ธนวรรณ สิงหพงศ์ ทางเลือก...รู้และซึ้งด้วยตัวของตัว

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 09:23 น.

ธนวรรณ สิงหพงศ์ ทางเลือก...รู้และซึ้งด้วยตัวของตัว

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ธนวรรณ สิงหพงศ์  

บทความนี้มิได้มุ่งหมายที่จะกล่าวโทษต่อบุคคล คณะบุคคล หรือกระบวนการแพทย์ทางเลือกใดๆ หากมุ่งสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อแบ่งปันต่อเพื่อนร่วมสังคม เรียนรู้อดีตในฐานะบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต นี่คือเจตนารมณ์ของ เพชร-ธนวรรณ สิงหพงศ์ วัย 37 ปี เจ้าของร้านกาแฟย่านลาดพร้าว “ปัจจัตตัง” ชื่อร้านที่ดูราวเหมือนจะล้อไปกับบทเรียนอันเจ็บปวดของเจ้าของ

“ปจฺจตฺตํ

18 เมษายน 2018

สำหรับใครงงๆ ว่าเกิดอะไร ไม่รู้จักเพชรนะคะ เพชรจะเล่าให้ฟัง...จากคนที่ทำงานได้เป็นปกติ ภายในเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ชีวิตก็เปลี่ยนเลยค่ะ เจอโรคพุ่มพวงทำให้สมองขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นอัมพาตครึ่งซีกไปเลย สมองตายไปบางส่วนค่ะ ตอนนี้ทำได้แค่พยายามคุมให้มันไม่ลามไปอีกฝั่ง ก็สู้กันต่อไปค่ะ แค่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าอยู่กันอย่างประมาทนะคะ อย่าเป็นอย่างเพชรค่ะ...อย่ากินยามั่ว อย่าคิดว่าไม่เป็นไร”

บางส่วนจากเฟซบุ๊กของเพชรที่บอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพชรทำร้านกาแฟ เธอไม่ไว้ใจใคร จึงโหมทำร้านด้วยตัวเองทุกอย่าง จนคนรอบข้างต้องร้องเตือนว่า เพลาๆ หน่อย เยอะเกินไปแล้ว อย่าว่าแต่คนอื่น กระทั่งตัวเองก็ยังคิดว่าทำเยอะเกินไป ร้านนี้ลูกน้องอยู่กันไม่ทน เล่าลือกันไปว่างานหนักงานหิน ต้องทุ่มแบบสุดๆ จึงจะอยู่ได้ สุดท้ายเหลือแค่ 2 คน นายจ้าง 1 ลูกจ้างอีก 1 ร้านกาแฟใหญ่โตทำกันสองคนแค่นี้

“เหนื่อยมาก แล้วอยู่ดีๆ บ้านก็หมุน เพชรเป็นโรคพุ่มพวงหรือโรคเอสแอลอีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เมื่อเหนื่อยมากก็ออกอาการ”

ตอนแรกคิดว่าแค่เหนื่อย แต่นี่เพียงสัญญาณร้ายที่เพิ่งก่อตัว เพชรรู้ตัวว่าเป็นโรคพุ่มพวงหรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) เมื่อสิบปีก่อน แต่ภาวะโรคยังไม่รุนแรง ก็เลยไม่ยอมกินยา ใช้ชีวิตแบบประคับประคอง เป็นโรคนี้ต้องไม่ให้เหนื่อย ก็พยายามที่จะไม่ทำตัวเองให้เหนื่อย กับชอบหายาสมุนไพรมากินเอง

“ไปหาแพทย์ทางเลือก แพทย์ให้ยาฮอร์โมนมากิน หมอไม่รู้ เราไม่รู้ หมอไม่รู้ว่าเพชรเป็นโรคอะไรอยู่ก่อน และเพชรก็ไม่รู้ว่าเราต้องบอกหมอ กินได้ 3 วันเท่านั้น ก็เส้นเลือดในสมองตีบ สโตรกเดี๋ยวนั้น”

ร้านกาแฟที่ตกแต่งไว้ราวเนรมิต กลายสภาพเหมือนสมรภูมิรบของอ้วก เพราะเพชรอาเจียนอย่างหนัก เละเทะไปทั้งร้าน เพราะเธออ้วกพุ่งเต็มร้าน อ้วกแล้วอ้วกอีก อ้วกแล้วอ้วกเล่า มีอะไรมากมายหนอที่อยู่ในท้องไส้อันลี้ลับ ผู้คนที่เห็นต่างตกตะลึง แต่ก็เป็นตอนที่เพชรไม่สามารถควบคุมซีกขวาของร่างกายได้แล้ว

“เพชรอยู่ในร้าน รู้สึกชา เหงื่อแตก อ้วกเต็มไปหมด ไม่ไหวแล้ว ไปหาหมอเถอะ แฟนกับลูกน้องอีกคนช่วยกันลากไป ทั้งคนลากและคนถูกลาก ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ไม่ชุ่มโชกไปด้วยอ้วก โชคดีที่โรงพยาบาลอยู่ใกล้บ้าน ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง และเมื่อพบว่าเส้นเลือดสมองตีบ ก็ตัดสินใจฉีดยาละลายลิ่มเลือดทันที”

ความเป็นความตาย โอกาสที่คว้าไว้ได้ บางทีก็เป็นแค่เสี้ยววินาที เพชรเล่าว่า โชคดีมากที่ไปโรงพยาบาลเร็ว และโชคดีมากที่ตัดสินใจฉีดยาละลายลิ่มเลือด เพราะขณะนั้นเส้นเลือดในสมองแค่ตีบ เส้นเลือดยังไม่แตก ถ้าแตกจะฉีดยาละลายลิ่มเลือดไม่ได้ แต่ในความโชคดีก็คือความโชคไม่ดีที่สมองเดินหน้าตายไปเรื่อยๆ

เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเศษๆ หากคือเซลล์ที่สูญเสียไปเกือบ 10% ของเนื้อสมองทั้งหมด สมองตาย 10% นี้ถือว่ามากหรือไม่ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่ามากพอทำให้การทรงตัวซีกขวาเสียไป สมองที่ตายแล้วไม่ฟื้นคืน ที่ซ่อมได้คือเซลล์สมองที่อยู่ข้างๆ ปัจจุบันเธอพูดไม่ชัด สื่อสารพอได้ ตาข้างขวามองเห็นเป็นภาพซ้อน หูขวาดับ

“บางคนต้องนอนอยู่ 2 ปี หรือมากกว่านั้น กว่าจะเริ่มเดินได้อีก เพชรมองว่าตัวเองยังพอมีโชคอยู่บ้าง”

หลังเข้ารับการรักษาอาการทางสมอง เพชรต้องแอดมิทเข้ารับการรักษาใหญ่ๆ อีกสองครั้งสองครา จากโรคพุ่มพวงด้วยและจากอาการทางสมองด้วย ยาที่แพทย์ใช้ “เอาไม่อยู่” แต่ละรอบหนักมาก มีตั้งแต่เมายา ไม่รู้เรื่องอยู่เกือบเดือน ปัสสาวะไม่ออก ต้องสวนเอา เวลาถ่ายหนักใช้วอล์กเกอร์ช่วยเดินไปที่ห้องน้ำ ล้มแล้วคลาน คลานแล้วล้มอยู่ระหว่างเตียงกับห้องน้ำ ชีวิตเหลืออยู่แค่นี้

“ช่วงแรกต้องกินสเตียรอยด์ หรือที่เรียกกันว่าเพรดนิโซโลนถึงวันละ 20 เม็ด! ทั้งฉีดและเคมีบำบัด ทำให้พุงป่อง หน้าบวม หนอกหลังขึ้น กระดูกผุ ไม่มีใครจำเพชรได้ แม้แต่ตัวเพชรเอง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ 7 เดือนแล้ว เพชรยังเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก ต้องตัดนิ้วชี้ขวาทิ้งไปอีกหนึ่งนิ้ว เธอฝึกเดินได้ดีแต่หลายโอกาสยังต้องอาศัยรถเข็น พูดได้มากขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น และมีความหวังมากขึ้น หญิงสาวฝึกกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เธอมักนอนออกกำลังกายบนเตียง ซิตอัพเพื่อฝึกกล้ามเนื้อต้นขา มีความหวังที่สมรรถนะร่างกายจะกลับมา

เพชรเป็นบุตรสาวของนักธุรกิจด้านเวดดิ้งสตูดิโอรายใหญ่ จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อินเตอร์ฯ (เกียรตินิยม) จากนั้นบินไปเรียนปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมี (เกียรตินิยม) ที่มหาวิทยาลัย TUHH (Hamburg Institute of Technology) เมืองฮัมบรูก ประเทศเยอรมนี แต่งงานแล้ว หย่าแล้ว มีแฟนใหม่แล้ว เธอไม่สามารถมีบุตรได้

ในปี 2555 เริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม เส้นทางธรรมะเริ่มจากความสงสัยไม่รู้ จากไม่รู้ไม่สนใจก็สนใจ เพราะได้ฟังซีดีธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน เอ๊ะ ปฏิบัติธรรมนี่ยังไงหรือ ก็เลยเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าหิ้วไปวัดเดี๋ยวนั้นเลย ปฏิบัติธรรม 7 วัน ด้วยความอยากรู้ จากนั้นก็ต่อเนื่องมา

“ปฏิบัติเอง รู้เอง อ๋อเอง เป็นปัจจัตตังที่รู้ได้เฉพาะตัวของตัว บรรลุได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นที่มาของร้านกาแฟปัจจัตตังด้วย”

เรียนจบเยอรมัน จะอยู่ทำงานที่โน่นเสียก็แล้ว แต่บิดาขอร้องให้กลับมาทำ “อะไรก็ได้” ที่เมืองไทย เธอกลับมาและเลือกทำธุรกิจที่แตกต่างออกไป เพชรเปิดร้านกาแฟปัจจัตตัง (ปจฺจตฺตํ) ในปี 2556 หรือเมื่อ 5 ปีก่อน ชื่อร้านเป็นคำในภาษาบาลี หมายถึง การบรรลุได้ด้วยตนเอง การเห็นได้ด้วยตนเอง ไปถึงซึ่งการปฏิบัติของตน

ร้านกาแฟของเธอขายเครื่องดื่ม กาแฟ เค้กและเบเกอรี่คุณภาพ ถือหลักว่าอาหารเครื่องดื่มต้องรู้รสกำซาบด้วยตัวของตัวฉันใด ธรรมะก็รู้ได้ซึ้งกำซาบได้ด้วยตัวของตัวฉันนั้น ในร้านนอกจากจะมีกาแฟและของอร่อยชั้นเลิศให้ลองลิ้มแล้ว ยังมีสัปปายะสถานที่ให้บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นห้องปฏิบัติธรรมเล็กๆ น่ารักที่ชั้น 2

สำหรับห้องเล็กๆ ที่ชั้นบนนี้ มีความสะอาด สว่าง สงบ โดยเพชรตั้งใจให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับลูกค้าในร้านหรือจะไม่ใช่ลูกค้าก็ได้ มานั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ หรืออย่างน้อยก็ได้พักผ่อนอยู่กับตัวเอง เป็นเรื่องดีๆ ที่อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคม

“การเปิดร้านกาแฟกับการปฏิบัติธรรมของเพชรเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนการกินการเสพ การลิ้มรส ซึ่งรู้ได้ด้วยตัวของตัว ธรรมะก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่เพชรทำไปด้วยกัน ปฏิบัติไปด้วยกัน มองย้อนกลับไป ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม เกิดเรื่องในชีวิตขนาดนี้ เราคงไม่รอด”

ถามและตอบคำถามกับตัวเองว่า คุ้ม เมื่อมองในมุมของธรรม นี่อาจถึงเวลาที่เพชรจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วกระมัง เพชรคงต้องเจอแบบนี้กระมัง เพชรถึงจะปฏิบัติได้(ซะที) ก็ปฏิบัติทั้งๆ ที่ป่วยนี่แหละ มีคนถามเพชรว่า ปฏิบัติธรรมมาเยอะ ทำไมถึงยังเจอกับเรื่องร้าย เพชรตอบพวกเขาว่า ไม่เกี่ยวกัน

“เพชรมองแค่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เราคงบ้าไปแล้ว คงแย่ไปแล้ว คนเคยทำอะไรเคลื่อนไหวรวดเร็ว มาถึงวันหนึ่งขยับตัวไม่ได้เลย เป็นบ้าได้นะ เพชรเชื่ออย่างนั้น เพชรมองว่าตัวเองโชคดีที่เป็น แต่ไม่เป็นได้”

ชีวิตคนไม่ราบรื่นไปตลอด ถ้ายอมรับได้ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย มองไปเห็นแต่ทางได้ อย่างน้อยที่สุดก็ได้เวลาในการปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ (ฮา) ก็ต้องมุ่งมั่นฝึกฝนจิตล่ะ เมื่อก่อนไม่มีเวลา เดี๋ยวนี้เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก เวลามีเหลือเฟือ ธุรกิจร้านกาแฟที่เคยคิดว่าไม่ได้ๆๆ ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวนี้ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็วาง ได้หมดและวางหมด

“เมื่อก่อนนานมาแล้ว ตอนที่ยังไม่ประสบเหตุ เคยถามพระอาจารย์ที่ได้ฝึกวิปัสสนากับท่าน ถามท่านว่า ทำไมเพชรต้องปฏิบัติธรรมด้วย พระอาจารย์ตอบว่า ปฏิบัติไปเถอะ ถึงวันหนึ่งก็จะรู้เองว่าทำไม ตอนนี้เพชรรู้แล้วว่าทำไม”

ทุกวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ได้ประสบเจอกับตัว ภาวะถึงที่สุดที่บอกตัวเองว่าคุ้มค่า คือคุ้มค่าแห่งความทุกข์ทรมานที่ได้รับมานั่นเอง เพราะเป็นความทุกข์ทรมานที่ไม่เสียไปเปล่า ชีวิตประจำวันนอกจากฝึกกายภาพบำบัดแล้ว คือการฝึกทำสมาธิ หรือที่นักปฏิบัติเรียกว่า “บัลลังก์”

แนวปฏิบัติของเพชรคือแนวสติปัฏฐาน 4 พอง-ยุบ (สายพม่า) ต่อเมื่อเจ็บป่วยจึงได้ปฏิบัติสมใจ เป็นเพลาที่ได้ธรรมะเยียวยา ได้ปรับใช้กับความเจ็บปวดในชีวิตจริง วันหนึ่งๆ จะเดินจงกรมและนั่งสมาธิให้ได้ครั้งละ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำแบบนี้วันละ 3 รอบ หรือ 3 บัลลังก์

“ไม่ได้ดีทุกบัลลังก์หรอก แต่ก็หวังที่จะทำให้ได้ทุกวัน ทำไปเรื่อยๆ”

ภาวะฟื้นตัวของสมองไม่ง่าย สมองตายใช้เวลาหลายปี “กาย” หรือโรคาพยาธิที่ดำรงนี้ ค่อยๆ แก้ ค่อยๆ อยู่กับมัน มองย้อนกลับคือทางเลือกที่ไม่ใช่แค่เพชร แต่ทุกคนต้องเลือกให้ดี การปฏิบัติธรรมไม่ต้องรอให้สูงวัย อยากให้ลองปฏิบัติเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะชีวิตไม่แน่นอน ความรักเคยใช่ พอหย่าแล้วก็ไม่ใช่ เคยแข็งแรงว่องไว ก็ไม่ใช่เสมอไป

ส่งท้ายด้วยพระธรรมคุณบทหนึ่งที่ว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” แปลว่า พระธรรมอันผู้บรรลุจะพึงรู้เฉพาะตัว ปัจจัตตัง...ความสุขที่เกิดจากการบรรลุธรรมนั้น เป็นความสุขที่ผู้บรรลุจะรู้กับใจของตัวเอง...ต้องปฏิบัติจึงรู้

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ