‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS

วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:15 น.
‘เกือบตายเพราะน้ำหนัก’ มนัญญา สาราบรรณ์ อดีตสาวร่างใหญ่ฟิตหุ่นเหลือไซส์ XS
“จอยเป็นผู้หญิงธรรมดาที่โฟกัสแต่เรื่องกิน” นี่คือประโยคแรกที่เธอพูดถึงตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีกับอีก 9 เดือน จอย-มนัญญา สาราบรรณ์ ผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งสยามสปอร์ต (www.siamsport.co.th) เคยมีน้ำหนัก 122 กก. เธอเคยเสี่ยงพิการเพราะน้ำหนัก และเคยใกล้ชิดความตายเพราะร่างกายย่ำแย่ แต่เธอในวันนี้แทบจินตนาการไม่ออกว่าเธอในวันนั้นเป็นอย่างไร เพราะจอยกลายร่างเป็นคนใหม่ในร่างที่หนักเพียง 57 กก.

“เราไม่เคยมองว่าน้ำหนักและความอ้วนเป็นปัญหา” เธอเริ่มเล่าย้อนกลับไปในสมัยที่เกลียดชังตาชั่ง “พอเปิดรูปสมัยเด็กๆ เราเป็นเด็กตัวเล็ก แต่เพราะเป็นคนชอบกิน โดยเฉพาะของทอด ของมัน และชอบทำอาหารกินเองตอนดึก ทำให้เราอ้วนขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว”

ไม่โทษกรรมพันธุ์ ไม่โทษความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เธอยอมรับว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเกิดจากนิสัยชอบกินล้วนๆ ซึ่งพอถึงช่วงมัธยมฯ ต้น จอยทำตัวเลขได้ 70 กว่า จากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัยได้ทำลายสถิติ 80 อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพุ่งทะยานเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเรากลายเป็นจุดเด่นของเพื่อนๆ มีสมญานามว่า จอยอ้วน บางคนก็เรียก อ้วนๆๆ แต่เราไม่โกรธเพราะเรารู้ตัวเองว่าอ้วนจริงๆ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่เปลี่ยนตัวเอง เพราะยังใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ยังหาซื้อเสื้อผ้าได้ ยังไม่รู้สึกปวดเข่า ยังรู้สึกว่าความอ้วนไม่ใช่ปัญหาของชีวิต และที่สำคัญคือ เรายังมีความสุขกับการกิน”

จอยเล่าว่า เธอไม่ได้กินอาหาร 3 มื้อเหมือนคนทั่วไป แต่กินตลอดเวลา และกินทุกครั้งที่รู้สึกว่าอยากกิน จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน เธอกลายเป็นนักข่าวกีฬาที่มีรูปร่างไม่เหมือนใคร พอถามว่าน้ำหนักเกินร้อยไปตอนไหน เธอตอบไม่ได้ “เพราะเรากับตาชั่งไม่ใช่ของคู่กัน”

“พอถึงเวลาตรวจสุขภาพก็เลี่ยงไม่ตรวจ เพราะไม่อยากชั่งน้ำหนักและกลัวเจอโรค จนทำงานไปได้ 5-6 ปี นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าความอ้วนเริ่มเป็นปัญหา เพราะน้ำหนักตัวของเราทำให้มอเตอร์ไซค์ที่นั่งยางแบนและโช้กพัง! กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการนักข่าว แต่การใช้ชีวิตทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม เรายังไม่คิดลดความอ้วนและยังกิน”

หลังจากนั้น หน้าที่การงานของเธอมีการเปลี่ยนแปลง จากแต่เดิมต้องออกไปทำข่าวนอกสถานที่ ได้เปลี่ยนไปดูข่าวออนไลน์ในที่ทำงาน ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตของสาวจอยถึง “จุดพีก” เธอเล่าต่อว่า เมื่อเป็นพนักงานออฟฟิศเต็มตัวทำให้เธอกินมากขึ้น แต่ขยับตัวน้อยลง ทั้งอาหาร ขนมน้ำหวาน สารพัดแหล่งคาร์โบไฮเดรตและไขมันวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ แถมยังใกล้มือหยิบกินสะดวกโดยที่ไม่ต้องลุกไปไหน

“ถ้าถามว่าเคยอิ่มไหม อิ่มนะ ไม่รู้สึกว่าหิวด้วย แต่อยากกินและกินได้ ถ้าร้านไหนมีโปรฯ ซื้อ 1 แถม 1 ก็จะกินคนเดียว หรือซื้อข้าวมันไก่มาแล้วก็ยังต้องซื้อผัดกะเพรามาอีก เลยทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มพูนเร็วมากจนคนรอบตัวเริ่มทักว่าเราตัวใหญ่แล้ว

จากนั้นจำได้ว่าอายุประมาณ 35 เริ่มมีอาการปวดเข่า เวลาเดินเริ่มมีเสียงก๊อกแก๊กทั้งสองข้าง และที่สุดๆ คือ นั่งพื้นไม่ได้แล้วเพราะพอนั่งจะลุกขึ้นเองไม่ได้ เลยตัดสินใจไปหาหมอ จำได้แม่นมากหมอบอกว่า คุณรู้ไหม ถ้าคุณไม่ลดน้ำหนัก คุณจะเป็นคนพิการ เพราะโครงสร้างของคุณเป็นคนตัวเล็ก ที่ผมสั่งยาไปคือแค่บรรเทาอาการปวดเข่าเท่านั้น ถ้ายังไม่ลดน้ำหนัก คุณจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแน่นอน” จอยทวนคำพูดของคุณหมอ

คำเตือนนี้ทำให้เธอเริ่มกลัวและเป็นกังวล โดยตอนนั้นน้ำหนักของเธอไต่ขึ้นไปสูงกว่า 110 กก. มาพร้อมกับอาการปวดเข่าจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานอย่างการเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน แต่กระนั้น ยาแก้ปวดช่างออกฤทธิ์ดี มันช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าจนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ จนหลงลืมคำเตือนเกี่ยวกับเส้นด้ายของชีวิตไปเสียสนิทด้วย

“พอกลับมากินเหมือนเดิม น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการปวดเข่าเราก็กลับไปหาหมอกินยา จากนั้นก็เริ่มซื้อยามากินเอง และสรรหาน้ำมันสมุนไพรที่เขาบอกว่าแก้ปวดเข่าได้ดีมาทา กลายเป็นว่าเราพึ่งตัวช่วยตลอดโดยที่ยังไม่ปรับพฤติกรรมตัวเอง”

จากเสื้อผ้าพลัสไซส์ที่พอหาซื้อได้ตามท้องตลาด เธอค้นพบว่า เสื้อผ้ามันเล็กเกินไป เพราะรอบอกขยายใหญ่เป็นขนาด 56 นิ้ว สะโพกกว้าง 60 นิ้ว เธอเริ่มสะเทือนใจ ประกอบกับคำพูดของคนรอบข้างที่ได้ยินหนาหูว่า “เราตัวใหญ่เกินไป” หรือถึงขั้นว่า “เหมือนคนใกล้ตายเลยนะจอย”

“เวลาแต่งตัวทาแป้งจะไม่ดูกระจกเด็ดขาด ไม่อยากเห็นตัวเองว่าทั้งอ้วน ทั้งดำ หน้าเป็นสิว ไม่อยากยอมรับความจริงว่าสภาพของเราเป็นยังไง ซึ่งหลังจากเข่ามีปัญหา เหมือนกับว่าร่างกายส่วนอื่นมันเริ่มฟ้องตาม เราคลำเจอก้อนใต้รักแร้ เจอก้อนในหน้าอก ยิ่งทำให้เครียดมาก เพราะกลัวเป็นมะเร็ง ตอนนั้นคิดเลยเถิดไปถึงว่า ฉันจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไร ฉันจะตายแล้วใช่ไหม เพราะร่างกายตอนนั้นมันแย่มาก ขณะเดียวกันก็คิดว่า เราคงแก้ไขความอ้วนนี้ไม่ได้แล้วแหละ อ้วนมาขนาดนี้แล้วจะแก้ไขยังไง เราน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

วันที่ 4 พ.ค. 2560 เธอจำวันที่ได้แม่นยำพอๆ กับทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในคืนนั้น มันเป็นวันที่เธอจะไม่ลืม “คืนนั้นเลิกงาน 5 ทุ่ม กลับบ้านเป็นปกติ อาบน้ำปกติ ทุกอย่างปกติ แต่พอจะล้มตัวลงนอน มันหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เหมือนคนหัวใจจะวาย เหมือนคนใกล้ตาย แล้วตอนนั้นอยู่บ้านคนเดียว บอกกับตัวเองแล้วว่า วันนี้คือวันตายของเรา และเราจะตายอย่างโดดเดี่ยวคนเดียว”

นาทีที่เธอได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองติดขัด ความคิดหวนระลึกถึงภาพบุพการีเด่นชัด แล้วน้ำตาก็พรั่งพรู เช่นเดียวกับในขณะนี้ เธอร้องไห้ “คิดถึงภาพพ่อแม่เพราะคิดว่าเราคงไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว ในตอนนั้นพูดกับตัวเองว่า ขอมีลมหายใจอีกหน่อยได้ไหม ขอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะได้เจอหน้าพ่อแม่ เลยรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง แล้วพนมมือเหนือหัวพูดเปล่งเสียงออกมาว่า ถ้าพรุ่งนี้ยังมีลมหายใจต่อ จะเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง แล้วพูดขอโทษหัวใจ ขอโทษเข่า ขอโทษตับไตไส้พุง ขอโทษทุกอย่างที่อยู่ในร่างกายที่ไม่เคยดูแลเขา และวิงวอนขอให้เขาอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อไปทำอะไรอีกหลายอย่างด้วยกัน สัญญาว่าพรุ่งนี้จะเปลี่ยน สู้สักครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนี้จะทำได้ไหม

พอลุกนั่งได้สักพัก อาการเริ่มดีขึ้นเลยลุกเดินไปหน้ากระจก ยืนพูดกับคนในกระจกว่า มันไม่แปลกหรอกที่สายตาคนอื่นจะมองเราไม่ดี เพราะขนาดตัวเองยังรับไม่ได้เลย จากนั้นก็กลับมาโน้มตัวลงนอนร้องไห้ คิดถึงทุกอย่างที่เคยทำไปและทุกอย่างที่อยากทำ ซึ่งวินาทีที่ตื่นมาแล้วรู้ว่ายังไม่ตาย ยังหายใจได้ต่อ เราพูดขอบคุณร่างกาย แล้วลุกขึ้นไปเปลี่ยนทันที”

จอยเดินไปที่ตู้เย็นแล้วทิ้งของกินทุกอย่างทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ไก่ติดหนัง แกงกะทิ เหลือไว้แต่น้ำเปล่า แล้วพูดกับตัวเองอีกครั้งว่า “วันนี้แหละที่จอยจะเปลี่ยน” เธอไม่เคยมีพลังมากมายขนาดนี้จนกระทั่งผ่านคืนอันโหดร้าย

“เดินออกจากบ้านหยิบเหรียญ 1 บาท ไปหยอดตู้ชั่งน้ำหนัก วันนั้นเองที่ทำให้รู้ว่า เราหนัก 122 กก. จากของหวานและอาหารมากมายที่เคยซื้อวันนั้นกินแต่สลัด กินน้ำเปล่า เริ่มหาข้อมูลอาหารสุขภาพ แล้วเดินไปบอกทุกคนในออฟฟิศว่า จอยจะเปลี่ยนตัวเองแล้วนะ จอยจะลดน้ำหนัก จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเลยเพราะที่ผ่านมาเราบอกจะลดความอ้วนมาตลอด แต่ทำได้แค่อาทิตย์เดียวก็กลับมาเหมือนเดิม” เธอกล่าวเพิ่มเติม

หลังจากวันที่ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง พฤติกรรมของเธอเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยคือ เน้นกินผัก กินข้าวกล้อง ไข่ต้ม อกไก่ต้ม ปลาต้ม ธัญพืชต้ม งดน้ำหวาน ของหวาน ของมัน ของทอดอย่างเด็ดขาด และเลือกที่จะดื่มน้ำเปล่าวันละ 2-3 ลิตร เธอเผยว่า 3 วันแรกมันแสนสาหัส ราวกับว่าจะขาดใจตายเพราะการหักดิบจากสิ่งที่คุ้นชินมาตลอดชีวิต ตบะเกือบแตกหลายหนหลายทีแต่เมื่อนึกถึงคืนนั้น แรงสู้ก็กลับมา

“ผ่านไป 2 อาทิตย์ น้ำหนักลดไป 3 กก. ตอนนั้นใจเรามามาก และเริ่มคิดว่าอยากออกกำลังกาย แต่สำหรับคนอ้วนอย่างเราจะทำอะไรได้ วิ่งก็ไม่ได้เพราะปวดเข่า ลุกนั่งก็ลำบาก เลยใช้วิธีแกว่งแขนวันละพันครั้ง ตอนเช้า 500 ครั้ง เย็นอีก 500 ครั้ง ทำติดต่อกันอยู่ 2 อาทิตย์กว่า รู้สึกว่าร่างกายมันกระปรี้กระเปร่า หลับง่ายขึ้น จนรู้สึกว่าอยากเข้าฟิตเนส อยากออกกำลังกายอย่างจริงจัง ตอนนั้นหัวใจมาเต็มร้อย”

วันที่ 15 มิ.ย. 2560 เป็นอีกวันที่จำขึ้นใจ เพราะเป็นวันแรกที่เธอไปสมัครฟิตเนสด้วยน้ำหนักตัว 114 กก. พร้อมบอกเป้าหมายกับเทรนเนอร์ ครูปอนด์ ว่า วันที่ 1 ม.ค. 2561 เธอจะลดน้ำหนักให้เหลือ 80 กก. โดยจะลดให้ได้เดือนละ 5 กก. หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา (จนถึงปัจจุบัน) เธอตื่นตี 5 ลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าและอาหารกลางวัน แม้ว่าจะมีนัดกับเทรนเนอร์สัปดาห์ละ 3 วัน แต่เธอก็มาออกกำลังกายที่ฟิตเนส วันอาทิตย์-วันศุกร์ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงบ่ายโมง

“เดือนแรกผ่านไปลดได้ 5 กก. ตามเป้า จนในที่สุดพอถึงวันแรกของปี 2561 น้ำหนักเราเหลือ 80 กก. ตอนนั้นดีใจมาก ร้องไห้กอดกับเทรนเนอร์ว่าเราทำได้แล้ว” น้ำตาเธอไหล “จากนั้นครูปอนด์ลองให้เราลองนั่งเทรนบนพื้น ปรากฏว่าเราลุกนั่งพื้นได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ”

เมื่อเป้าหมายแรกสำเร็จ เธอไม่หยุดเพียงเท่านั้น จอยได้วางเป้าหมายใหม่ไว้ว่าจะลดน้ำหนักให้เหลือ 60 กก. ทว่าหนนี้แทนที่คนรอบตัวจะให้กำลังใจ เธอกลับได้รับคำพูดเสียดแทงแทน อย่าง “จอยคงทำไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” “ลดเยอะไปเดี๋ยวก็โยโย่หรอก” หรือแม้กระทั่งอยากเข้ามาจับตัวเพราะคิดว่าผิวหนังคงย้อยแบบคนเคยอ้วน กลายเป็นว่าเธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจกับคำถามจากคนรอบตัว แต่กระนั้นคำพูดก็ทำร้ายเธอได้แค่ความรู้สึก เพราะเธอยังเดินหน้าพิชิตน้ำหนักต่อกับเทรนเนอร์คนเดิม

“อีกจุดหนึ่งที่ทำให้รูปร่างดีขึ้นคิดว่าน่าจะเป็นโยคะ เพราะหลังจากนั่งพื้นได้แล้ว และอาการปวดเข่าก็ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน เราสามารถเข้าคลาสโยคะได้ จากที่หนัก 80 พอถึงเดือน มิ.ย.ก็ลดลงเหลือ 60 กว่า ซึ่งช่วงนั้นที่ฟิตเนสมีจัดกิจกรรม นิว ยู อะชีฟเมนต์ อวอร์ด (New You Achievement Awards 2018) เป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกฟิตเนสเฟิร์ส ให้เราเขียนเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าแข่งขันในหมวดลดน้ำหนัก เขียนไปน้ำตาก็ไหลไปยาว 6 หน้ากระดาษ เพราะเราเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เปลี่ยนคำดูถูก เปลี่ยนสายตาคนที่มองเข้ามา เปลี่ยนมาใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว ปรากฏว่าเราได้ทริปเปิ้ลแชมป์ 3 รางวัลคือ ชนะเลิศในหมวดลดน้ำหนัก ชนะป๊อปปูลาร์โหวต และชนะเลิศที่ 1 ซึ่งเป็นคนแรกในโครงการที่ได้รับทั้ง 3 รางวัล แต่เหนือสิ่งอื่นใดรางวัลที่ได้รับมามันเป็นเพียงกำไรของชีวิต เพราะการที่เรามีชีวิตใหม่ มีสุขภาพที่ดี มันคือของขวัญอันล้ำค่าของเราแล้ว”

สรุประยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนี้น้ำหนักของเธออยู่ที่ 57 กก. โดยเป้าหมายในปีนี้เธอตั้งใจจะลดให้เหลือ 50 กก. เพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของตัวเอง

“การออกกำลังกายกลายเป็นชีวิตของเราไปแล้ว ฟิตเนสคือบ้านหลังที่ 2 ของเรา และเราจะออกกำลังกายไปตลอดชีวิต วันแรกที่มาฟิตเนสอายุร่างกายคือ 79 แต่ตอนนี้อายุร่างกายเหลือแค่ 26 เวลาไปบอกใครว่าเคยเป็นคนอ้วนมาก่อน ก็ไม่มีใครเชื่อ เหมือนกับว่าจอยคนเดิมได้ตายจากโลกไปแล้ว”

จากผู้หญิงที่เดินแค่ร้อยเมตรก็เหนื่อยแรง วันนี้เธอสามารถวิ่งบนลู่ได้นานชั่วโมงครึ่งโดยไม่หยุดพัก จากผู้หญิงไซส์ 5XL วันนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงไซส์ XS และจากลูกสาวที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวบนเก้าอี้ วันนี้เธอสามารถนั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่ได้แล้ว

“ถ้าวันหนึ่งคุณสู้ คุณจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ สิ่งมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นได้จริงๆ แค่ต้องลงมือทำ ช่วง 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าฝนตกแดดออกยังไง เราไม่เคยมีข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย ไม่เคยหละหลวมกับเรื่องกินแม้แต่มื้อเดียว และจนถึงวันนี้ยังตื่นขึ้นมาขอบคุณลมหายใจ ขอบคุณร่างกายที่ยังอยู่กับเราต่อ อยู่เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขไปด้วยกัน”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอแสดงให้เห็นแล้วว่า รูปร่างที่ใหญ่โตมาพร้อมกับปัญหาที่ใหญ่ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาอย่างการเดิน นั่ง นอน หรือแม้กระทั่งการหายใจ ซึ่งเธอไม่อยากให้ใครเดินไปถึงจุดที่ต้องยกมือท่วมหัว ร้องขอชีวิตให้มีลมหายใจอยู่ต่อ ในเมื่อทุกคนสามารถลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

“อย่าให้ชีวิตไปถึงวันที่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” เธอกล่าวทิ้งท้าย “และอย่าคิดว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ เพราะเราเองก็เคยคิดแบบนี้ คนรอบข้างก็เคยปรามาสเราแบบนี้ แต่ถ้าใจคุณสู้สักอย่าง ตั้งปณิธาน แน่วแน่ ลงมือทำ ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะเป็นไปตามที่คาดหวังด้วย”

ติดตามเรื่องราวชีวิตของ จอย สาวมหัศจรรย์ คนนี้ได้ทางเฟซบุ๊ก Mananya Sarabun เธอยินดีเปิดพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเธอทราบดีว่าสำหรับคนที่กำลังเดินทางไกลพลังใจสำคัญที่สุด