อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์สู่วิถีเกษตรอินทรีย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 09:51 น.
อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์สู่วิถีเกษตรอินทรีย์
โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา 

จากเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อมักใช้เวลายามว่างแปลงร่างเป็นชาวนา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ โอม-อัครเดช ม่วงไม้ อดีตโบรกเกอร์หนุ่มที่เคยสนุกกับการทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ เทรดหุ้นทุกวัน หันมาตกหลุมรักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขกับการปลูกผัก เลี้ยงไก่

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ หันหลังให้กับอาชีพที่เคยใฝ่ฝัน เขากลับค้นพบเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยคาดคิด นั่นคือ การเป็นเกษตรอินทรีย์ที่มีออฟฟิศเป็นสวนหลังบ้าน มีประชากรไก่ ผัก และข้าว เป็นความท้าทายที่เขาต้องพิชิตให้ได้เพื่อผลผลิตที่ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ หรือออร์แกนิกทั้งหมดนั่นเอง พร้อมกันนี้เขายังจับมือกับแฟนสาว เมย์-บุษลักษณ์ บัตรมาก พีอาร์สาวไฟแรง ปลุกปั้น ธรรมดา การ์เด้น (Tammada Garden) ให้เป็นแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ผลผลิตทั้งหมดจากแปลงเกษตรของตัวเอง

แม้จะเริ่มเปิดตัวมาได้ไม่ถึงขวบปี แต่เรื่องราวเบื้องหลังธรรมดา การ์เด้น ที่เกิดจากแพสชั่นและความมุ่งมั่นของหนุ่มๆ สาวๆ รุ่นใหม่ กลับไม่ธรรมดาเหมือนชื่อแบรนด์

จากตลาดหุ้นสู่แปลงนา

“ธรรมดา การ์เด้น เพิ่งเริ่มต้นได้ 8-9 เดือนครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็นโบรกเกอร์ ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์มา 7 ปี สมัยเรียนผมชอบและสนใจด้านนี้ แต่พอมาทำจริงๆ นานเข้าก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับการใช้ชีวิตที่ทุกนาทีต้องผูกติดกับข้อมูลข่าวสาร จนพอทำงานได้ถึงปีที่ 4-5 เป็นยุคที่ผักไฮโดรโปนิกส์ (การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน) เริ่มบูม ผมก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง แล้วลองปลูกที่บ้าน ซึ่งมีฟาร์มเกษตรอยู่ที่ปทุมธานี จากปลูกในกล่องโฟม ค่อยๆ ขยับขยายจนสร้างเป็นรางน้ำได้ผลผลิตทีละ 600-700 ต้น แรกๆ ก็ทั้งกิน ทั้งแจก หลังๆ เริ่มขายบ้าง”

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในเวลานั้นก็ยังเป็นเพียงกิจกรรมยามว่าง แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาจริงจังกับการทำเกษตร คือ เมื่อคุณพ่อคิดอยากจะทำโรงสี

“บ้านผมทำนาอยู่แล้วครับ คือ คุณพ่อท่านก็เป็นพนักงานประจำ แต่อาศัยเสาร์-อาทิตย์ทำนา วันหนึ่งคุณพ่อท่านมีไอเดียว่า ในเมื่อเราทำนาเอง แต่ทำไมต้องซื้อข้าวคนอื่นกิน ท่านเลยคิดว่าน่าจะสร้างโรงสีเล็กๆ ขึ้นเพื่อสีข้าวที่เราปลูก หลังจากนั้นคุณพ่อก็ขยับขยาย เริ่มเลี้ยงไก่ ปลูกผักกินเอง ซึ่งตอนที่คุณพ่อเริ่มทำ เป็นจังหวะที่ผมเองเริ่มอิ่มตัวกับงานประจำมาก เลยบอกคุณพ่อว่า ถ้าเราจะทำแบบจริงจัง ก็ต้องเพิ่มปริมาณ เพราะด้วยความที่เราเลี้ยงไก่แบบออร์แกนิก ไม่ได้ใช้สารเร่ง ไม่ให้อาหารเม็ด เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติ ปริมาณไข่ที่ได้ไม่แน่นอน แต่ข้อดีคือ เรากินได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญไก่เราอายุยืนขึ้น จากเลี้ยง 2 ปีตาย ก็กลายเป็นอยู่ได้ถึง 5 ปี”

นอกจากไก่ โอมบอกว่าที่บ้านยังเริ่มทำฟาร์มผัก ซึ่งจากที่เคยปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ โอมคิดว่ายังไม่ออร์แกนิก 100% เลยเปลี่ยนมาปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

“ถึงจะไม่ได้มาทำเต็มตัว แต่ช่วงนั้นผมก็ช่วยที่บ้านมาตลอด คุณพ่อคุณแม่ผมพูดเสมอว่า ผักที่เราปลูกเองกินแล้วสบายใจ เรื่องความอร่อยไม่ต้องพูดถึง ที่สำคัญสดใหม่มาก เพราะเราเด็ดจากแปลงมากินเลย”

ในช่วงที่กำลังสนุกกับงานอดิเรก โอมก็ตัดสินใจลาออกจากการทำงานเป็นโบรกเกอร์ ผันตัวเองมาเป็นเซลส์ขายอาหารแช่แข็งอยู่ประมาณ 7 เดือน ด้วย 2 เหตุผล คือ บริษัทอยู่ใกล้บ้าน สองคือ อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการขายเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายงานประจำก็ยังไม่ตอบโจทย์ โอมเลยตัดสินใจลาออกมาเป็นเกษตรกร พร้อมสร้างแบรนด์ผลิตผลเกษตรอินทรีย์เต็มตัว

“ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมาอยู่ตรงนี้ ผมมีเป้าหมายชัดเจนมาตั้งแต่เลือกเรียนด้านการเงินว่าอยากเป็นโบรกเกอร์ ที่ผ่านมาผมได้ทำความฝันในวัยเรียนสำเร็จแล้ว แต่เมื่อทำแล้วค้นพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ใช่สำหรับชีวิต พอได้มาเจอวิถีชีวิตใหม่ จากแรกๆ ที่ทำเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ กลายเป็นว่าผมรู้สึกสนุกที่จะอยู่กับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องอยู่ในเมืองที่วุ่นวาย ว่างๆ ก็ไปลงคอร์ส หรือหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเกษตร ผมรู้สึกมีความสุข และที่สำคัญผมรู้แล้วว่า การทำเกษตรต้องจริงจัง แค่เวลา 2 วันต่อสัปดาห์ที่เราให้ไปอาจยังไม่พอ เพราะถ้าจะดูแลแบบครบวงจร ทั่วถึงจริงๆ เราต้องทุ่มเทกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม โอมยอมรับว่า แม้ใจจะเต็มร้อยแต่ช่วงแรกที่มาทำกลับไม่ง่ายเลย เฉพาะปลูกผักที่คิดว่ามีประสบการณ์มาบ้าง ก็ยังต้องทดลองอยู่เป็นสิบรอบกว่าจะสำเร็จ ช่วงแรกๆ ที่ผันตัวจากมนุษย์เงินเดือนมาเป็นเกษตรกรแทบไม่มีรายได้เลย

“ผมใช้ชีวิตแบบไม่มีรายรับอยู่ 4-5 เดือน แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ ทำไป ประจวบเหมาะกับตอนนั้นแปลงนาที่บ้านกำลังจะเก็บเกี่ยว จากปกติเราจะเก็บไว้กินประมาณ 1-2 ตัน ที่เหลือขายให้โรงสี ผมตัดสินใจขอคุณพ่อมาลองทำตลาด 1 ตัน (ประมาณ 300 กิโลกรัม) ซึ่งคุณพ่อท่านก็ใจดีให้มาลองทำ”

ผูกปิ่นโตมีสุขภาพดีไปด้วยกัน

โอมบอกเล่าอย่างออกรสว่า ช่วงที่สวมบทเกษตรกรมือใหม่กำลังตั้งหลัก นอกจากจะดูแลผลผลิตที่ปลูกด้วยใจ เขายังคิดโมเดลธุรกิจที่จะสร้างความยั่งยืนไปด้วยว่า จะขายในรูปแบบไหน สุดท้ายโอมและแฟนสาวตกผลึกจนได้ไอเดีย “ผูกปิ่นโต” เน้นการขายแบบจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะทั้งคู่อยากให้ผลิตผลที่เป็นออร์แกนิกอยู่ในราคาที่เอื้อมถึง ทุกคนที่อยากมีสุขภาพดีสามารถซื้อได้

“เราตั้งต้นจากข้าวสารจากนาของเรา โปรโมทผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม มีออกบูธบ้างประปราย แต่เราไม่ได้เข้าห้าง เพราะด้วยความที่เป็นสินค้าออร์แกนิก ทุกอย่างขึ้นกับธรรมชาติจริงๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีสต๊อกสินค้ามากพอที่จะส่งห้างอยู่แล้ว ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นแบบผูกปิ่นโต ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อทำสัญญา เราก็จะนำสินค้าไปส่งให้ถึงหน้าบ้าน”

สำหรับสินค้าที่เริ่มผูกปิ่นโตตอนนี้ คือ ข้าวสารหอมปทุมปลอดสาร โดยลูกค้าต้องจ่ายเงินมัดจำถังไม้สักสำหรับบรรจุข้าว ซึ่งเราสั่งทำเป็นพิเศษ สามารถจุข้าวสารได้ 15 กิโลกรัม มีคุณสมบัติกันมอดได้ ในราคา 1,000 บาท โดยจะต้องสั่งข้าวเต็มถังทุก 3 เดือน เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อครบ 24 ครั้ง จะได้รับเงินมัดจำคืน พร้อมได้รับถังไปเลย โดยทุกครั้งที่ลูกค้าสั่งข้าวทางแบรนด์จะนำข้าวไปเติมให้ในถังนี้ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก

“ตอนหลังเรายังเพิ่มถังไม้ขนาด 7.5 กิโลกรัม เพื่อให้ตอบโจทย์กับลูกค้าที่อาศัยอยู่ในคอนโด ตลอดจนครอบครัวขนาดเล็กด้วย โดยยังคงคอนเซ็ปต์เดิมคือ มัดจำ 1,000 บาท สั่งซื้อครบ 24 ครั้ง รับเงินมัดจำคืนพร้อมถังไม้สัก ที่สำคัญยังรับประกันความพอใจลูกค้าด้วยการให้ทดลองกินฟรีก่อนครึ่งกิโลกรัม เพราะรสนิยมในการกินข้าวของคนเราไม่เหมือนกัน แต่ผมมั่นใจว่าจุดเด่นของข้าวเราคือ ความสดใหม่ ไม่มีการสีทิ้งไว้ รอให้ลูกค้าสั่งถึงสี ทำให้ข้าวยังมียาง หุงออกมาแล้วคล้ายๆ ข้าวญี่ปุ่น ซึ่งในอนาคตผมกำลังวางแผนว่าจะปลูกข้าวกล้องแบบออร์แกนิกด้วย เพราะมีลูกค้าถามมาเยอะ”

นอกจากข้าว เรายังมีไข่ออร์แกนิก ซึ่งเวลาเรานำไปส่ง เราจะใส่ตะกร้าทำมาจากใยมะพร้าวไปส่ง พร้อมกันนี้ยังมีผักออร์แกนิกเช่น ผักสลัด ผักสวนครัว คะน้า กวางตุ้ง พริก ในอนาคตอาจจะมีสินค้ามากกว่านี้ เพราะโอมกำลังเริ่มทดลองเลี้ยงปลาตะเพียน ปลาเนื้ออ่อน ปลาทับทิม เป็นต้น

“ทุกรายการสั่งซื้อที่เข้ามา ผมจะขับรถไปส่งเอง ผมมีความสุขที่ได้เจอลูกค้า เผื่อมีปัญหาจะได้พูดคุยกันโดยตรงเพื่อปรับปรุง ตอนนี้เรารับออร์เดอร์พร้อมส่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล”

ยิ้มให้สุดกับชีวิตที่เริ่มแตะเบรก

มาถึงวันนี้ โอมบอกว่า ชีวิตของเขาสโลว์กว่าแต่ก่อนมาก ตารางชีวิตทุกวันนี้ คือ ตื่นตีสี่ครึ่ง เพื่อไปเปิดมุ้งให้ไก่ลงมากินอาหารเช้าที่เราเตรียมไว้ให้ตั้งแต่กลางคืน ถามว่าทำไมต้องตีสี่ครึ่ง เพราะเราไปหาข้อมูลมาแล้วว่าไก่มีเวลาอาหารเช้าของเขา ถ้าไม่ให้ตามเวลาไก่ก็ไม่ไข่ จากแต่ก่อนเราให้ตอนตื่น ประมาณ 8 โมงเช้าปรากฏไก่ไม่ออกไข่ (หัวเราะ)

“พอจัดการภารกิจแรกของวันเสร็จ ผมก็จะกลับไปนอน ตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า ดูออร์เดอร์สินค้า ถ้ามีออร์เดอร์ข้าว ผมก็ไปเข้าโรงสี ดูแปลงผัก จากนั้นก็ไปทำปุ๋ย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เย็นค่ำ จากแต่ก่อนนอน ตี 1 ตี 2 เดี๋ยวนี้สี่ทุ่มก็ง่วงแล้ว เช้าวันใหม่ก็ตื่นไปทำภารกิจเดิม ถามว่าชีวิตผมสโลว์ลงมั้ย แน่นอน ถึงจะมีอะไรให้ทำเยอะ แต่ก็สนุก ได้ทำสิ่งที่รัก ได้กลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่ผันตัวเองมาทำไร่ ผมใจเย็นขึ้นมาก สมัยใช้ชีวิตในเมืองทำให้ใจร้อน เวลา 24 ชั่วโมงไม่เคยพอ แต่พอไปอยู่กับต้นไม้ มันสอนให้เรารู้จักรอคอย อย่างเราปลูกผักแปลงนี้ต้องรอ 45 วัน ก็คือ 45 วัน เราจะไปเร่งก็ไม่ได้ ที่ทำได้คือ เฝ้าดูแลมันทุกวัน ความรู้สึกที่ผมชอบที่สุด คือ ตอนที่เห็นต้นงอกพ้นดิน มันเหมือนการเริ่มใหม่ เหมือนชัยชนะที่เราได้รับในทุกวัน”

โอมยังทิ้งท้ายถึงที่มาของชื่อธรรมดาแต่ฟังแล้วติดหูว่า ธรรมดา การ์เด้น คือฟาร์มที่เกิดจากสวนหลังบ้าน และอิงทุกอย่างจากธรรมชาติ จนสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ธรรมดาให้เป็นจริง

บทความแนะนำ