สักครั้งที่ไม่ลืมในชีวิตลูกผู้ชายของ ดนัย ชุดทอง

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

สักครั้งที่ไม่ลืมในชีวิตลูกผู้ชายของ ดนัย ชุดทอง

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะโตแค่ไหนคนเราก็ไม่เคยหยุดฝัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน เราทุกคนต้องมีความฝันอะไรสักอย่างในส่วนลึกของจิตใจที่คุณอยากจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงสักครั้ง

เช่นเดียวกับชายหนุ่มสุดเซอร์คนนี้ ดนัย ชุดทอง Senior Manager รับผิดชอบงานทางด้านไอที-วิจัยและพัฒนา ของบริษัท บัตรกรุงไทย ที่เขาก็มีความฝันบางอย่างลึกๆ ในใจเช่นกัน และเขาพยายามที่จะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงในวัย 40 ปี

เขาเล่าว่าเขาเพิ่งมาขี่มอเตอร์ไซค์เป็นตอนอายุ 40 ปี ตอนเด็กๆ ก็แค่ขี่จักรยานเป็น แต่ไม่เคยหัดขี่มอเตอร์ไซค์เลย ก็ไม่รู้ว่าทำไมตอนวัยรุ่นถึงไม่ได้หัดขับให้เป็น มันจึงทำให้เขาอยากขี่มาตลอด แต่ก็ไม่ได้ลงมือฝึกหัดจริงๆ สักที พออายุ 40 มันก็คาใจว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำไม่ได้ ก็ไปหัดจนเป็น พอเป็นก็ซื้อของใหญ่เลยจัดบิ๊กไบค์เครื่อง 1,500 ซีซีเลย เพราะฝันอยากจะขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ ตอนขับแรกๆ ก็ไม่กล้าออกถนนใหญ่ไปไหนไกลๆ ได้แต่ขับวนเล่นอยู่แถวหมู่บ้านนั่นเอง ขับจากบ้านมาที่ทำงานก็ยังไม่เคย จะมีนานๆ ครั้งที่ขับออกไปต่างจังหวัดบ้าง หาถนนโล่งๆ ถนนลาดยางดีๆ ไปลองเครื่องดูบ้าง

พอหัดไปได้สัก 2 ปี ตอนอายุ 42 เขาก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ขับบิ๊กไบค์ ชวนไปขับที่นั่นที่นี่มากขึ้น จนกระทั่งพีกสุดคือชวนกันไปไกลถึงแชงกรีลา ประเทศจีน ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี เป็นครั้งแรกที่เขาออกสนามใหญ่ไปไกลถึงจีน ช่วงที่ไปตอนนั้นก็หนาว บางเส้นทางก็มีหิมะตกด้วย ไป 27 คัน เป็นเวลาเกือบ 10 วัน

“คือมันเป็นความท้าทายนะครับ อยากไปพิสูจน์ตัวเองว่าเราจะกล้าออกจากเซฟตี้โซนของตัวเองดูบ้างว่าเราจะทำได้ไหม ถ้าไม่ไปตอนนี้ก็อาจจะแก่เกินไปแล้ว ตอนไปขี่นี่ก็สารภาพเลยว่ากลัวๆ กล้าๆ สลับกันไป แล้วบางช่วงทางก็มีหิมะตกบ้าง ดินสไลด์ตกลงมาบ้าง เราไม่มีประสบการณ์ก็จะไปอยู่ท้ายๆ ขบวนจะได้ไม่ถ่วงเวลาคนอื่นเขา คนที่เก่งมีประสบการณ์เขาจะไปอยู่ข้างหน้ากัน ขับรถในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนี่สติ สมาธิต้องดีมากๆ เพราะข้างๆ ส่วนใหญ่เป็นเหวบ้าง ภูเขาบ้าง จะเผลอกินลมชมวิวไม่ได้หลุดโค้งไปนี่ตกเหวทันที มีบางช่วงมีรถสิบล้อขับอยู่ข้างหน้า ผมเกือบเข้าไปอยู่ใต้ท้องเขาแล้ว ไปที่นั่นขับทุกวัน วันละกว่า 500 กิโลเมตร 10 วันเต็ม มีหลงทางบ้างอะไรบ้าง ไปถึงดึกๆ ดื่นๆ จำได้ว่าวันท้ายๆ ร่างกายเริ่มโหลด ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย อากาศก็หนาวมากๆ วันท้ายๆ ผมนี่ขับไปน้ำตาไหลไปตลอดทาง แล้วถามตัวเองว่ากรูมาทำไมวะเนี่ย (หัวเราะ) แต่พอผ่านกลับมาถึงบ้านได้นี่ก็เป็นความรู้สึกสะใจสุดๆ โอ้โห เราทำได้เว้ย” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

ตอนที่กลับจากการไปขี่บิ๊กไบค์ที่แชงกรีลาครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็คิดว่าคงพอแล้ว ได้ทำในสิ่งที่เป็นความฝันลึกๆ ในใจ คงหายเห่อแล้วมั้ง แต่พออีก 2 ปีผ่านไป ตอนที่อายุ 44 ปีพอดิบพอดี ก็รู้สึกคิดถึงอารมณ์แอดเวนเจอร์อีกสักที เขาก็ขอท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยการไปขี่มอเตอร์ไซค์ที่ทางเหนือสุดของอินเดีย คือที่แคชเมียร์ เลย์ ลาดัคปากัว คราวนี้ไปนาน 12 วัน ทั้งหมด 18 คัน ซึ่งเขาไปมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยคิดว่าอากาศจะเย็นสบายกำลังดี

แต่พอไปถึงจริงอากาศกลางวัน 10 องศา กลางคืน 0-5 องศา ซึ่งลมหนาวมากสำหรับคนมาจากประเทศร้อนๆ อย่างไทย ครั้งที่สองนี้เขาพอมีประสบการณ์แล้ว เขาเตรียมความพร้อมไปอย่างดี ก่อนไปก็ออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่หลายเดือน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วก็เตรียมอุปกรณ์การขับขี่ให้ปลอดภัยมีแบบครบชุด ตั้งใจว่าครั้งนี้ไปแบบผู้มีประสบการณ์แล้ว

เขาบินจากไทยไปลงนิวเดลี แล้วนั่งเครื่องต่อไปศรีนาคา พอไปถึงวันแรก ยังไม่ออกไปขับ ทางเพื่อนร่วมทีมบอกวันแรกให้ปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศก่อน พัก 1 วัน ทำตัวให้ผ่อนคลาย แต่ปรากฏว่าเพียงวันแรกเขาก็รู้สึกแพ้ความสูง พอไปถึงก็กินยาแก้แพ้เข้าไปเพียงครึ่งเม็ด แล้วเขามีอาการหน้ามืด ตาลาย ตาพล่า มองอะไรไม่เห็นเลย น็อก อาเจียนพุ่งเลย ต้องหามเข้าโรงพยาบาลไปนอนอยู่ 4-5 ชั่วโมง อาการจึงดีขึ้น

“ตอนไปแชงกรีลาก็หนาวแต่ไม่สูงเท่าที่เลย์ ที่นี่ 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล พอไปกินยาแก้แพ้ความสูง เราดันแพ้ยาไปอีก พอออกจากโรงพยาบาลถึงรู้ว่า ที่จริงเราไม่ควรกินยาแก้แพ้ แต่ให้จิบน้ำไปเรื่อยๆ เพราะ 1 ใน 3 ของน้ำประกอบด้วยออกซิเจน เราแค่ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วนั่งพักนิ่งๆ สักนิด ทำอะไรช้าๆ หน่อย อย่าว่องไวนัก แล้วก็จะไม่เป็นอะไร นี่อาจจะเผลอทำอะไรเร็วไป เพราะประมาทคิดว่าเตรียมพร้อมร่างกายไปดีพอแล้ว นี่ขนาดผมวิ่งมาเป็นปีแล้วนะ ก็ยังแข็งแรงไม่พอ” เขาเล่าให้ฟัง

ที่แคชเมียร์นั้น ถนนหนทางสู้ทางแชงกรีลาไม่ได้เลย ถนนที่ขับยากกว่า อากาศหนาวกว่า ทางผ่านบางเมืองก็น่ากลัว มีทหารถือปืนกลยืนอยู่เป็นระยะๆ เหมือนเมืองร้างในหนังสงครามแบบนั้นเลย หลายอย่างลำบากและท้าทายกว่า แต่วิวสองข้างทางที่นี่ก็สวยกว่ามากเช่นกัน แต่ไม่เขียวครึ้มต้นไม้เยอะเท่าที่แชงกรีลา

ดนัย บอกว่า ที่ Pangong Lake รู้สึกได้ว่าพวกเขาไม่ได้ดื่มด่ำความงามมากมายนัก เพราะเหนื่อยและอากาศก็หนาวสุดๆ หนาวจริงๆ คืนนี้เขาต้องนอนในเต็นท์ด้วยแล้วอากาศก็ติดลบด้วยจะไหวหรือไม่ก็ต้องทน เขาถึงขั้นต้องใส่เสื้อผ้า 3 ชั้น ถุงเท้า 3 ชั้น แล้วก็ใส่รองเท้าบู๊ตนอนก็ยังเย็นๆ อยู่เลย ไม่งั้นนอนไม่ได้ รู้สึกปลายเท้าเย็นเหมือนมีน้ำแข็งอยู่ในรองเท้า แค่ลุกไปฉี่ก็หอบแล้วเพราะอยู่ที่สูงและอากาศเย็นมาก

แถมไฟก็จะดับตอน 3 ทุ่มอีกต่างหาก พอตอนขับขึ้นจาก Lake เขาก็ดันไปเลือกทางหินลอยก้อนโตๆ ก็เลยสะดุดหินล้มเบาๆ พอเป็นสีสันไปอีก พรุ่งนี้เขาจะขี่กลับ Leh กันแต่เช้า มีคนบอกว่าทางจะโหดกว่าวันนี้ และต้องผ่านยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 3 ของอินเดีย แอบคิดในใจเอาอีกแล้วเหรอเนี่ย สรุปว่าเหนื่อยมาก หนาวมาก หนาวจนควันออกปากเลยทีเดียว

“การขับมอเตอร์ไซค์ที่นี่วันละ 200-300 กิโลเมตร ทางสั้นกว่า แต่ทางอันตรายกว่า มีเรื่องเฉียดตายเป็นครั้งคราว จึงยากกว่า แต่โชคดีที่เราเคยมีประสบการณ์มาบ้างแล้วก็พอช่วยได้เยอะ แล้วก็ไม่ได้ขับไปน้ำตาไหลไปเหมือนครั้งที่แล้ว (หัวเราะ) คือเหนื่อยแต่ก็สนุก ครั้งนี้มีความสุขมากกว่า เพื่อนๆ ร่วมทริปก็น่ารัก หลากหลายวัย มีตั้งแต่ 30 ต้นๆ จนถึง 60 กว่า น่ารักทุกคนเลย

เขาบอกว่า ประสบการณ์ขับรถบิ๊กไบค์ในครั้งนี้ มันเป็นความสะใจสนองความต้องการส่วนลึกในจิตใจ เป็นความท้าทายหลายอย่าง เหมือนเป็นการผ่านบททดสอบบางอย่างในชีวิต เป็นการปลดล็อกความฝัน ความต้องการในจิตใจให้ลุล่วงไปได้อีกหนึ่งอย่าง เหมือนกับว่าผ่านการเฉียดตายมาได้แล้วไม่ตาย ต่อจากนี้ไปเวลาจะเจออะไรที่แย่ๆ หรือยากๆ ในชีวิต มันก็จะทำให้เข้มแข็งขึ้น อดทนอดกลั้นได้มากขึ้น เจอเรื่องหนักๆ ตอนนี้คิดว่าคงรับได้หมด เพราะได้ผ่านการอดทนอดกลั้น

“เราผ่านความยากลำบาก ความกดดันมาพอสมควร แล้วประเทศจีนกับอินเดียนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก เพราะที่ไปนี่เป็นแถบห่างไกลความเจริญ เราไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง อาหารการกิน ที่นอน ห้องน้ำ นี่ถือว่าสุดๆ ผ่าน 2 ประเทศนี้มาได้ไปประเทศอื่นคิดว่าน่าจะชิลๆ เบาๆ ไปแล้วละครับ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

เขาสรุปให้ฟังว่า การที่มีสักครั้งสองครั้งในชีวิตที่คนเราได้ออกจากพื้นที่คุ้นเคยในชีวิต ออกจากจุดเซฟโซนของตัวเอง ได้ไปใช้ชีวิตในรูปแบบที่ท้าทายลำบาก ต้องใช้ความพยายามมากๆ นั้นถือว่าเป็นการฝึกจิตใจและร่างกายอีกอย่างหนึ่งว่าคุณมีน้ำอดน้ำทน มีความอดทนอดกลั้น พอที่จะผ่านมันไปได้หรือไม่ ชีวิตมันต้องเจอเรื่องยากๆ เจอความลำบากบ้าง มันถึงจะเป็นรสชาติของชีวิต รู้สึกสนุกอยากลองที่จะเอาชนะมันได้ไหม ถือว่าเป็นอีกรสชาติของชีวิต ที่ควรต้องไปลองเจอดูสักครั้ง แล้วคุณจะไม่มีวันลืมมันได้เลย ถือเป็นความทรงจำที่สุดแสนประทับใจให้คุณได้อย่างแน่นอน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ