ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ 

 

 

ภาพ freepik /สสส.

 

 

 

ข่าวอื่นๆ