ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก การเดินทางคือพลังของชีวิต

วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 09:35 น.
ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก การเดินทางคือพลังของชีวิต
โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ ไม่มีเครดิต 

อดีตสาวเปรี้ยวนักโฆษณาฝีมือดี ที่ผันตัวเองมาเป็นแม่บ้านหลังจากมีลูกชาย 3 คนล้วน จนกระทั่งลูกชายโตเป็นหนุ่ม เธอเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน น้าช้าง-ชนิดามหาดำรงค์กุล อรเอก ก็เปลี่ยนบทบาทอีกครั้งมาเป็นนักธุรกิจอิสระ สมาชิกทีมอิลิท และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐของนูสกิน

เธอเริ่มทำธุรกิจกับนูสกินในวัย 50 กว่าๆ เพื่อแก้เหงาหลังจากลูกๆ เริ่มโตกันหมดแล้ว ปรากฏว่างานที่คิดจะทำเพื่อแก้เหงานั้นกลับสร้างรายได้ให้เธออย่างดี นั่งทำงานที่บ้านได้จนสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างลงตัว มีเวลาได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบไปควบคู่กัน เพราะเธอสามารถใช้เวลาทำงานที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ บัดนี้ในวัยใกล้ 71 ปี ชนิดายังคงทำธุรกิจให้กับนูสกินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ขณะนี้มีตำแหน่งระดับทีมบริหาร แต่ใช้เวลาอยู่บ้านเพื่อทำสวนและเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

ทริปล่าสุดนั้นเธอเดินทางไปเที่ยวกับลูกชายเพียง 2 คน โดยนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียนานถึง 2 เดือน นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทริปที่ทั้งลุยทั้งโหดเช่นนี้ เพราะเป็นรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก เส้นทางนี้มีมานานกว่า 100 ปี เธอไปแบบลงทุกเมือง ตลอดสองข้างทางวิวสวยเป็นหิมะขาวโพลน สลับกับทะเลสาบน้ำแข็ง ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จัดทริปวางเส้นทางกันเอง โดยเป็นทริปที่ลุยที่สุดเท่าที่เธอเดินทางมา เธอจึงต้องดูแลร่างกายออกกำลังกายก่อนไปเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เตรียมยา อาหารเสริม ไปพร้อมสรรพ

“สำหรับน้ามันเป็นความท้าทายนะสำหรับผู้หญิงวัย 71 ปี ที่ได้ไปพิสูจน์ตัวเอง ณ วันนี้ว่าร่างกายเราแข็งแรงเพียงพอไหมพร้อมจะเดินทางแบบสมบุกสมบันต่อเนื่องตลอด 2 เดือน และที่สุดก็ผ่านมาได้โดยไม่เจ็บป่วยระหว่างทางเลย โชคดีที่เราดูแลร่างกายมาตลอดทั้งอาหารการกิน อาหารเสริม และออกกำลังกายอยู่บ้าง ทำให้เรี่ยวแรงอยู่ตัว แค่มาออกกำลังกายก่อนออกเดินทางเพียง 2-3 เดือนอาจจะช้าเกินไป เพราะเดินเยอะมากๆ นอนบนรถไฟ นอนในเต็นท์ของชาวบ้านมองโกเลีย นอนก็ไม่สนิทเหมือนอยู่บ้านเรา ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงทนทานก็จะเหนื่อยล้าได้ง่าย ที่ให้ความสำคัญมากๆ คือรองเท้าที่ต้องสวมใส่สบายที่สุด และก็เสื้อกันหนาวที่ดีพอเพราะอากาศหนาวมากๆ”

อากาศติดลบทุกเมืองที่ไป เรียกว่าไม่ต้องห่วงสวยกันเลย ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟเอง นอนอพาร์ตเมนต์ นอนกับโฮมสเตย์ เธอจึงต้องไม่เอาสัมภาระอะไรไปมากมายเกินจำเป็น เอากระเป๋าเดินทางไปขนาดพอดีๆ ไปใบเดียว ไม่ต้องแต่งหน้า เปิดหน้าสดๆ อยู่กับธรรมชาติ เจอเพื่อนร่วมทริประหว่างทางให้ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะจากนักเดินทางวัยหนุ่มสาว

ทริปนี้ไปทั้งหมด 7 ประเทศ ออกจากกรุงเทพฯ แล้วไปเริ่มต้นที่ 1.ประเทศตุรกี อยู่กรุงอิสตันบูล 3 วัน แล้วไปดูบอลลูนที่แคปปาโดเกียอีก 3 วัน วันที่ 7 ไปจบที่เมือง Trabzon วันที่ 8 เราไปประเทศที่ 2 คือจอร์เจีย อยู่ที่เมือง Batumi 2 วัน แล้วก็อยู่ที่เมือง Tbilisi อีก 2 วัน คือเราจะนั่งรถไฟไปเรื่อยๆ และแวะที่ประเทศทางผ่านของแต่ละเมืองตามทางที่เขานิยมไปกัน ประเทศที่ 3 คือ อาร์เมเนีย วันที่ 11-14 เราอยู่ที่เมือง Yerevan ถ้าประเทศเล็กเมืองเล็กๆ เราจะอยู่แค่วันสองวัน

แต่ถ้าเป็นประเทศใหญ่ๆ มีหลายเมืองที่น่าสนใจอย่างประเทศรัสเซีย เราอยู่ที่เมือง Vladikavkaz วันเดียว แล้วไปอยู่มอสโก 3 วัน และที่เมือง St.Petersburg อีก 3 วัน ที่เมือง Suzdal วันเดียว ที่เหลือก็ไปเมือง Nizhny Novgorod, เมือง Perm เมือง Yakentarenburg, เมือง Novosibirsk, เมือง Irkutsk, เมือง Baikal Lake (Olkhon Island) ปิดท้ายที่เมือง Ulan-Udeอยู่ที่รัสเซียเกือบ 2 อาทิตย์ ประเทศที่ 4 ไปที่ มองโกเลีย เริ่มจากเมือง Ulan Bator นอนที่เมืองนี้หลายคืน แล้วก็เข้าไปที่จีน อยู่ที่ปักกิ่ง นั่นคือเส้นทางทั้งหมดของเธอ

การเดินทางไปกันเองนั่งรถไฟไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง การนั่งรถไฟสายนี้มันมีทั้งเสน่ห์และความท้าทายเดินทางเกือบ 1 ใน 4 ของโลก มันตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่ระหว่าง 2 ข้างทางและผู้คนที่เราพบเจอตลอดเวลา เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต แม้จะประทับใจสุดๆ แต่ก็ไม่คิดจะไปซ้ำทางเดิม

เธอเล่าว่าปกติกินอาหารยาก ก็เลยเตรียมอาหารไปด้วยหลายอย่าง แต่ปรากฏว่าแทบไม่ได้กินอาหารที่เตรียมไปเลย เพราะอยากลองกินอาหารตามท้องถิ่นนั้นจริงๆ การเดินทางทำให้เราเปิดใจเปิดโลก ที่สุดอาหารเหลือก็ทิ้งไว้ที่อพาร์ตเมนต์ไว้ที่ครัวกลาง

“ก่อนไปเรามักคิดว่าคนรัสเซียจะดุ โหด เย็นชา ไม่สนใจใคร แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นคนมีน้ำใจแต่อาจจะไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์มากนัก จะเฉยๆ นิ่งๆ เมื่อได้พูดคุยด้วยจะพบว่าพวกเขาก็เป็นมิตรดี เราเจอสองคนในรถไฟอากาศหนาวจนติดลบเขาก็แบ่งวอดก้าให้ดื่มอย่างใจดีตลอดทาง จนเราเกรงใจ”

ประเทศที่ชอบที่สุดในทริปนี้ก็คือมองโกเลีย โดยได้ไปนอนที่กระโจมใหญ่ๆ ของชาวพื้นเมืองที่เรียกว่าเกอ เขาจะเร่ร่อนย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆ ทุกๆ 4-5 เดือน ตามฤดูกาลและสภาพอากาศพอ หมดฤดูเก็บเกี่ยวก็ย้ายไปอีกที่ แต่ก็มีที่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปเช่าพักด้วยได้ขณะที่เขาพักอยู่ ณ ชุมชนนั้นๆ เวลาที่เขาย้ายไปเขาจะไม่ทิ้งขยะอะไรไว้เลย เขาจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างคุ้มค่า แม้แต่ขี้วัวเขาก็เอาไปทำเชื้อเพลิงไม่มีอะไรเหลือทิ้งเขาจะไม่ทำลายธรรมชาติ

“เราไปนอนกับชาวนอร์มัค ที่เขาเปิดเป็นโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ อากาศติดลบ 10-20 องศาฯ เราปรับตัวกับอากาศมาเรื่อยๆ จากไม่ติดลบจนติดลบมากขึ้นๆ จากเริ่มหนาว หนาวมาก ติดลบ ทำให้เรารับมือกับสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี จากตุรกี จอร์เจีย อาร์เมเนีย ไปอยู่กับชาวนอร์มัค เราได้ขี่ม้า ขี่อูฐ ไปดูเขาเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ อยู่กินแบบธรรมชาติจริงๆ แบบชาวพื้นเมืองเลยซึ่งให้ความรู้สึกแปลกจากชีวิตคนเมืองที่เราเคยเป็นแต่ก็มีความสุขมากๆ แม้จะไม่สะดวกสบายมากนักแต่ก็มีความสุขเป็นอีกรสชาติหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปพบเจอ มันมีเสน่ห์มากๆ มันทำให้เราได้เปิดตาเปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน คนแก่คนเฒ่าที่นี่ก็แข็งแรงและยังทำงานกันอยู่แม้จะอายุ 80 กันแล้วก็ตาม”

เธอเล่าว่าตอนที่ไปพักอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่รัสเซีย ได้ไปเจอสาววัยสี่สิบต้นๆ จากสิงคโปร์ที่เพิ่งลาออกจากงานมาสักพัก และวางแผนเดินทางแบบนันสต็อป 1 ปีเต็ม เธอบอกกับเราว่าตอนนี้เข้าสู่เดือนที่สามแล้ว แล้วก็มีสาวดัตช์ผอมสูงเป็นครูโยคะวัย 26 ปี ที่วันนี้เธอมาพร้อมกับครูประถมสาวชาวดัตช์วัย 24 ปีอีกคน ครูโยคะสาววัย 26 บอกว่า เธอเดินทางแบบไม่หยุดมา 1 ปีครึ่งแล้ว และเธอกำลังจะกลับไปสู่โลกแห่งความจริง ในโลกของวิศวกรเครื่องจักรกลนอกชายฝั่งทะเลเหนือ

น้าช้าง บอกว่า เห็นชีวิตของสาวๆ พวกนี้แล้วคิดว่า พวกเธอเป็นหนึ่งในคนที่มีชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ สาวนักเดินทางชาวดัตช์ บอกว่า การเดินทางคือการรีแลกซ์และเดินตามจังหวะชีวิตที่เป็นธรรมชาติไม่กำหนดกฎเกณฑ์ อยากไปไหนก็ไปไม่ต้องวางแผนล่วงหน้ามากมายนัก อยากนอนทั้งวันก็ได้ หรืออยากนอนดูเน็ตฟลิกซ์ก็ตามใจตัวเองไปเลย การท่องเที่ยวไม่ใช่บังคับตัวเองเที่ยวนะ เธอบอกว่า When you traveling, it’s okay to be selfish หรือ “ช่วงเดินทางท่องเที่ยว มันโอเคนะที่จะเห็นแก่ตัว(เอง)” การที่จะตื่นสาย จะนอนขลุกอยู่บนเตียงทั้งวัน ซึ่งมันดูไม่ดีในสังคมที่บ้านเธอนั้น แต่อย่าเอาชุดความคิดแบบนี้มาใช้ระหว่างท่องเที่ยว เธอย้ำว่า ไม่มีใครมาตัดสินคุณระหว่างที่คุณเที่ยวหรอก

น้าช้าง บอกว่า “เพราะการเดินทาง มันโอเคที่จะเห็นแก่ตัว(เอง) ทำอะไรที่อยากทำ โดยเฉพาะทำสิ่งที่คุณไม่เคยทำมาก่อน เราชอบบทสนทนานี้ในวันนั้นมากๆ นะ เราเห็นด้วยกับหลายๆ อย่างของสาวรุ่นใหม่ๆ การที่คุณแบกความคาดหวัง แบกความคิดหลายๆ อย่างมาท่องเที่ยวด้วย มันไม่ผิดหรอก แต่การที่คุณไม่แบกเลย มันจะทำให้การเดินทางครั้งนั้นของคุณไร้กังวลขึ้นมากๆ เลย มันทำให้เที่ยวแบบสบายใจไร้กังวล มีชีวิตก็ใช้ซะ อย่ารอให้แก่แล้วค่อยออกเดินทาง เพราะบางทีความพร้อมของร่างกายมันไม่เหมือนวัย 30-40 เพราะบางทีเราไปรถไฟ รสบัส รถมินิแวน สิ่งที่ผวาที่สุดในการเที่ยวโดยไม่มีไกด์ในรัสเซีย โดยเฉพาะจะเกาะรถไฟสายฝัน รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ก็คือลากกระเป๋าเดินขึ้นลงบันไดค่ะกว่าจะเจอพื้นถนนเรียกอูเบอร์ได้ต้องขึ้นลงบันไดครั้งละกว่า 200 ขั้นทุกๆ เมืองที่ขึ้นลง (ยังไม่รู้อีกกี่เมือง) นี่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ลืมเลย (หัวเราะ) โชคดีที่ลูกชายช่วยตลอด เราไปกัน2 คนแม่ลูก ก็ไม่อยากให้เป็นภาระลูกตลอดเวลา นี่ขนาดเตรียมตัวก่อนไปเกือบครึ่งปี ยังปวดน่องตุบๆ เลย”

น้าช้างเล่าต่อไปว่าที่เมือง Perm ของรัสเซีย เธอยังนั่งรถไฟและแวะไปเรื่อยๆ หนทางยังอีกยาวไกล เพราะรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต้น 20 ถือเป็นสายรถไฟที่อลังการ และบรรลุเป้าหมายสูงสุดของรัสเซียที่ต้องการ ติดต่อรัสเซียจากตะวันออกไปตะวันตก ด้วยเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ รถไฟสายนี้สร้างเสร็จในปี 1904 ผ่านมาแล้วกว่าร้อยปี

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยากลำบากเหลือคณานับที่ต้องสร้างผ่านให้ได้ ต้องต่อสู้กับดินฟ้าอากาศที่หนาวสุดขั้ว ทะเลสาบไบคาลผืนยักษ์ ภูเขาลูกมหึมาลูกแล้วลูกเล่าที่ต้องทะลุผ่าน จากอดีตการเดินทางจากมอสโกไปวลาดิวอสต๊อกใช้เวลา 11 เดือน หลังจากสร้างทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่เป็นรถไฟสายในฝันของคนทั่วโลกที่อยากมารับประสบการณ์จากการเดินทางนี้รถไฟสายนี้ บัดนี้ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดแค่ 8 วันเท่านั้น ระยะทาง 5,772 ไมล์ = 9,289 กิโลเมตร บนรถไฟชั้น 2 นอนห้องละ 4 คน เดินทาง 20 ชม. ระหว่างทางเราเจอเพื่อนใหม่มากมาย เป็นคนรัสเซียท้องถิ่น พบผู้ร่วมทางอีก 2 คนเขามาจากต่างทิศ ทั้งคู่เอาอาหารมาตั้งเต็มโต๊ะ เราเลยสนทนาอย่างสนุกสนานเพราะภาษาอาหารแม้ใช้ศัพท์แบบมั่วมาก แต่ก็พอคุยกันรู้เรื่องแบ่งกันไปแบ่งกันมา สักครู่เขาเอามันหมูแท้ๆ รมควัน แช่เย็นเจี๊ยบ แบบมันหมูค่ะ มันหมูล้วนๆ ค่ะ มาหั่นๆ ใส่ขนมปังแล้วยื่นให้ “เราก็ทำใจสู้ รับมา 1 ชิ้น แล้วแค่พูดว่าขอบคุณแล้วยิ้มเฉยๆ ก็มันหมูแท้ๆ ค่ะ ลูกชายรับมาแล้วรักษามารยาทดีมาก ยกนิ้วโป้งยิ้มร่าพยักพเยิดให้เขาดีใจว่า ดีจัง อร่อยยอด เขาดีใจมากส่งชิ้นที่ 2 มาให้ เราส่งสายตาให้ลูกบอกว่าถ้ายังแสดงมารยาทดีเช่นนี้ต่อไปโดนอีกแน่แม่รู้ดี แล้วก็ได้ชิ้นที่ 3 และจบลงชิ้นที่ 4 จริงๆ แม่งี้สะใจขำเจ้าลูกชายหนักมาก ส่วนอีกคนก็ส่งวอดก้ามาให้ดวด ลูกชายก็บอกว่าเป็นมารยาทไม่รับไม่ได้เลยส่งมาหลายจอก รับตลอด แม่บอกออกไปซื้อคืนเค้าเลย สงสารเค้า เจ้าลูกชายบอกใครเค้าขายกันบนรถ นี่เขาแอบๆ ดื่ม มันผิดกฎหมายถ้าเมาบนรถอ่ะก็คุยกันสนุกไปตลอดทาง มันทำให้เราเปิดใจรับเพื่อนใหม่ได้เยอะ” มันเป็นความสนุกสร้างพลังใจที่สุดของเธอ