‘ไตรกีฬา’ บททดสอบคนหัวใจแกร่ง

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10:43 น.

‘ไตรกีฬา’ บททดสอบคนหัวใจแกร่ง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อีพีเอ

“ไตรกีฬา” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในด่านมหาหิน ที่ไม่ใช่ใครๆ ก็จะก้าวข้ามผ่านไปได้ เพราะเป็นการรวมการออกกำลังกายสุดทรหดถึง 3 อย่างไว้ด้วยกัน ได้แก่ วิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล และว่ายน้ำระยะไกล เพราะฉะนั้นผู้กล้าที่จะผ่านเกมกีฬานี้ไปได้ แค่ต้องอาศัยทักษะการออกกำลังกายที่ดีถึง 3 อย่าง แต่ยังต้องอาศัยความอึดและเทคนิคสารพัดเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย และที่ขาดไม่ได้คือหัวใจนักสู้ที่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยลอง ทั้งที่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความยากลำบาก และกล้าที่จะท้าทายตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น โดยลบคำว่า “ยอมแพ้” ออกจากพจนานุกรมในสมอง

เพื่อเป็นกำลังใจให้ใครที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่ากล้าพอไหม หรือใจสู้พอหรือยัง จากนี้คือ 2 ตัวแทนผู้กล้าที่รับคำท้าเข้าร่วมโครงการ Exclusive Triathlon Training season 2 by CIMB Preferred เพื่อก้าวผ่านความกลัวหรืออุปสรรคในใจเพื่อพาตัวเองไปอีกขั้น โดยทั้งคู่จะลงชิงชัยในการแข่งไตรกีฬาสนามในชีวิตในวันที่ 5 ส.ค.นี้

“ผมจะเป็นนักไตรกีฬาผู้พิการทางสายตาคนแรกของเมืองไทย”

อำนาจ ศรีสังข์ หรือ อู๊ด OZEEOOS แร็ปเปอร์หนุ่มวัย 16 ปี ที่เคยทำให้คนไทยเซอร์ไพรส์และประทับใจกับลีลาการแร็ปอันแสนดุดันมาแล้วในรายการเดอะแร็ปเปอร์ (The Rapper) เขาจะกลับมาทำให้ทุกคนทึ่งในตัวเขาอีกครั้ง ด้วยการพาตัวเองไปจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ในฐานะนักไตรกีฬาผู้พิการทางสายตาคนแรกของประเทศไทย

“ผมเริ่มออกกำลังกายมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบแล้วครับ เล่นกีฬาหลายอย่าง เป็นนักกีฬาว่ายน้ำและนักวิ่งของโรงเรียน เคยไปร่วมรายการวิ่งมามากมาย พิชิตฮาล์ฟมาราธอนแรกในงานกรุงเทพมาราธอน ตอนอายุ 13 ปี และยังเคยติดนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย เพื่อไปแข่งเอเชียนพาราเกมส์ ที่มาเลเซีย แต่สุดท้ายผมสละสิทธิ เพราะตอนนั้นความฝันที่เคยอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติตามรอยอาของผมเริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มหันมาสนใจงานเพลงมากกว่า เลยตัดสินใจขอมาตามความฝัน”

ด้วยความที่เป็นเด็กรักเรียนและมีแพสชั่นแน่วแน่ หลังจากพักความฝันในวงการกีฬา เขาตั้งหน้าตั้งตาตามฝัน เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่ 10 ขวบ หัดเล่นกีตาร์ กระทั่งได้มาออกรายการเดอะแร็ปเปอร์ แม้จะไม่ได้ที่ 1 มาครอง แต่อู๊ดก็ชนะใจกรรมการ ชนะใจแฟนๆ และชนะใจตัวเอง ที่ก้าวผ่านสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคจนได้นามสกุลเดอะแร็ปเปอร์ มาเปิดประตูแห่งโอกาสในวงการเพลงมากมาย

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเดินตามเส้นทางนักดนตรีที่รัก อู๊ดก็ได้รับโจทย์แสนท้าทายอีกครั้งที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนที่ผมย้ายจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กปกติ มีอาจารย์มาชวนว่าผมสนใจไปแข่งไตรกีฬาไหม ตอนนั้นผมคิดในใจ Oh my god จะได้เหรอ ต้องอายุ 18 ปีหรือเปล่า สำหรับผมไตรกีฬาดูเป็นกีฬาที่หนักมากๆ ต้องทั้งวิ่ง-ปั่น-ว่ายในคราวเดียว แต่ผมก็คิดว่าน่าจะลองดู เลยตัดสินใจตอบรับอาจารย์ไปแบบไม่ต้องคิดนาน เพราะผมมีความเชื่อว่า คนเราเวลามีแพสชั่นจะทำอะไร ต้องทำได้เลย ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่ไปประกวดในรายการเดอะแร็ปเปอร์” อู๊ดบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมเผยว่า

“ไตรกีฬาครั้งนี้เหมือนเป็นบททดสอบที่จะพาผมก้าวผ่านขีดจำกัดไปอีกขั้น ที่สำคัญยังไม่เคยมีคนแบบพวกเราพิชิตไตรกีฬามาก่อน ผมจะเป็นคนแรกและเป็นผู้บุกเบิกพิชิตไตรกีฬาสนามแรกในชีวิตให้ได้”

จากเด็กหนุ่มที่พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด พอจะมองเห็นรางๆ จึงจะช่วยตัวเองได้บ้าง ทุกวันนี้อู๊ดบอกว่า เขาตั้งใจฟิตซ้อมอย่างเต็มที่ โชคดีที่มีพื้นฐานออกกำลังมาตั้งแต่เด็ก วันแรกๆ อาจจะเหนื่อยมาก แต่สักพักก็อยู่ตัว

“ผมไม่เคยเสียใจที่เกิดมาเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ ด้วยความที่เราเป็นแบบนี้ ทำให้เราต้องพยายามมองหาทัศนคติที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราเป็น การที่เราเป็นแบบนี้ ทำให้ผมโตไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ได้ผ่านบททดสอบยากๆ มาก่อนคนอื่น ทำให้มีภูมิคุ้มกัน และต่อให้หนทางข้างหน้าจะต้องเจออะไรก็ไม่หวั่น เพราะผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ)” อู๊ดกล่าวทิ้งท้าย

บททดสอบที่ทำให้ชีวิตก้าวไปอีกขั้น

เพราะหลงใหลในโลกอาหารและเพลิดเพลินกับการชิมของอร่อย ทำให้ แก้ม-วศินี อัคคชาติกุล สาวสวยเจ้าของคาเฟ่สุดชิกอย่างแกรม (Gram) จำเป็นต้องเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย เพราะเธอบอกกับตัวเองแล้วว่าในเมื่อไม่อยากหันหลังให้ไลฟ์สไตล์ที่ชอบ ก็ต้องสร้างสมดุลให้การใช้ชีวิต เธอเริ่มต้นจากการวิ่ง จากนั้นจึงเริ่มต่อยอดสู่การปั่นจักรยาน

“แก้มไม่ชอบออกกำลังกายเลย แต่อย่างที่บอกว่าพอเอนจอยการกินบวกกับอายุเพิ่มน้ำหนักก็เพิ่มเติม เลยต้องหาวิธีเบิร์นบ้าง หลังจากวิ่งและปั่นจักรยานมาเรื่อยๆ เป้าหมายของแก้มเริ่มเปลี่ยน แก้มค้นพบความสุขจากการที่ได้วิ่งและปั่นได้สองขาไปยังสถานที่ต่างๆ ที่อยากไป ได้เห็นธรรมชาติสวยๆ ที่เราไปด้วยสองขาของเรา มันเป็นความเหนื่อยที่รู้สึกภูมิใจ และทำให้อยากจะรักษากำลังขาของเราเอาไว้พาตัวเองไปที่ที่อยากไปนานๆ”

อย่างไรก็ตาม ถึงแก้มจะรักในการปั่นจักรยานและการวิ่งขนาดไหน แต่เธอกลับไม่เคยคิดจะอัพเลเวล เพิ่มทักษะการว่ายน้ำ แล้วตีตั๋วไปแข่งไตรกีฬาสักครั้ง  

“แก้มไม่เคยคิดจะเล่นไตรกีฬามาก่อน และไม่คิดจะเริ่มต้นด้วยถึงจะมีเพื่อนชวน หรือคนรู้จักเล่น เพราะแก้มคิดว่ากิจกรรมที่ทำอยู่ทั้งการวิ่ง ปั่นจักรยาน รวมไปถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่างปีนผา แคมปิ้ง ก็กินเวลาแก้มมากแล้ว ยิ่งไตรกีฬาต้องว่ายน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้มเคยมีประสบการณ์ไม่ดี เพราะเคยเกือบจมน้ำตอนเด็ก แก้มไม่เอาดีกว่า”

จากหญิงสาวที่บอกตัวเองมาตลอดว่าชีวิตนี้ไม่ขอเล่นไตรกีฬา วันหนึ่งเธอกลับตัดสินใจจะพิชิตไตรกีฬาในชีวิต เพียงเพราะอยากปลดล็อกตัวเอง ทำในสิ่งที่คิดว่าคงทำไม่ได้ เพื่อพาตัวเองก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น

“ที่ผ่านมาใจเราคิดอยู่เสมอว่าเราทำไม่ได้ เราไม่มีเวลา และที่สำคัญคือไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ดังนั้นพอมีโอกาสที่จะได้ฝึกวิ่ง-ปั่น-ว่ายกับโค้ชมืออาชีพ เหมือนได้ท้าทายตัวเอง แก้มก็อยากจะลอง ซึ่งโจทย์ที่หนักที่สุดของแก้ม คือ การว่ายน้ำ วิ่งกับปั่นแก้มไม่ห่วง แต่ทักษะการว่ายน้ำของบางคนอาจจะอยู่ที่ศูนย์ แต่ของแก้มคือติดลบ เราไม่ใช่แค่ทำได้ไม่ดี แต่เราทำไม่ได้ สิ่งที่ทำให้แก้มไม่ยอมแพ้ทุกครั้งที่ลงสระ คือ กำลังใจจากคนรอบข้างที่เชื่อมั่นในตัวแก้ม ทำให้แก้มบอกตัวเองว่ายิ่งต้องตั้งใจทำให้ดี คิดบวกว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามทำก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นของชีวิต”

มาถึงวันนี้แก้มยังไม่กล้าเรียกว่าตัวเองเป็นนักไตรกีฬา แต่มองว่าไตรกีฬาเข้ามาเปลี่ยนมายด์เซตบางอย่างในการใช้ชีวิต

“ไตรกีฬาทำให้แก้มรู้ว่าเวลาที่เจอกับอะไรที่เป็นอุปสรรคหรือเป็นจุดอ่อนในชีวิต อย่าวิ่งหนีหรือคิดว่าทำไม่ได้ แต่ต้องศึกษาและให้เวลากับสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้น"

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ