'ไข้หวัดใหญ่' ภัยร้ายหน้าฝน ในช่วงที่คนกังวลโควิด-19

วันที่ 13 พ.ค. 2563 เวลา 14:33 น.
'ไข้หวัดใหญ่' ภัยร้ายหน้าฝน ในช่วงที่คนกังวลโควิด-19
แพทย์สถาบันบำราศฯ เผยความร้ายแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ในภาวะการระบาดของโควิด-19 ครั้งแรกที่สองโรคร้ายระบาดพร้อมกัน ชี้หากติดเชื้อร่วมกันจะยิ่งร้ายแรง เกิดอาการแทรกซ้อน รักษายากยิ่งขึ้น พร้อมแนะกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกัน

ท่ามกลางภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลและส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทั่วโลก ทั้งยังมีจำนวนของผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่ "ช่วงหน้าฝน" ยังคงมีอีกโรคที่ทำให้หลายฝ่ายต้องเฝ้าระวัง นั่นคือ "โรคไข้หวัดใหญ่" ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่สามารถแพร่กระจายไปสู่คนทุกเพศทุกวัยได้เช่นเดียวกับโควิด-19

แค่ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-28 เมษายน 2563 ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่าโรคโควิด-19 ถึง 33 เท่า!! พบผู้เสียชีวิตสูงถึง 2 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และอัตราการเสียชีวิตยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีโรคระบาดทั้งสองโรคพร้อมกัน นอกจากความเสี่ยงที่จะติดโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ประชาชนยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อร่วมกัน (co-infection) จากทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้ ซึ่งทำให้มีอาการรุนแรง เกิดอาการแทรกซ้อน และยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่มักระบาดในหน้าฝน ซึ่งมีความน่ากังวลเพราะอาการแสดงของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันมาก และสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นเมื่อมีการไอหรือจามได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ในปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะมีแพร่หลาย แต่พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วยังคงสามารถป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ เนื่องจากวัคซีนอาจมีประสิทธิภาพเพียง 40-60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี ล่าสุดพบข้อมูลว่าผู้ป่วยติดเชื้อร่วมกันได้ทั้งสองโรค ซึ่งลำพังเพียงแค่โควิด-19 ก็เพิ่มภาระงานและส่งผลต่อทรัพยากรทางการแพทย์มากเพียงพอแล้ว เราจึงต้องหาวิธีจัดการกับไข้หวัดใหญ่ในช่วงเวลานี้ให้ไม่ซ้ำเติมกันเข้าไปอีก

การติดเชื้อทั้งสองโรคในเวลาเดียวกัน หรือ co-infection จะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของโรค ซึ่งเป็นอันตรายในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น

  1. หญิงตั้งครรภ์
  2. เด็กอายุไม่เกิน 5 ปี
  3. ผู้สูงอายุ เกิน 65 ปี
  4. ผู้ที่มีภูมิคุมกันต่ำ อาทิ คนเป็นมะเร็งที่ฉายแสงให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคข้ออักเสบเรื้อรัง
  5. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว อาทิ ผู้ป่วยโรคไต ไตวาย ล้างไต ปอดอักเสบ กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ ตับแข็ง หลอดเลือดในสมองตีบ เป็นต้น

สังเกตอาการ

อาการที่เข้าเกณฑ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ประกอบด้วย

  • ไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ
  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ ไอ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และร่างกายอ่อนเพลีย

หากพบว่ามีอาการดังกล่าวผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งยาต้านไวรัสมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการของไข้หวัดใหญ่ได้ภายใน 2.3 ถึง 4 วัน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อน และช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนใกล้ชิดได้ด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ทุกคนกักตัวในบ้านกับครอบครัวขณะนี้ โดยยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีประสิทธิผลที่ดีที่สุดเมื่อรับประทานภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และในปัจจุบันมีทางเลือกยาต้านไวรัสหลายชนิด ทั้งชนิดรับประทาน และสูดดมทางจมูกให้เลือกใช้ โดยจะต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิผลและความปลอดภัยไปพร้อมกัน

ปัจจุบันการรับมือของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดของทรัพยากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น จำนวนเตียงผู้ป่วยที่ลดลง และที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรทางการแพทย์อาจมีความเหนื่อยล้า จากการที่ต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องในช่วงของการแพร่ระบาด โดยปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทวีคูณหากคลื่นลูกที่สองในการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาชนกับฤดูไข้หวัดใหญ่ การใช้เทคโนโลยีการรักษาไข้หวัดใหญ่ เช่น ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถลดระยะเวลาการรักษาที่โรงพยาบาลและแบ่งเบาภาระหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อร่วมกันได้อีกด้วย

ขอขอบคุณ : โรช ไทยแลนด์