คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากถามว่าในวัยเบญจเพสของผู้คน เรากำลังทำสิ่งใดหรือต้องการสิ่งใดในชีวิต บางคนอาจสำเร็จ บางคนอาจเริ่มต้น บางคนอาจล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง หรือบางคนยังคงค้นหาตัวเองไม่เจอ แต่สำหรับหญิงสาวในวัย 25 ปีผู้นี้ เธอกำลังพบกับก้าวย่างสำคัญของชีวิต เพราะได้ตัดสินใจเดินเข้าสู่ถนนสายการเมืองของประเทศไทย

เรากำลังพูดถึง เพชรชมพู กิจบูรณะ สาวสะพรั่งหน้าตาสดสวยพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส ที่มาพร้อมกับความสามารถด้านองค์ความรู้ทั้งเรื่องปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ และข้อกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ

เกือบ 10 ปีในการร่ำเรียนศึกษาตามสิ่งที่ชอบในต่างแดน วันนี้เพชรชมพูพร้อมแล้วที่จะนำความรู้ที่ร่ำเรียน มาพัฒนาสังคมบนแผ่นดินเกิดอย่างที่เธอปรารถนา ด้วยก้าวแรกบนเส้นทางการเมืองในสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นโต้โผใหญ่ของพรรค โดยเธอถูกวางตัวอยู่ในทีมโฆษกพรรค

ไฟแห่งความน่าสนใจในตัวเธอ ถูกจุดขึ้นหลังการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา เธอยืนเด่นเป็นสง่าดั่งดาวฤกษ์ ที่รายล้อมด้วยคนการเมืองระดับผู้ใหญ่ โพสต์ทูเดย์@วีคลี่ จึงไม่อาจปล่อยผ่านที่จะทำความรู้จักกับเธอ

เพชรชมพู เรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสายปัญญารังสิต จากนั้นในวัย 14 ปี ต้องเดินทางไกลข้ามแผ่นดินเกิดไปร่ำเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ตัวคนเดียวในต่างแดนทำให้เธอรู้จักกับการเอาตัวรอด การเผชิญปัญหาและการหาทางออกจากปัญหา จากนั้นประตูมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศอังกฤษเปิดต้อนรับเธอ ก่อนเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเป็นอันดับ 3 อย่าง เดอรัม (University of Durham, UK) ปริญญาตรีใบแรกเธอเลือกเรียนปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ก่อนจะเรียนต่ออีกหนึ่งปริญญาตรีในด้านกฎหมาย และปัจจุบันก็ใกล้จะจบปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหา’ลัยชั้นนำแห่งนี้

แต่ห้วงเวลาที่ร่ำเรียนความสนอกสนใจด้านการเมืองของบ้านเกิดเมืองนอนยังคงวนเวียนในจิตใจของเพชรชมพู กระทั่งเมื่อปี 2556-2557 เธอก้าวขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เพราะเห็นด้วยกับบทบาทการต่อต้านคอร์รัปชั่น และคัดค้านการนิรโทษกรรมทางการเมือง

ระหว่างนั้น เธอยังคว้าเอาโอกาสเป็นตัวแทนของประเทศ ขึ้นเวทีระดับโลกอย่าง One Young World เมื่อปี 2557 ที่ดับลิน ไอร์แลนด์ เพื่อแสดงออกถึงความเห็นของคนรุ่นใหม่ในปัญหาบ้านเมือง และเธอใช้เวลา 4 นาที บนเวทีโลกสะกดผู้ฟังด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น และพลังคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาทุจริต เธอลงจากเวทีพร้อมกับเสียงชื่นชมจาก นิโคลาส อาร์ดิโต บาเร็ตตา อดีตประธานาธิบดีปานามา

จุดยืนทางการเมืองที่เข้มแข็ง และยืนหยัด อุดมการณ์ของ กปปส.ที่ตรงกับความเห็นของตัวเอง เพชรชมพูเลือกเส้นทางการทำงานการเมืองนับจากนั้น จากคณะทำงานในมูลนิธิ กปปส. กับการเปลี่ยนแปลงที่วันนี้ เธอเป็นหนึ่งในทีมโฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนับเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองบนถนนการเมือง

เพชรชมพู สะท้อนตัวตนให้ฟังอย่างน่าสนใจ เธอเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตทำให้เลือกงานการเมือง เพราะได้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และเห็นภาพประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาชุมนุม 204 วัน พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ และถือเป็นความเสียสละอย่างมาก จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความซาบซึ้ง และต้องการนำความรู้ที่ไปร่ำเรียนยังต่างแดนมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศ

“เราคิดว่าพลังประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้ เพียงแต่เราต้องเริ่มลงมือทำ” เพชรชมพู เล่า

ทักษะความคิดถูกปลูกฝังตั้งแต่เธอเข้าห้องเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อครูแนะนำตัวเธอไว้ว่า เราต้องเป็นนักเรียนไปตลอดชีวิต นั่นเพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่การเรียนรู้ชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเองให้สามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ขณะที่ห้องเรียนที่อังกฤษ ก็สอนความหลากหลายให้กับตัวเธอ ให้รู้ว่าถนัดสิ่งใด ชอบสิ่งไหน และทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคมผ่านกิจกรรมที่หลากหลายได้อย่างไร

“การที่ชีวิตของคนเราจะมาถึงจุดๆ หนึ่งได้นั้น ต้องอาศัยตัวแปรหลายอย่าง ทั้งคนรอบข้าง หนังสือที่อ่าน หนังที่ดู ข้อมูลที่ได้รับ สิ่งนี้เป็นเครื่องหล่อหลอมตัวเอง ประสบการณ์ที่ดีและร้ายก็ช่วยให้เรามีคุณค่า และมันสร้างความหมายของชีวิตขึ้นมา”

เพชรชมพู มองเห็นความต้องการของตัวเองในงานด้านการเมืองและสังคมผ่านทักษะที่หลากหลายอย่างที่เธอเล่าให้ฟัง กระทั่งได้ขึ้นเวทีชุมนุมเพราะตัวเธอเองเป็นที่รู้จักในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยฝึกงานกับพรรคในโครงการยุวประชาธิปัตย์เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จุดนี้เองที่ทำให้เธอซึมซับการต่อสู้ และพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

จากจุดนั้นก็นำเธอเข้าสู่งานการเมือง เริ่มต้นที่มูลนิธิ กปปส.และนำไปสู่หนึ่งในคณะทำงานจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

เพชรชมพู ที่วันนี้เป็น เธอเปรียบตัวเองว่าเป็นทุกอย่างของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทั้งงานอำนวยการ ทีมโฆษกพรรค การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างคนรุ่นใหม่อย่างเธอและคนระดับเซียนการเมืองในพรรค ซึ่งเธอสะท้อนความคิดในมุมการเมืองในแง่ความเห็นของเธอเองว่า ประชาธิปไตยสำหรับการเมือง แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน มันทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เหมาะสมเหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่ประชาธิปไตยจะต้องสามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับประเทศนั้นๆ ได้ เหมือนเสื้อที่ตัดเย็บออกมาจากโรงงาน มันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะใส่เสื้อตัวนี้ได้อย่างพอดีตัว แน่นอนว่าจะต้องปรับแก้ ขยายบ้าง เพื่อให้เข้ากับรูปร่าง ประชาธิปไตยก็เช่นกัน

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว นิยามประชาธิปไตยที่เพชรชมพูอยากเห็นนั้น เธอวาดภาพไว้ว่า อยากเห็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่

“เพราะที่ผ่านมา การเมืองบ้านเราถูกเรียกว่าปิงปอง มันเป็นการต่อว่ากัน ทะเลาะกันระหว่างนักการเมือง เราละเลยว่ามัวแต่ทะเลาะกันแล้วประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร เราสาดสีใส่กันต่อว่ากันโดยไม่หาทางออกให้กับประเทศ เป็นการแย่งชิงมวลชนกัน เรื่องแบบนี้เราควรจะเปลี่ยนได้แล้ว” เธอสะท้อนจุดยืนของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ต่อข้อคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ เธอยืนยันว่าการเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าการเห็นต่างทุกอย่างก็มีผลลัพธ์ที่เหมือนกันหรือเป้าหมายที่ตรงกัน นั่นคือความต้องการเห็นการพัฒนา เห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ดีขึ้น หากแต่วิธีการอาจแตกต่างกันไป แต่เราทุกคนก็คือเฟืองเล็กๆ เฟืองหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสังคม และเมื่อเฟืองเล็กๆ นี่เคลื่อนตัวก็ทำให้เครื่องจักรทำงานได้

เราไม่อาจเลี่ยงคำถามกับเธอได้ว่า ความโหดร้ายบนเส้นทางการเมือง ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสร้างความตระหนกหรือไม่ เพราะประสบการณ์ของเธอเองก็ต้องสูญเสียคุณตาที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วยกระสุนปืน เพราะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์ เธอรับฟังคำถามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ชัดเจนว่า ด้วยอายุที่ยังน้อยและยังไม่มีภาระส่วนตัวมากนัก ดังนั้นจึงพร้อมจะเสียสละเพื่อให้เข้ามาทำงาน

“ถามว่ากลัวมั้ย ไม่กลัวค่ะ เพราะเข้ามาแล้วก็ต้องหนักแน่นพอสมควร หนักแน่นในเป้าหมายของเราว่าคือะไร คือการพัฒนาประเทศใช่หรือไม่ อุสปรรคต่างๆ ที่จะเผชิญก็เป็นจุดหนึ่งที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ ทำงานใหญ่ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้ถึงจุดนั้นได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มีแน่นอน และแน่นอนว่าการทำงานการเมืองก็คือคนของสาธารณะ และเป็นปกติที่จะต้องถูกตรวจสอบ”

เพชรชมพู เสริมอีกว่า เป้าหมายบนถนนการเมืองไม่ได้คาดหวังจะต้องเป็นผู้แทนในสภา ขอเพียงแต่อยู่จุดไหนก็ได้ที่มีส่วนพัฒนาประเทศ แต่การเมืองก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วที่สุด เพราะการเมืองคือเรื่องมหภาค การทำงานการเมืองหากเรามีโอกาสก็จะได้เห็นทิศทางของประเทศที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เราไปอยู่จุดนี้ แต่วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะปลายทางของชีวิตอยากหันกลับมามองอดีตที่เราเคยทำด้วยความชื่นใจ และไม่ต้องเสียดายโอกาสที่เคยจะทำงานเพื่อสังคม

หนักจากเรื่องการเมือง เลี้ยวไปหาเรื่องเบาๆ เพื่อให้รู้จักตัวตนเธอมากยิ่งขึ้น เพชรชมพูถือเป็นคอหนังสืออยู่ไม่หยอก เธออ่านทุกอย่างตั้งแต่หนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมือง หนังสือหนักๆ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือแม้แต่ปล่อยให้จินตนาการทางความคิดได้ท่องเที่ยวอย่างหนังสือนิยาย อาจเรียกได้ว่าเป็นนักอ่านอีกคนเช่นกัน

3 เรื่องหลังสุดที่เธอชอบและอ่าน คือ 1.แอนิมอลฟาร์ม ที่สะท้อนการใช้อำนาจได้อย่างแจ่มแจ้ง 2.เดอะดาวินชี่โค้ด เรื่องนี้เธอบอกว่าสนุกได้คิดตามกับปริศนาในหนังสือ และ 3.พม่าเสียกรุง เพราะการปลูกฝังจากแม่ของเธอที่ส่งหนังสือเล่มนี้ให้ขณะเรียนที่ต่างประเทศ อ่านเพื่อให้วิเคราะห์และฝังความคิดเพื่อไม่ให้ลืมบ้านเกิด

ขณะเดียวกันเธอยังชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเดินป่า ปีนเขา หรือการเล่นกีฬา แต่ที่ไม่พลาดคือเธอยอมรับว่าเป็นคอเพลงดิสนีย์ตัวยง เพราะฟังมาตั้งแต่เด็กและฟังทุกรุ่นของค่ายการ์ตูนดังจากสหรัฐอเมริกา

เวลาว่างเธอเล่าว่าชอบทำขนม โดยเฉพาะคัพเค้ก ซึ่งที่บ้านชื่นชอบเป็นอย่างมาก และเธอเองก็ชอบกินขนมเช่นกัน

เป็นคลื่นอีกลูกที่ใหม่สดบนถนนการเมือง และความคิดอ่านที่ปรุโปร่ง ความทันสมัยทันโลกจากการศึกษาในต่างแดนเกือบ 10 ปีที่วันนี้เธอหวังว่าจะเอาทุกอย่างที่เธอมี ทุกองค์ความรู้ ทุกประสบการณ์ในเวทีโลกมาช่วยพัฒนาประเทศไทย ผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเธอ 

ข่าวอื่นๆ