‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ   

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 10:41 น.

‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ   

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

 

ถ้าจะนึกถึง เอ-ลิสต์ ของบุคคลที่คร่ำหวอดกับการบริหารเพื่อเสริมทัพให้กับองค์กรได้ก้าวไปอย่างมั่นคง ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ คือหนึ่งในผู้บริหารที่เป็นทั้งสมองและหัวใจ ของบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น หรือชื่อเดิมที่คุ้นหูคนไทยมากว่า 50 ปี คือ บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2510 โดยกลุ่มธุรกิจ ตระกูลศรีวิกรม์ 

 

ปัจจุบันเป็นผู้นำในด้านการผลิตพรมทอมือและพรมทอเครื่องแอ็กซ์มินสเตอร์ระดับโลกในชื่อ “รอยัลไทย” และยังได้ขยายกิจการไปสู่การเป็นองค์กรระดับสากล โดยมีการลงทุนในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในประเทศอังกฤษ และลงทุนร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในธุรกิจวัสดุหุ้มบุในรถยนต์และรถโดยสาร โดยทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจได้ดำเนินกิจการเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก

 

ม.ล.วัลลีวรรณ ย้อนภาพในอดีตให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ดำเนินชีวิตเรียบๆ ตั้งแต่เด็ก มีหน้าที่เรียนก็เรียนและก็ตั้งใจทำให้ดี แต่ก็รักษาบาลานซ์ชีวิตคือไม่ได้คร่ำเคร่งอะไรมากนัก

 

“จนถึงทางแยกที่จะก้าวสู่สายอาชีพ ก็ยังไม่ค่อยรู้ถึงความชอบจริงๆ ของตัวเองเท่าไร จึงเลือกสาขาที่เรียนแบบกลางๆ ไว้ก่อน คือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

จุดผกผันของตัวเองอยู่ที่วันหนึ่งเพื่อนมาชวนไปสมัครสอบชิงทุนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเราก็ไปสมัครเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ แต่คนที่ได้นั้นกลับเป็นเรา ทำให้ชีวิตหลังการจบ ป.ตรี ก็ต้องบินไปเรียนต่อระดับ ป.โท สาขาการเงินและการตลาดที่ Sloan School of Management, Massachusetts Institute of Technology, USA ถ้าถามว่าที่นี่ทำให้เราแกร่งมาจนถึงวันนี้ไหม ก็ต้องบอกว่า ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราเรียนรู้ที่จะต้องต่อสู้กับชีวิต ฝึกให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย และเปลี่ยนมุมมองในการมองภาพตัวเองในอนาคตได้ชัดขึ้น

 

 

แต่ความแกร่งของเรานั้น กลับมาจากการที่เราได้มีประสบการณ์ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ที่ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นการใช้ทุนให้กับธนาคาร หลังจากที่เรียนจบกลับมานั่นเอง ที่นี่เราได้รับประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ด้านการเงินและการบริหาร ตั้งแต่สมัยที่ บัญชา ล่ำซำ ยังเป็นประธานฯ และยังมีผู้บริหารอีกหลายท่าน ซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ที่ได้ทุนมาเช่นกัน ต้องบอกว่าเราโชคดีที่เราได้เริ่มต้นการทำงานกับบุคคลเหล่านั้น”

 

จนกระทั่งเธอย้ายมาทำงานที่บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกิจการของรัฐกับบริษัทเอกชน (ปัจจุบันเป็นส่วนงานหนึ่งของ PTT Global Chemical) ก็ได้ร่วมงานกับผู้บริหารเก่งๆ อีกหลายท่าน เช่น สิปปนนท์ เกตุทัต ชุมพล ณ ลำเลียง ศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ และอีกหลายๆ ท่าน

 

“เราก็นับถือท่านเป็นครูทางสายอาชีพของเรามาจนถึงวันนี้ จนในปี 2533 ได้รับการทาบทามจากคุณเฉลิมพันธ์และคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ให้เข้ามาช่วยทำงานในกลุ่มศรีวิกรม์ โดยได้เริ่มงานเป็นกรรมการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางนาเซ็นทรัล พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มศรีวิกรม์และกลุ่มเซ็นทรัล ก็ทำให้เราได้รับถ่ายทอดประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการมาจากท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นด้วย และได้ผ่านความยุ่งยากในช่วงเวลาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้ใช้ความรู้ความสามารถจัดการแก้ไขปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้ และจัดการเรื่องการเงินของบริษัท”

 

จนเมื่อปี 2543 ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น หรืออุตสาหกรรมพรมไทย ในสมัยนั้น และเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีวิกรม์กรุ๊ป โฮลดิ้ง ตั้งแต่ปี 2555 และล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2561 ก็ได้รับมอบหมายตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น การเป็นมืออาชีพที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดขององค์กร ในวัยที่เกษียณแล้วของคนส่วนใหญ่ แต่ ม.ล.วัลลีวรรณ เหมือนเดินย้อนศร

 

“คือเราได้รับโอกาสนั้น ซึ่งก็พูดติดตลกกับน้องๆว่า ‘ชีวิตพี่เริ่มต้นเมื่ออายุ 60...’ มองว่าคนวัยเกษียณใน พ.ศ.นี้ ไม่ใช่ของล้ำค่าที่ต้องถูกกักเก็บไว้เพียงเพราะอายุถึงเกณฑ์ที่ถูกกำหนด หรือถึงวัยที่ต้องหมดไปกับการย้อนเวลาไปสังสรรค์ เล่าเรื่องเก่า และรอเวลาที่พบปะลูกหลานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ายังมีพลังอยู่และยังมีงานที่ต้องดำเนินต่อไปให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะเป็นกำลังผลักดันให้มีแรงในการทำงาน

 

ยิ่งได้ทำงานร่วมกับคนหนุ่มที่พลังล้นอย่าง คุณเอ-พิมล ศรีวิกรม์ ประธานบริษัท ที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล บริหารงานอย่างมืออาชีพ และคิดบวกตลอดเวลา รวมถึงทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดใหม่ๆ จึงเป็นการเติมพลังให้ได้สดชื่น และกระปรี้กระเปร่าในการทำงาน”

 

จะเห็นได้ว่าสองสามปีก่อนหน้านี้ ม.ล.วัลลีวรรณ ก็ได้เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ร่วมกันพัฒนาไปกับทีม ส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในธุรกิจผลิตพรม และส่งออกพรมชั้นนำของโลก และทุกธุรกิจที่ถืออยู่ในมือก็เป็นธุรกิจที่มีอนาคต โดยตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ว่าจะสามารถแตะ 1 หมื่นล้านบาทให้ได้ สำหรับแผนการอนาคต เธอก็อยากมองเห็นบริษัทเติบโตไปในทิศทางที่มุ่งหวังไว้ ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและจะสร้างแนวทางไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะได้มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ความสำเร็จของ ม.ล.วัลลีวรรณ นั้น ถ้าจะให้สรุปความให้ได้ว่ามาจากสิ่งใด เธอบอกว่า

 

“เป็นเรื่องของการทำงานแบบมีเป้าหมาย มองไปข้างหน้า คิดวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้บรรลุผลตามเป้าหมาย มองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นและหาแนวทางป้องกันและแก้ไขตั้งแต่ก่อนจะเกิดเหตุ หากเราคิดรอบด้านแล้วจากข้อมูลทุกอย่างที่เรามีในขณะนั้นแล้วยังเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมา ก็จะไม่เสียเวลาโทษใครหรืออะไร แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

 

การเป็นผู้บริหาร นอกจากจะมองภาพรวมของบริษัทแล้ว ยังต้องมีความละเอียดในจุดที่ควรให้ความสนใจ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะสอนให้เราเรียนรู้ได้เอง” 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ