ณ ปัจจุบัน กิตติ ศรมณี

วันที่ 08 ธ.ค. 2553 เวลา 07:18 น.
เรื่องของเวลายังเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน บางคนหมกมุ่นอยู่กับอดีตจนไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ บางคนก็มัวแต้เพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังไปไม่ถึงจนลืมที่จะลงมือทำอะไรให้เกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันในปัจจุบัน ยิ่งร้ายไปใหญ่เมื่อตอนนี้มีเวลาให้สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้แต่ไม่ลงมือทำอะไรเลยนั่งหายใจทิ้งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปๆ ซะอย่างนั้น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของกาลเวลา เป็นอีกสัจธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทุกผู้ แต่ทว่าใครคนใดจะตระหนักถึงความสำคัญที่เที่ยงตรงต่อชีวิตนี้

โดย....มัลลิกา

 

เรื่องของเวลายังเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน บางคนหมกมุ่นอยู่กับอดีตจนไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ บางคนก็มัวแต้เพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังไปไม่ถึงจนลืมที่จะลงมือทำอะไรให้เกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันในปัจจุบัน ยิ่งร้ายไปใหญ่เมื่อตอนนี้มีเวลาให้สามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้แต่ไม่ลงมือทำอะไรเลยนั่งหายใจทิ้งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปๆ ซะอย่างนั้น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของกาลเวลา เป็นอีกสัจธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทุกผู้ แต่ทว่าใครคนใดจะตระหนักถึงความสำคัญที่เที่ยงตรงต่อชีวิตนี้

“กิตติ ศรมณี” เป็นคนหนึ่งที่ได้หันมาตระหนักในคุณค่าของเวลา และสะท้อนกลับมาถึงการกระทำที่ได้กระทำ ณ เวลานั้นๆ ที่สำคัญไปยิ่งกว่าก็คือ การอยู่กับเวลาในปัจจุบันอย่างมีสติ เสมือนการรู้ตัวทุกขณะจิตที่กำลังดำเนินไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“คือเราจะรู้สึกว่าอดีตเป็นประสบการณ์ แล้วเราละเลยปัจจุบัน ไปมีความหวังกับอนาคตอยู่เสมอ สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเราไม่ค่อยทำอะไร เราอยากให้คนกลับมาเข้าใจ คิดอยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่ควรทำเข้าใจกับสิ่งที่ตั้งอยู่และตั้งอยู่กับมันให้นานที่สุด เพราะเดี๋ยวมันก็ต้องดับไป มันก็จะผ่านไป ผมพอจะเข้าใจมันบ้างแล้วว่า การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มีอะไรมากกว่าเมื่อแต่ก่อนที่สักแต่ว่ารู้เฉยๆ เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็ดีใจ พอมันตั้งอยู่เราสุขใจ พยายามเหนี่ยวรั้งมันไว้ให้ได้เพราะเรารู้ว่าพอมันดับไปเราก็จะทุกข์ใจ”

ด้วยมีแนวคิดเช่นนี้ การเกิดขึ้นของนิทรรศการมีชื่อว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” จึงเกิดขึ้นภายในกรอบความคิดนี้ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธีมกว้างๆ ในชีวิตผมสนใจเรื่องพุทธศาสนามากขึ้นตามวัย มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เราเชื่อมากๆ ผมพอเข้าใจว่า การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามคำสอนของพระศาสดานั้น มันเกิดขึ้นถี่ๆ ทุกขณะจิต โดยที่เราไม่รู้ตัว”

เทคนิคการวาดเส้นด้วยปากกาถูกเลือกมาใช้ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์การทำงานได้แล้ว การวาดเส้นทีละเส้นๆ ก่อเกิดโยงใย ก่อร่างสร้างเป็นมวลจนเป็นรูปร่างต่างๆ นั้น ช่วยในเรื่องของสมาธิได้ด้วย “นี่คือเหตุผลหนึ่งเหมือนกันว่า เทคนิคนี้เหมาะสมกับผม เวลา 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต เวลาในปัจจุบันของผมแทบไม่เหลือมีอยู่น้อยมาก เราหวังกับอนาคต แต่เราอยากอยู่กับปัจจุบัน ผมก็ผ่าเวลาปัจจุบันให้มากขึ้น อย่างการวาดก็ทำให้ผมอยู่กับมันให้นานขึ้น ถ่วงให้ใจของผมอยู่กับปัจจุบันให้นานที่สุด และเป็นการสร้างสมาธิด้วย งานแต่ละชิ้นเขียนไม่ต่ำกว่า 13 เดือน ผมรู้ว่าผมทำแล้วอยู่กับมันได้ เมื่อผมวาดรูปหนึ่งเสร็จก็เท่ากับฝึกฝนได้หนึ่งเรื่อง”

ส่วนเรื่องที่นำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว และรู้สึกกระทบใจ “เหตุการณ์ประจำวันที่เราเจอ ที่เราตอบสนองได้เร็ว ผมไม่ใช่รู้สึกแล้วเขียน รู้สึกแล้วสเกตซ์ไว้ ตอนนี้อยากเขียนเรื่องอะไรก็เอางานเสก็ตซ์มาดู อย่างเรื่องการเมือง ที่เป็นมะเขือเทศ แตงโม มันก็ให้สัจธรรมความจริงตามธรรมชาติมันก็ให้ความรู้สึกตรงนี้ซึ่งผมก็นำมาล้อกับการเมือง ผมก็หาอะไรที่อยู่ในธรรมชาติ อย่างรูปเปลือกหอยผมก็แทนสัญลักษณ์ คนเราพยายามสร้างสิ่งที่แข็งแกร่งเพื่อปิดปังความอ่อนแอที่อยู่ข้างในจิตใจ ส่วนภาพ หลับตื่น น่าจะตรงกับคอนเซ็ปต์ที่สุด เป็นรูปที่เหมือนวิญญาณ 2 วิญญาณกอดรัดกัน คนหนึ่งหลับ คนหนึ่งตื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อไหร่เราตื่นเราจะรู้ปัจจุบัน และการหลับไม่ใช่แค่การปิดตาแต่เป็นการไม่สนใจ ไม่เรียนรู้อะไรทำนองนั้น”

นิทรรศการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จัดแสดงถึงวันที่ 26 ธ.ค. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 2 หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย