‘แสงไฟกับสายตา’ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 17:20 น.

‘แสงไฟกับสายตา’ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

เรื่อง ผุสดี

ปัญหาสายตาเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องพบเจอต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข พบเด็กสายตาสั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ส่งผลให้เด็กหลายคนต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้เพียงเพราะอุปสรรคด้านการมองเห็น

รู้หรือไม่ว่าการอยู่ภายใต้แสงไฟที่ไม่มีคุณภาพอาจส่งผลต่อสายตาได้ ซึ่งเมื่อรวมกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่อย่างการจ้องหน้าจอทั้งจากคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เช่น อาการปวดตา และปวดศีรษะ เนื่องจากกล้ามเนื้อตาทำงานอย่างหนักนั่นเอง หากไม่รีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ จะกระทบการใช้ชีวิตหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ในวัยเรียนที่ต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้าน ถึงเวลาแล้วที่ทุกครอบครัวควรให้ความสำคัญสำหรับการเลือกซื้อหลอดไฟ เพราะการจัดแสงไฟในบ้านให้สว่างเพียงพอก็สำคัญไม่แพ้การแต่งบ้านให้น่าอยู่

ฟิลิปส์ ไลท์ติ้ง (Philips Lighting) บริษัทชั้นนำด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์แสงสว่างให้ข้อมูลว่าคนทั่วไปมักเข้าใจว่าหลอดไฟยิ่งสว่างยิ่งดีและแสงสว่างที่เพียงพอคือ แสงสว่างที่มาก แต่แสงสว่างที่มากเกินไป หรือแสงจ้า (Glare) อาจกลายเป็นตัวการทำร้ายสายตาโดยไม่รู้ตัว ด้วยแสงส่องสว่างที่เข้าตามากเกินไป ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ไม่สบายตา ทางที่ดีควรเลือกแสงสว่างที่เหมาะสมกับบ้าน เพื่อให้สมาชิกในบ้านไม่ต้องเพ่งดวงตาเพื่อมองสิ่งต่างๆ รอบตัว

หนึ่งในแสงไฟที่ไม่ควรมองข้ามคือ แสงไฟในห้องนอน อย่างที่รู้กันว่า การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เพราะช่วงเวลานอนหลับนั้นร่างกายของเรามีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น การหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการในเด็ก พร้อมทั้งช่วยกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น แสงไฟในห้องนอนก็มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ หลอดไฟที่มีคุณภาพจึงควรปล่อยแสงความยาวคลื่นช่วงแสงสีฟ้าออกมาน้อย เพราะหากร่างกายได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไป จะยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนินที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับไปจนถึงการทำลายจอประสาทตา

ทางที่ดีควรเลือกใช้หลอดไฟแอลอีดี เพราะนอกจากอายุการใช้งานที่ยาวนาน ประหยัดไฟ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยถนอมสายตา ไม่สร้างแสงกะพริบ (Flicker) เนื่องจากการสั่นกะพริบของแสงจากหลอดแอลอีดีเป็นแสงกะพริบด้วยความถี่สูงมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าไม่กะพริบ ถ้าสมองเรารับรู้ว่ามีแสงกะพริบจะทำให้ตาและสมองของเราต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องพยายามปรับตามแสงสว่างที่เปลี่ยนไป ยิ่งกว่านั้นในหลอดไฟที่ไม่ได้คุณภาพอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ในระยะยาว ก่อให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว หรือปวดไมเกรนอีกด้วย

ข่าวอื่นๆ