แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์ 

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์ 

เรื่อง ภาดนุ

ในโลกของแฟชั่นใช่ว่าจะมีแต่ธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่งหน้า และทำผมเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะปัจจุบันนี้แฟชั่นที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ก็เริ่มมาแรงและมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้ผู้ใหญ่ และด้วยความกิ๊บเก๋ เท่ มีสไตล์ บวกกับความน่ารักสดใสของเด็กๆ ด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าธุรกิจแฟชั่นเด็กต้องไปได้อีกไกลเลยล่ะ

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat) เผยว่า คนทั่วไปมักมองข้ามแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กและไม่ค่อยรู้ว่ายังมีฐานลูกค้ากลุ่มพ่อแม่ที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของลูกๆ อยู่อีกมากมาย

“จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการที่ดิฉันเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นการเรียนสายอาชีพโดยตรง จนได้ประกาศนียบัตรมาตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าวัยรุ่นที่ออกแบบตัดเย็บเองที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยตั้งชื่อร้านว่า 13 O’clock แต่พอเปิดได้ไม่นานก็ถูกก๊อบปี้ ดิฉันจึงหันไปทำเสื้อผ้าไหมและผ้าลูกไม้แทน ตามด้วยทำเสื้อผ้าเด็ก เพราะต้องการฉีกแนวออกไปให้ก๊อบปี้ได้ยาก แต่กลายเป็นว่าคนกลับให้ความสนใจและจับตาเสื้อผ้าเด็กเป็นพิเศษ

ช่วงแรกดิฉันก็ทำเสื้อผ้าเด็กขายควบคู่กับเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ร้านไปด้วย ช่วงนั้นก็เคยได้ถ่ายแฟชั่นลงในนิตยสารหลายเล่ม วันหนึ่งฝ่ายจัดซื้อของห้างได้มาเห็นเสื้อผ้าเด็กที่ทำจากผ้าไหม เขาก็มาติดต่อให้ไปขายในห้างโรบินสัน ดิฉันจึงตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘มารยาท’ ซึ่งมาจากชื่อตัวเอง ต่อมาก็ได้ไปขายในแผนกเสื้อผ้าเด็กที่สยามพารากอนด้วย โดยเน้นกลุ่มลูกค้าตลาดบนซึ่งจะชอบซื้อเสื้อผ้าให้ลูกๆ ใส่ในโอกาสพิเศษต่างๆ”

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat)

ฮูก บอกว่า ปัจจุบันนี้แบรนด์มารยาทอยู่มา 20 กว่าปีแล้ว จุดเด่นของแบรนด์ก็คือความมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เสื้อผ้าเด็กบางแบบคุณอาจจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย เรียกว่ามีดีไซน์และแพตเทิร์นที่ใส่แล้วผู้ใส่จะรู้สึกว่ามีความพิเศษกว่าเสื้อผ้าอื่นๆ

“ชุดที่เด็กใส่ส่วนใหญ่ เมื่อคนเห็นก็จะถามทุกครั้งว่าซื้อจากที่ไหน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเย็บเก็บตะเข็บ จึงช่วยให้เด็กๆ ใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคือง โดยแบรนด์เราจะเน้นชุดเด็กผู้หญิงเป็นหลัก ที่ผ่านมาก็มีเสื้อผ้าคอลเลกชั่นคลาสสิกที่ยังคงขายได้ตลอด มีทั้งเสื้อ กระโปรง ชุดเดรส ซึ่งจะมีรูปหัวใจประดับอยู่ตามชุด หรืออย่างคอลเลกชั่นโรสการ์เด้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสวนกุหลาบ ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

เสื้อผ้าเด็กแต่ละคอลเลกชั่นจะออกตามซีซั่นของผู้ใหญ่ แต่ก็อาจจะมีคอลเลกชั่นพิเศษสอดแทรกลงไประหว่างซีซั่นด้วย ปัจจุบันนี้แบรนด์เรายังคงได้รับความนิยมสูง เพราะมีฐานลูกค้าเดิมที่เป็นแฟนเหนียวแน่น แม้ว่าเด็กรุ่นเดิมจะเติบโตขึ้น แต่ก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เสริมเข้ามาเป็นลูกค้าเรื่อยๆ ช่วงอายุของเด็กที่พ่อแม่ซื้อเสื้อผ้าให้มากที่สุดก็คือเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบ ซึ่งกลุ่มนี้พ่อแม่ชอบที่จะแต่งตัวให้ลูกๆ ด้วยความที่เสื้อผ้าแบรนด์เรามีตั้งแต่อายุ 2-14 ปี จึงถือว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้ครบทีเดียว โดยเราจะเน้นตลาดบนเป็นหลัก ราคาเสื้อผ้าจะเริ่มตั้งแต่ 900-42,000 บาท”

ฮูก ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันแบรนด์มารยาทยังคงทำรายได้ให้อย่างดี แม้ยุคนี้อัตราการเกิดของเด็กที่น้อยลงจะมีผลบ้างก็ตาม แต่นอกจากเด็กไทยแล้ว ยังมีฐานลูกค้าต่างชาติจากยุโรปและอาหรับอยู่ด้วย ฉะนั้นในมุมมองของเธอแล้ว แฟชั่นเสื้อผ้าเด็กยังไปต่อได้อีกไกลเลยทีเดียว… Fanpage FB : Marayat Fashion Kids

ด้าน น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon ร้านทำผมสไตล์ลักซ์ชัวรี่ครบวงจรสำหรับเด็กๆ และครอบครัว ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย เล่าถึงธุรกิจใหม่แกะกล่องของเธอให้ฟังอย่างน่าสนใจ

น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon

“ความตั้งใจเดิมของผึ้งก็คือจะทำเสื้อผ้าเด็กชื่อแบรนด์ Bambinista แต่ก็พบว่ายุคนี้คนทำเสื้อผ้าเด็กกันเยอะผึ้งก็เลยมานั่งคิดว่าควรจะทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใครจะดีกว่า จึงไปคิดถึงธุรกิจลักซ์ชัวรี่ซาลอนของเด็กที่เคยเห็นที่อิตาลี อีกอย่างสมัยนี้แต่ละครอบครัวจะมีลูกแค่ 1-2 คนเท่านั้น พ่อแม่จึงค่อนข้างมีเงินมากพอที่จะซัพพอร์ตลูกๆ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แล้วเด็กสมัยนี้ก็อยากจะแต่งตัว อยากจะทำผมเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่ในเมือง ไทยยังขาดร้านซาลอนสำหรับเด็กโดยเฉพาะอยู่ ผึ้งจึงตัดสินใจเปิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

ผึ้งเริ่มจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้และเริ่มศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ที่ร้านทำผมในเมืองไทยประสบอยู่ โดยพาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับช่างทำผม มีอบรมตรงไหนจะเข้าไปฟังหมด แต่เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้ว เราก็ยังมีไฟอยากจะทำต่ออยู่ดี ผึ้งก็เลยมองหาผลิตภัณฑ์สีทาเล็บออร์แกนิกสำหรับเด็กโดยเฉพาะเพื่อนำมาใช้ในร้าน ซึ่งก็มีทั้งที่ผลิตในไต้หวันและแคนาดา ผึ้งจึงเลือกแบรนด์ซันโค้ทจากแคนาดา รวมทั้งน้ำยาล้างเล็บที่ปลอดภัย ซึ่งเมืองไทยยังไม่มีมาด้วย ส่วนแชมพูและครีมนวดผมก็จะเลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่มาใช้ในร้านทั้งหมดเลย ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากเมืองนอก สำหรับน้ำยาเปลี่ยนสีผมก็จะเลือกแบรนด์ที่ผสมครีมน้ำนม ไม่มีกลิ่นฉุน และไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายค่ะ”

น้ำผึ้งเสริมว่า แบมบินิสต้า ซาลอน มีขนาด 80 ตารางเมตร อยู่ในย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สามารถรองรับลูกค้าได้ครั้งละหลายครอบครัว หลังจากเปิดร้านมาได้ 2 เดือนก็เริ่มได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก มีดาราเซเลบและคนทั่วไปโทรมาสอบถามและจองคิวกันเยอะมาก เพราะเห็นโฆษณาจากสื่อออนไลน์

“อย่าง มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ก็จะพาลูกสาวสองคน คือ น้องโสน-น้องสวรรค์ มาทำผมและทำเล็บ หรือกีตาร์-ศิริพิชญ์ วิมลโนช ก็เคยพาลูกสาวมาทำสปามือและเท้าด้วยเช่นกัน แล้วยังมีคนดังอื่นๆ ที่พาลูกมาที่

ซาลอนอีกหลายคน โดยที่ร้านจะมีทั้งช่างตัดผม ช่างทำเล็บ และช่างแต่งหน้า ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษซึ่งเราคัดสรรมาอย่างดี สามารถทำงานกับเด็กๆ ได้มาร่วมงานด้วย แล้วเรายังมีแพ็กเกจการทำแฟชั่นเซต ที่เริ่มตั้งแต่การทำผม แต่งหน้า หาชุด จนถึงการถ่ายแฟชั่นภาพนิ่งและวิดีโอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการจัดเวิร์กช็อปดูแลผิวพรรณสำหรับเด็ก รวมทั้งรับจัดงานเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ในธีมเก๋ๆ น่ารักๆ ให้เด็กๆ อีกด้วย

เด็กที่เข้ามาในซาลอนของเรา ถ้ามาทำเล็บ ทาสีเล็บ ราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท++ ถ้าทำเล็บแบบครบคอร์สจะคิดราคา 3,000 บาท/คอร์ส สระ-ซอยผม 700 บาท แต่งหน้า 2,000 บาท++ ถ้าทำผม-เกล้าผม จะคิดราคา 2,000 บาท++ เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มตลาดบนที่มีกำลังจ่ายค่อนข้างสูง จึงเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้สวยเลยค่ะ”…IG : Bambinistasalon และ FB : Bambinista Salon

ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง

สำหรับ ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง แฟชั่นบล็อกเกอร์ เจ้าของฉายา Poppory ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงแฟชั่น และมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นรันเวย์เสื้อผ้าเด็ก ที่มีความกิ๊บเก๋และมีเอกลักษณ์จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ

“จุดเริ่มต้นในการผันตัวมาเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์มาจากการที่ป๊อปได้ไปดูแฟชั่นโชว์ในงานแอล แฟชั่น วีก ซึ่งเป็นงานระดับประเทศ ทำให้เกิดความชอบและอยากจะดูแฟชั่นโชว์นั้นซ้ำอีกสักรอบ แต่ปรากฏว่าในยูทูบกลับไม่มีคลิปแฟชั่นจากงานให้เราดูเลย นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ป๊อปเริ่มถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นเล่นๆ โดยใช้สมาร์ทโฟนก่อน เมื่อทำไปหลายๆ คลิปและอัพลงยูทูบก็เริ่มมีคนแชร์ต่อ และเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ป๊อปก็เลยลงทุนซื้อกล้องโปรมาใช้ในการถ่ายคลิปวิดีโอซะเลย

ที่จริงป๊อปก็ไม่เคยเรียนตัดต่อวิดีโอมาก่อนนะ แต่อาศัยการเรียนรู้และค่อยๆ เริ่มพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อมาตัดต่อวิดีโออีกที เรียกว่าทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง โดยอัพคลิปวิดีโอลงบนยูทูบให้คนอื่นได้ดูด้วย โชคดีว่าป๊อปทำงานเป็นสื่อมวลชนมาก่อน เมื่อมีการจัดงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ต่างๆ ก็ทำให้เราได้รับเชิญไปงานอยู่เรื่อยๆ”

ป๊อป บอกว่า จุดเด่นของคลิปวิดีโอแฟชั่นของเขาก็คือความรวดเร็ว ทันเวลา มุมกล้องเรียลเหมือนไปนั่งดูที่งาน อย่างเช่น ถ้าดูแฟชั่นจริงๆ ในวันนี้ ในวันพรุ่งนี้ผู้ชมก็จะได้เห็นคลิปวิดีโอแฟชั่นเก๋ๆ จากฝีมือป๊อปโปรี่อยู่บนยูทูบเรียบร้อยแล้ว

“สำหรับการทำคลิปวิดีโอแฟชั่นเด็ก ก็เริ่มมาจากการที่สยามพารากอนจะมีการจัดแฟชั่นโชว์ของเด็กๆ เป็นประจำทุกปี ป๊อปจึงถูกทาบทามให้ไปถ่ายคลิปวิดีโอในงานนี้ บางครั้งก็ไปถ่ายแฟชั่นโชว์แบรนด์เสื้อผ้าเด็กๆ ตามห้างที่อาจจะรวมตัวกันจัดแฟชั่นโชว์ที่มีเสื้อผ้าเด็กมากกว่า 1 แบรนด์ โดยงานที่เราไปจะมีทั้งงานที่ไปในฐานะสื่อฯ และไปในฐานะงานจ้าง เนื่องจากแบรนด์เหล่านั้นมีโอกาสได้เห็นผลงานของเราก็เลยรู้สึกชอบ โดยบางงาน ป๊อปอาจได้ถ่ายวิดีโอให้กับลูกค้า 2-3 แบรนด์เลยก็มี แบรนด์เหล่านี้ก็เช่น  Marayat, Barbie, Paul Frank, Arpanet และ Primmeegirl เป็นต้น ซึ่งป๊อปมองว่าแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กน่าจะยังไปต่อได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ เป็นสำคัญ

การถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กจะเป็นงานที่ยากกว่าการถ่ายวิดีโอแฟชั่นผู้ใหญ่ เพราะเด็กก็คือเด็ก แม้จะมีการมาร์คจุดที่จะเดินหรือหยุดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่บางทีเด็กๆ ก็อาจจะมีการหลงลืมไป ถ้าเด็กที่เป็นโมเดลอยู่แล้วก็จะทำงานง่ายหน่อย แต่สำหรับเด็กทั่วไปที่สมัครมาจากทางบ้านหรือทางแบรนด์คัดเลือกมา เราก็ต้องคอยดูว่าเขาจะก้าวเท้าไหนเดินออกมาก่อน เพราะการแพนกล้องนั้นก็สำคัญ ว่าเราจะเก็บภาพวิดีโอยังไงให้สมบูรณ์ที่สุด คือเราต้องเรียนรู้และดูลักษณะของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก ถ้าเด็กคนไหนเดินจังหวะไม่สมูท เราก็ต้องใช้มุมกล้องช่วย หรือจับภาพตอนที่เขาหยุดยืนบนรันเวย์ แล้วนำมาตัดต่อช่วยให้ดูสมูทอีกที

ป๊อปทำงานนี้มา 5 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาพีกสุดๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงการรับงานถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กอย่างเดียว เดือนหนึ่งก็มีลูกค้าติดต่อเข้ามา 5-10 งานได้ เพราะแฟชั่นเด็กส่วนใหญ่จะเป็นงานกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเดือน ซึ่งงานแฟชั่นเด็กจะมีสองลักษณะคือ การเก็บภาพวิดีโอเบื้องหลัง และงานแฟชั่นโชว์เบื้องหน้าซึ่งจะรวบรวมหลายแบรนด์มาเดินโชว์ในวันเดียวกัน เรียกว่าอาชีพนี้ถือว่าทำรายได้ดีและอยู่ได้สบายเลยครับ”…IG : popporyfashionblog

ข่าวอื่นๆ