ไลฟ์สไตล์ครอบครัวสมัยใหม่ กับเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องภาวะมีบุตรยาก

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 09:46 น.
ไลฟ์สไตล์ครอบครัวสมัยใหม่ กับเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องภาวะมีบุตรยาก
เมื่อไลฟ์สไตล์พ่อแม่รุ่นใหม่ "เครียดสะสม-แต่งงานช้า" ก่อปัญหามีบุตรยาก แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยให้การเจริญพันธุ์และวิทยาการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสมีบุตร แพทย์เผยแต่ละวิธีเหมาะกับแต่ละปัญหาของคู่สมรสต่างกันไป

แนวคิดของการมีลูกและวางแผนครอบครัวเปลี่ยนไปตามยุคสมัย “มีลูกเมื่อพร้อม” ถูกนำมาพูดบ่อยครั้งในช่วงนี้ ซึ่งความพร้อมในความหมายของคู่แต่งงานหลายคู่ คือความมั่นคงในหน้าที่การงาน สถานะทางสังคม และเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ด้วยไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่รุ่นใหม่ที่อาจเกิดความเครียดสะสม บวกกับการแต่งงานช้า จึงทำให้คู่แต่งงานส่วนใหญ่พบปัญหามีบุตรยาก แต่ข้อได้เปรียบในปัจจุบัน คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และวิทยาการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีโอกาสในการมีบุตรมากขึ้น ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่หลากหลาย โดยแต่ละวิธีก็จะเหมาะสมกับแต่ละปัญหาของคู่สมรส

พญ.เทพจงจิต อาวเจนพงษ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลเจตนิน โรงพยาบาลรักษาภาวะมีบุตรยาก กล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยในการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากในปัจจุบัน คือ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ซึ่งเป็นการนำไข่และเชื้ออสุจิมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในห้องปฏิบัติการ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้มีจุดแตกต่างกันคือ วิธีการที่ตัวอสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ อธิบายให้เห็นภาพ คือ การทำ IVF จะนำไข่จากฝ่ายหญิง และอสุจิจากฝ่ายชายมาผสมกัน ให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกโดยปล่อยให้ไข่ที่สมบูรณ์และตัวอสุจิที่แข็งแรงที่สุดผสมกันเองตามธรรมชาติ จากนั้นจึงนำไข่ที่ผสมเป็นตัวอ่อนนำกลับไปฝังในโพรงมดลูกเพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป

ขณะที่การทำ ICSI เป็นการคัดเอาตัวอสุจิที่มีความสมบูรณ์เพียงตัวเดียวด้วยกล้องจุลทรรศน์ ฉีดเข้าไปผสมกับไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จากนั้นนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เมื่อตัวอ่อนพัฒนาไปอยู่ในระยะที่เหมาะสม หรือระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ก็จะนำเข้าไปใส่ในโพรงมดลูกต่อไป ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วจะพบว่าการทำ ICSI มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

“วิธี ICSI เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติของท่อนำไข่ที่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง มีภาวะตกไข่ผิดปกติ มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และฝ่ายชายที่เชื้ออสุจิมีจำนวนน้อยหรือคุณภาพไม่ดี รวมถึงภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะทำการกระตุ้นการตกไข่ของผู้หญิงประมาณ 10-12 วัน หลังจากนั้นจะทำการเก็บไข่ออกมาปฏิสนธิกับอสุจิที่ผ่านการคัดแยกมาจนได้เป็นตัวอ่อน นำไปเพาะเลี้ยงให้เติบโตภายในห้องปฏิบัติการที่ปลอดเชื้อ โดยการควบคุมอุณหภูมิแสงสว่าง ความชื้นและแรงดัน จนถึงระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมกับการฝังตัว” พญ.เทพจงจิต กล่าว

ในกรณีที่ฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิมาก อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใช้คือ “อิมซี่” (IMSI - Intracytoplasmic Morphologically Selected Sperm Injection) ซึ่งจะทำการคัดอสุจิด้วยกล้องกำลังขยายสูงมากกว่า 6000x เพื่อช่วยในการคัดเลือกอสุจิมาปฏิสนธิกับไข่

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี “การตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว หรือ Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy (PGT- A) ” ซึ่งเป็นการนำเซลล์ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิส (Blastocyst) ไปตรวจด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) สามารถตรวจคัดกรองจำนวนโครโมโซมได้ทั้ง 24 ชนิด ซึ่งมีความแม่นยำสูงสุดถึง 99.9% เป็นการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดจากจำนวนของโครโมโซมที่ขาดหรือเกินในตัวอ่อน ที่อาจเป็นสาเหตุของการแท้ง หรือกลุ่มอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) ในทารก การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนเป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในกลุ่มผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปีให้สำเร็จเป็นอย่างดี