'Kawasaki Disease' รู้จักกับโรคคาวาซากิ

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.
'Kawasaki Disease' รู้จักกับโรคคาวาซากิ
โรคคาวาซากิ อีกอันตรายที่รุนแรงจนสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  เด็กๆ อาจไม่สบายได้ ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากมีหลายโรคที่มีอาการใกล้เคียงกันจนแทบจะแยกไม่ออก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคคาวาซากิ ความรุนแรงของโรคสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ถึงตอนนี้พ่อแม่ของเด็กทั้งหลายคงอยากทราบสาเหตุของโรคนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน 

รู้จักโรคคาวาซากิ

ข้อมูลโดย ศ.พญ.ดวงมณี เลาหประสิทธิพร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคคาวาซากิ พบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง  แต่ส่วนใหญ่จะพบในเพศชายมากกว่า และพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า  5 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-2 ปี โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ  ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก 

สาเหตุของโรค ยังไม่ทราบแน่ชัด เคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส  การใช้แชมพูซักพรม  หรือการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริง  พบว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหลายแห่งในร่างกาย  ทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆ ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วย เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย  หากให้การวินิจฉัยและรักษาได้ภายใน 10 วัน นับจากมีไข้ จะช่วยให้การอักเสบของหลอดเลือดลดลงประมาณร้อยละ 5 

ลักษณะเด่นของโรคคาวาซากิ            

  • เด็กจะมีไข้สูงทุกคน โดยมากมักเป็นนานเกิน 5 วัน บางรายอาจนาน 3–4 สัปดาห์อาจมีผื่นขึ้นตามตัวและแขนขา            
  • ตาขาวจะแดง 2 ข้าง แต่ไม่มีขี้ตา           
  • ริมฝีปากแห้งแดง อาจแตกมีเลือดออก ลิ้นแดงเป็นตุ่มๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี่            
  • ฝ่ามือและฝ่าเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต            

อาการทั้งหมดนี้จะเกิดภายในสัปดาห์แรก ในสัปดาห์ที่ 2 จะมีการลอกของผิวหนัง โดยเริ่มจากบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

อาการแสดงอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วม  ได้แก่  ข้ออักเสบโดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวอาจหายได้เองแม้ไม่ได้รับการรักษา แต่ที่สำคัญคือ โรคนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะโป่งพอง ตีบหรือแคบได้ ในรายที่หลอดเลือดตีบแคบมาก อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงเหมือนที่พบในผู้ใหญ่ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

เนื่องจากการวินิจฉัย  ต้องอาศัยอาการเป็นหลักร่วมกับการตรวจเลือด  ซึ่งอาการแสดงมักเกิดไม่พร้อมกัน  จึงทำให้เกิดความยากในการวินิจฉัยหากไม่ได้นึกถึงโรคนี้ 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบ

ข้อมูลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อิงคนิจ ชลไกรสุวัฒน์  กุมารเวชศาสตร์เฉพาะทาง ระบุว่า โรคหัวใจหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยการตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวต้องอาศัยการตรวจโดยใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography)

การรักษา

การดูแลรักษาต้องอาศัยการดูแลร่วมกันระหว่างกุมารแพทย์ทั่วไปและกุมารแพทย์โรคหัวใจ โดยผู้ป่วยที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคคาวาซากิควรได้รับ intravenous gammaglobulin (IVIG) ในขนาดสูงเพื่อลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง ร่วมกับการให้ aspirin

การรักษา ในช่วงที่มีไข้ใน 10 วันแรก จะต้องตรวจหัวใจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ เพื่อดูลักษณะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และให้ยาลดการอักเสบคือยาแอสไพรินขนาดสูงให้รับประทานอย่างต่อเนื่องประมาณ 1–2 สัปดาห์ และให้โปรตีนชนิดหนึ่งเข้าหลอดเลือดดำ  พบว่าหลังให้ยาดังกล่าว ไข้มักจะลดลงภายใน 24 - 48 ชั่วโมง หลังจากไข้ลดจะต้องให้ยาแอสไพรินขนาดต่ำวันละ 1 ครั้ง รับประทานต่อเนื่อง 6–8 สัปดาห์ เพื่อป้องกันเกล็ดเลือดรวมกันเป็นก้อน ซึ่งอาจไปเพิ่มการอุดตันในหลอดเลือดที่ผิดปกติได้

หลังจากนั้นถ้าตรวจอัลตราซาวน์หัวใจซ้ำ พบว่า หลอดเลือดหัวใจปกติก็สามารถหยุดยาได้ และจากการติดตามผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดผิดปกติหลัง 8 สัปดาห์นับตั้งแต่มีไข้ไปจนถึงเวลา 1 ปีหลังจากนั้น พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ที่เหลือ 1 ใน 3 ยังมีความผิดปกติอยู่ต้องติดตามเป็นระยะ และรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำไปตลอด

ทั้งนี้ โรคคาวาซากิเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาการสำคัญคือไข้สูง ปากแดง ตาแดง มือเท้าบวมลอก ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และผื่นตามร่างกาย สามารถหายได้เองแต่ถ้าวินิจฉัยช้าหรือให้การรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนสำคัญ คือ การอักเสบของหลอดเลือดแดงเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง หรืออุดตัน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตามมา ดังนั้นเมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการไข้สูงเป็นเวลาหลายวันร่วมกับมีอาการดังกล่าว ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเพื่อให้ได้รับตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

.

ที่มา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล / โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอล)

บทความแนะนำ