หมอหล่อขอเล่าเรื่องร่างกาย

  • วันที่ 09 พ.ค. 2554 เวลา 07:52 น.

เขาเดินหล่อมาพร้อมรอยยิ้มพริ้มพราย ถ้าไม่บอกว่าเคยเป็นนักเรียนแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และเคยเป็นอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลศิริราช เราก็คงนึกว่าเขาคือเด็กปั้นหน้าใหม่ของผู้จัดละครดังแหงๆ (อะ...ไม่เสียเวลาบรรยาย เชิญชมให้ชัดๆ สองลูกกะตาดีกว่า)

หมอหล่อรายนี้ชื่อ “หมอเอ้ว”

ใครคือหมอเอ้ว หมอเอ้วคือใคร

หมอเอ้วเป็นหมอด้านรังสีวิทยา แถมเชี่ยวชาญเรื่องมะเร็งเป็นไหนๆ ชื่อสกุล ตามบัตรประชาชน ชัชพล เกียรติขจรธาดา

ความหล่อชนะเลิศ แต่เป็นหมออยู่ดีๆ ไหงมาจับปากกาเขียนหนังสือได้ พูดไปใครเขาจะเชื่อ ชีวิตสวยหรูท่ามกลางเกียรติยศและเงินทองของหมอเอ้ว มีอันต้องพลิกผันเพราะสมองพุ่งพล่านต่างๆ นานา หลังค้นพบหนังสือวิทยาศาสตร์ (แนว Pop Science) ขณะอยู่สหรัฐอเมริกา นั่นจึงทำให้หมอหนุ่มไฟแรงปิ๊งไอเดียการไล่ล่าฝันอีกครั้งอย่างหาญกล้า

“มีโอกาสอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์เยอะครับ อ่านแล้วก็รู้สึกชอบนะ วิทยาศาสตร์ต้องสอนยังงี้และต้องเขียนยังงี้ ตอนนั้นตั้งใจว่ากลับเมืองไทยจะเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะมีพล็อตมีเนื้อหาในหัวเรียบร้อย”

“เรื่องเล่าจากร่างกาย” ปฐมบทแห่ง Pop Science สำเร็จเป็นรูปเล่มด้วยเงินทุน น้ำพักน้ำแรง และความไม่ประสีประสาของหมอเอ้ว แต่ทั้งหมดก็คุ้มค่ามหาศาลสำหรับมือใหม่หัดเขียนที่ไร้ประสบการณ์ แน่นอน...มันคือบททดสอบอันท้าทายที่เขาต้องเรียนรู้และแก้ไข

“บางคนก็ถามผมว่าทำไมหมอไม่เขียนเรื่องมะเร็งล่ะ เพราะยังไงๆ ก็ขายได้ชัวร์ๆ ไปคุยกับสำนักพิมพ์เขาก็บอกว่าหมอน่าจะเขียนเรื่องการดูแลสุขภาพ จริงครับ เรื่องเหล่านั้นน่าสนใจและมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากเขียน มะเร็งก็สำคัญ การดูแลสุขภาพก็สำคัญ แต่เรื่องวิทยาศาสตร์ ผมว่าเมืองไทยยังขาดนะ”

ความหนา 290 หน้า ราคาก็ไม่หนีห่างกันเท่าไหร่ 275 บาท ไม่ใช่เรื่องน่าขยาดหวาดเกรงแต่อย่างใด ลืมไปได้เลยถ้าคิดว่าวิทยาศาสตร์น่าเอือมระอา หรือให้บรรยากาศซีเรียสแบบวิชาการจ๋า เพราะสิ่งที่บรรจุในหนังสือเล่มนี้ หมอเอ้วจัดเต็มทั้งสาระทั้งอารมณ์หรรษา บางมุมน่ารักน่าหยิก บางตอนมีเสียวเล็กๆ

ในแง่ภาษา ผู้เขียนสื่อด้วยคำง่ายๆ ขยายความอย่างตรงไปตรงมา อาจจะไม่สวิงสวายมากนัก แต่เข้าถึงความหมายของศัพท์เฉพาะได้แม่นยำ อ่านเพลินๆ โดยไม่มีอะไรมากดดัน จะนั่งส้วม จะนั่งรอรถเมล์ จะนั่งรอแฟน ก็สามารถหยิบมาอ่านได้ตามใจสะดวก

“ยอมรับนะครับว่าผมมีปัญหาเรื่องการถ่ายทอด ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เขียนยังไงให้น่าอ่าน เพราะเรื่องเยอะไปหมด พอเยอะก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ถ้าคุยภาษาหมอ คำๆ เดียว หมอจะเข้าใจความหมายของคำๆ นั้นได้ แต่พอมาเขียนให้คนทั่วไปอ่าน ผมต้องแตกย่อยออกไปอีก เพื่อจะอธิบายคำๆ นั้น ซึ่งการถ่ายทอดก็ต้องต่างจากตอนที่ผมสอนนักเรียนแพทย์ วิธีการของผมคือสร้างพล็อตก่อน แล้วนำพล็อตมาเชื่อมโยงกัน เหมือนกับทำหนัง ผมยกตัวอย่าง The Godfather ภาคแรกจะปูภาพกว้างๆ และลงรายละเอียดลึกกินใจในภาคต่อๆ มา หนังสือเล่มนี้ของผมก็คล้ายๆ กัน เลยดูหนานิดหนึ่ง เล่ม 2 เล่ม 3 ตามที่แพลนไว้คงไม่หนามากหรอกครับ ส่วนภาษาผมก็พยายามจะเล่าให้คนอ่านฟัง โดยอาศัยประสบการณ์จากงานสอนหนังสือมาประยุกต์เอา เมื่อถนัดจะพูดมากกว่าเขียน เวลาเขียนก็ต้องเขียนแบบพูดนี่แหละ เพราะผมไม่อยากให้คนอ่านรู้สึกว่ากำลังอ่านงานวิจัยที่มักจะให้ข้อเท็จจริง แต่ผมจะเป็นการให้เหตุผล ทำไมเป็นยังงี้ ทำไมคิดยังงั้น แต่ละเรื่องมันก็เลยเชื่อมโยงกันด้วยเหตุและผล”

ทำไมเราเดินสองขา ทำไมผู้หญิงมีนมและสะโพก ทำไมผู้ชายชอบสาวๆ ที่มีส่วนโค้งส่วนเว้า ทำไมคนถึงมีชู้ ทำไมอัณฑะผู้ชายจึงใหญ่กว่าอัณฑะกอริลลา มีเซ็กซ์มันดียังไง ทำไมคนหล่อถึงหล่อ ทำไม่คนสวยถึงสวย ฯลฯ เป็นเพียงบางเสี้ยวที่หมอสุดหล่อรวบรวมไว้ ใครอยากรู้ว่าทำไมๆๆๆ คำตอบมีเฉลยในหนังสือ Pop Science ขายดี (กำลังจะพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 4 แล้วอ่ะ) เล่มนี้ n

(หมายเหตุ ผู้อ่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับหมอเอ้วได้ที่ www.facebook.com/ChachatpolBook)

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ