำแบบห่วยๆ และจะไปเอาจากเขาเยอะๆ ไม่คิดถึงใจลูกค้าว่าต้องการอะไร”

“ตลอดที่ผ่านมากว่า 50 ปี ผมไม่เคยคิดว่าผมเก่ง คิดว่าเป็นเพียงคนหนึ่งในล้านที่โชคดี จากคนที่โดนดูถูกเหยียดหยาม โดนก่นด่าจนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะสามารถเป็นอะไรได้ ถูกพ่อตัวเองตัดขาด ได้แรงบันดาลจากความสะเทือนใจ ประสบการณ์จากการลองผิดลองถูกจนตอนนี้เรือสำราญประสบความสำเร็จ

“วันนี้พ่อผมแกมาทุกวันเลยนะ คุยใหญ่เลยว่า ลูกชายอั๊วเนี่ยมังกรนะ” พิชิต เล่าด้วยความภูมิใจ

ข่าวอื่นๆ