จุฑามาศ ทองเหมือน ส่งความสุขที่ยั่งยืนสู่ท้องทะเล

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:22 น.

จุฑามาศ ทองเหมือน ส่งความสุขที่ยั่งยืนสู่ท้องทะเล

โดย ภาดนุ 

นํ้าตาล-จุฑามาศ ทองเหมือน วัย 28 ปี รั้งตำแหน่ง General Manager ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้บริหาร อันดามัน ดั๊ก (Andaman Duck) คือผู้บริหารรุ่นใหม่ผู้หลงรักธรรมชาติและท้องทะเล ล่าสุดเตรียมเปิดหาดเรนเดียร์บีช เกาะแมคคลอยด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะมากุย ของเมียนมา ที่ได้รับสมญาแห่งท้องทะเลที่คงไว้ซึ่งธรรมชาติเมื่อ 200 ปีก่อน เพื่อส่งต่อความสุขด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทะเลแบบยั่งยืน ลองไปฟังเธอเล่าถึงความสุขภาคสโลว์ไลฟ์ของเธอกันดีกว่า

“เดิมทีตาลเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารคอมพิวเตอร์ จากวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกพอเรียนจบตาลก็ทำงานในแผนกมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่น ที่กรุงเทพฯ อยู่ 4 ปี ก็ทำงานสายนี้มาตลอด แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตาลมาทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทะเลและรีสอร์ทนั้นมาจากการที่เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เรียนจบมาก็ทำงานประจำเหมือนคนทั่วไป เริ่มงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็น อยู่กับคนหมู่มากและชีวิตที่เร่งรีบมาโดยตลอด

จนวันหนึ่งตาลได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ภูเก็ต จึงได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ สิ่งที่สัมผัสได้ในครั้งแรกเลย คือความมีน้ำใจของผู้คน การกล่าวทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายเป็นว่าตาลรู้สึกตกหลุมรักคนที่นี่เข้าอย่างจัง ประกอบกับสภาพแวดล้อม อากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ที่มีครบทุกอย่าง แต่ยังไม่ทิ้งสังคมเมือง ทำให้ตาลตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แบบไม่รีรอเลยค่ะ”

น้ำตาลบอกว่า จากที่เคยทำงานที่กรุงเทพฯ เธอก็ย้ายมาทำมาร์เก็ตติ้งให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มทำงานให้กับบริษัทท่องเที่ยวและบีช คลับที่ชื่อว่า พาราไดซ์ บีช และทำงานอยู่ที่ภูเก็ต 2-3 ปีได้

“แล้ววันหนึ่งตาลก็ได้รับโอกาสจากญาติผู้ใหญ่ซึ่งได้รับสัมปทานเกาะแห่งหนึ่งทางฝั่งพม่า นั่นก็คือเกาะแมคคลอยด์ ด้วยความที่เคยทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวมาอยู่แล้ว ตาลจึงอยากทำธุรกิจที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้าง โดยอยากจะทำให้ จ.ระนอง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางฝั่งทะเลอันดามันเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น และทำให้คนในพื้นที่ได้มีงานทำมากขึ้นด้วย เราจึงเปิดธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับสนับสนุนการจ้างงานและสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ซึ่งเราได้ทำธุรกิจนี้ผ่านบริษัท อันดามัน ดั๊ก ค่ะ

สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวที่อันดามัน ดั๊ก จะนำนักท่องเที่ยวไปก็คือ หาดเรนเดียร์บีช บนเกาะแมคคลอยด์ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะมากุยของพม่า โดยบริษัทเราเป็นคนไทยเพียงรายเดียวที่ได้สัมปทาน นอกนั้นจะเป็นนักธุรกิจพม่าทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อเราเปิดอันดามัน ดั๊ก เราจึงทำการท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ ที่เสมือนกับว่าได้พานักท่องเที่ยวเดินทางย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อน ซึ่งธรรมชาติใต้น้ำและทรัพยากรธรรมชาติยังคงสมบูรณ์เต็มร้อย มีปะการังเขากวางที่ยาวกว่าร้อยเมตร มีดอกไม้ทะเลที่สวยงามมาก เรียกว่าเราเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จะรักษาทรัพยากรและธรรมชาติใต้น้ำไว้ให้ชาวพม่าและชาวไทยได้ดูแลกันต่อไปอีกนานแสนนาน”

น้ำตาลเสริมว่า การที่บริษัทและตัวเธอตัดสินใจทำธุรกิจที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืนนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เธอได้ค้นพบว่า เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของเธอคืออะไร

“อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าตาลใช้ชีวิตอยู่กับสังคมที่เร่งรีบ เดินไปทางไหนก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่อง จนวันหนึ่งเราได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติ ที่ไม่เคยคิดว่ายังมีอยู่จริงในสมัยนี้ และเมื่อได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่เปิดรับเรื่องการทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ Continue The Beautiful World Together นั่นคือการสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ลดใช้พลาสติก เช่น หลอด หรือขวดพลาสติก โดยหันมาเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ หรือใช้ขวดแก้วที่เติมน้ำมาจากฝั่งแทน เพราะแก้วสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จนเป็นที่มาของแฮชแท็ก #noplastic #savethesea

ปัจจุบันเราจะเริ่มเปิดการเดินเรือรอบปฐมฤกษ์ไปยังหาดเรนเดียร์ บีช ในวันที่ 19 ต.ค. 2561 นี้ โดยจะพานักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ รักษ์ท้องทะเลอย่างแท้จริง หมุนนาฬิกาย้อนอดีตไปพร้อมกัน และจะแกรนด์โอเพนนิ่งจริงๆ ในเดือน พ.ย.ปลายปีนี้ ซึ่งช่วงนั้นหาดเรนเดียร์บีชและเกาะจะเป็นช่วงที่ธรรมชาติสวยมาก โดยช่วงเริ่มต้นจะเป็นการท่องเที่ยวแบบ One Day Trip คือเที่ยวที่เกาะพม่า แต่กลับมานอนที่โรงแรมบนฝั่งระนองของไทย และในอนาคต อันดามัน ดั๊ก ก็มีแพลนที่จะทำรีสอร์ทที่หาดเรนเดียร์ บีช บนเกาะแมคคลอยด์ด้วย ซึ่งต่อไปนักท่องเที่ยวจะสามารถค้างคืนและตื่นมาชมเกาะได้เลย”

น้ำตาลพูดถึงการใช้ชีวิตในมุมสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางท้องทะเลและเกาะให้ฟังว่า เมื่อได้มาทำงานเธอมีโอกาสได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตที่ตื่นเช้ามาไม่ต้องรีบดื่มกาแฟและไม่ต้องรีบนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน จึงทำให้เธอรู้สึกแฮปปี้กว่าที่เคย

“ใน จ.ระนอง แค่คุณตื่นเช้ามา แล้วขี่จักรยานมาตลาด ดื่มกาแฟโกปี๊ นั่งคุยกับอาม่าอาเจ็กในตลาด เท่านี้ก็รู้สึกมีความสุขแล้วละค่ะ ช่วงสายๆ ก็เข้ามาเคลียร์งานที่ออฟฟิศต่ออีกหน่อย พอตกบ่ายก็มานั่งคุยกับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งพวกเขาจะสอนเราปลูกผักกินเอง ประกอบกับตาลเคยมีโอกาสไปเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการดูแลดอกไม้ ต้นไม้ และไม้ผลที่เราปลูกเองกินเองตามวิถีอินทรีย์

เลยทำให้ตาลรู้สึกถึงความยั่งยืนและมั่นใจได้ว่าเป็นผักปลอดสารแน่นอน ตาลก็เลยวางแผนกับหุ้นส่วนว่า ในอนาคตเราจะปลูกผัก ผลไม้ ที่เกาะโดยนำกระบะดินและปุ๋ยธรรมชาติขึ้นไปปลูกผักบนเกาะแมคคลอยด์กัน เช่น ดอกอัญชัน ผักกาดแดง และผักสลัด พร้อมทั้งจัดเวิร์กช็อปรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจวิถีอินทรีย์และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ โดยไม่ต้องซื้อกินทุกอย่าง ซึ่งมันจะทำให้เรารู้จักคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและรู้จักการใช้คุณค่าทุกอย่างให้เป็นประโยชน์

ตาลชอบวิถีชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งสามารถนำผักที่ปลูกเองไปแลกกับปลาของชาวประมงได้ แม้แต่แตงโม หรือน้ำอัดลมกระป๋อง เราก็สามารถนำไปแลกกับปลาที่ชาวประมงจับมาได้ เหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อนนู้น เรียกว่าพอเราลงเรือไปที่เกาะปุ๊บ เงินก็จะไม่ค่อยมีค่ามากสักเท่าไร เพราะชาวประมงเขาก็ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไร เขาพอใจกับชีวิตกินอยู่แบบธรรมชาติที่พวกเขาเป็น เชื่อมั้ยว่าตาลให้แตงโมเขาไปแค่ลูกเดียว แต่เขาให้กุ้งเรากลับมาตั้ง 3 กก.เชียวค่ะ มันจึงกลายเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่เมื่อเราก้าวออกจากบ้านเมื่อไหร่ เราก็ต้องใช้เงินแล้วค่ะ”

น้ำตาลบอกอีกว่า ด้วยความที่เธอชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ทะเล” สำหรับเธอแล้ว แค่ใช้คำว่า “ชอบ” คงไม่พอ แต่ต้องใช้คำว่า “หลงรัก” ซะมากกว่า

“ไม่ได้เว่อร์นะคะ นี่คือความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงๆ ทะเลทำให้รู้สึกถึงความสงบผ่อนคลาย และสบายใจ ถึงขั้นที่ตาลเคยบอกกับทุกคนว่า ‘ไม่เป็นไรหรอก ถึงตาลตาย ก็ได้ตายในที่ที่ตัวเองหลงรัก’ เลยล่ะ หลังจากนั้นทุกคนก็เลยปล่อยให้เราเป็นชาวเลมาจนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

สำหรับแง่คิดในการดำเนินชีวิต ตาลยึดถือคติที่ว่า ‘ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ’ ซึ่งเป็นคำสอนของคุณแม่ ที่น้อมนำมาจากคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยคุณแม่จะพูดสอนมาตลอด จนอยู่ในจิตใต้สำนึกของตาลไปแล้ว การที่เราดูแลธรรมชาติก็เหมือนกัน เรายิ่งให้ ยิ่งดูแลเอาใจใส่ธรรมชาติมากเท่าไร ธรรมชาติก็จะให้กลับคืนในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเช่นกัน ยิ่งเราอยู่กับธรรมชาติ เรายิ่งต้องรักษาธรรมชาติ และคงความเป็นธรรมชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนบนโลกนี้ให้มากที่สุด”

น้ำตาลทิ้งท้ายว่า การใช้ทรัพยากรหรืออยู่กับวิถีธรรมชาติของท้องทะเลให้ยั่งยืน ในมุมมองของเธอแล้ว ควรจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น การลด ละ เลิก การใช้พลาสติก จากนั้นจึงส่งเสริมอาชีพของคนท้องถิ่นให้อยู่ยั่งยืนโดยไม่สูญหายไป

“ปัจจุบันนี้ อันดามัน ดั๊ก ก็ได้ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในท้องถิ่น ให้นำรถสองแถวไม้แดงออกมาให้บริการในท้องถิ่น เพราะรถสองแถวนี้ถือเป็นอัตลักษณ์ที่คนรุ่นปู่รุ่นย่าได้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองมา ดังนั้นการรับส่งแขกของรีสอร์ทหรือนักท่องเที่ยวเราจะไม่ใช้รถตู้เลยค่ะ แต่จะเน้นให้ใช้บริการด้วยรถสองแถวไม้แดงที่มีมาหลายสิบปีให้ยั่งยืนและมีการจ้างงานอื่นๆ ต่อไปด้วย

ตาลว่าความสุขของตาลคือการได้ทำงานและได้ใช้ชีวิตอยู่กับท้องทะเล ได้ลงไปดำน้ำ(สนอร์เกิลและฟรีไดวิ่ง) ได้เห็นโลกใต้น้ำ เห็นฝูงปลาสวยๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งมันช่วยให้ตาลหายเครียดจากเรื่องอื่นๆ ได้เป็นปลิดทิ้งเลยละ แล้วมันยังไปเชื่อมโยงกับการที่ธุรกิจของเราได้ส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชนด้วย รวมทั้งให้ความสุขกับลูกค้าที่มาพักหรือมาใช้บริการ แล้วพวกเขากลับไปแบบมีรอยยิ้มสุขใจ เท่านี้ก็เป็นความสุขที่เทียบเป็นตัวเงินไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”…อัพเดทที่ www.andamanduck.com

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ