ดร.พีรภัทร ฝอยทอง สุขใจเมื่อได้เขียน

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง สุขใจเมื่อได้เขียน

โดย วารุณี อินวันนา

ดร.พีรภัทร ฝอยทอง วัย 35 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและกำกับดูแลกิจการ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเงินและประกันภัยมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านกฎหมายธุรกิจ และปริญญาโทในสาขาเดียวกัน

ล่าสุด จบปริญญาเอก คณะครุศาสตร์ บริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเอื้อต่อธุรกิจส่วนตัวที่เป็นหุ้นส่วนในโรงเรียนกวดวิชา

กว่า 10 ปีที่ทำงาน ล้วนอยู่ในสถาบันการเงินที่เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลก เริ่มจากการทำงานกับธนาคารซิตี้แบงก์ แล้วบริษัท แอดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต ทาบทามให้ไปดูแลงานด้านการกำกับและตรวจสอบ จากนั้นมาทำงานที่บริษัท แอกซ่าประกันภัย ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลตามกฎหมาย กฎระเบียบ

ดร.พีรภัทร เล่าว่า การทำงานในวงการสถาบันการเงินมาตลอด ทำให้ได้ศึกษาด้านการลงทุนและการเงิน และได้สอบเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (CFP) ซึ่งในประเทศไทยปัจจุบันมีประมาณ 200 คน สามารถให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าได้อย่างรอบด้าน ทั้งการเงินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายภาษีที่ดิน และกฎหมายมรดก

“เน้นการทำงานแบบ Smart Work รับผิดชอบในหน้าที่ จัดลำดับความสำคัญ และงานเร่งด่วนของงาน ก่อนเริ่มลงมือทำ จะเริ่มทำงานที่มีความสำคัญก่อน ส่วนงานเร่งด่วนต้องดูว่าสำคัญไหม ถ้าไม่สำคัญก็ปล่อยไปก่อน แล้วค่อยมาทำทีหลัง แต่ต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และทำให้เสร็จ จะไม่นำงานกลับบ้าน”

แม้จะมีงานประจำที่ดูเคร่งเครียด และการรับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว ดร.พีรภัทร ยังใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ และการเขียนหนังสือ อธิบายเรื่องราวยากๆ ทั้งด้านกฎหมายและการเงิน ที่เป็นภาษาให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ อย่างต่อเนื่องลงในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และในเฟซบุ๊ก

“ถือเป็นการผ่อนคลายยามว่างจากการทำงาน งานอดิเรกแรกของผมคืออ่านหนังสือ ซึ่งหนังสือที่อ่านจะเป็นหนังสือทั่วๆ ไป ไม่ใช่วิชาการ จะได้มุมมองกว้าง และสามารถนำมาปรับใช้ได้เวลาที่ได้รับเชิญไปบรรยาย หรือเขียนบทความ

มีครั้งหนึ่งอ่านหนังสือเพชรพระอุมา ในช่วงที่รอคุณพ่อสอนคณิตศาสตร์ จบเป็นชุด 48 เล่ม คุณพ่อบอกว่าคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้มีศักดิ์เป็นตาผม เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณย่า การอ่านทำให้เรามีคลังหนังสืออยู่ในหัว นำมาปรับใช้ได้”

ดร.พีรภัทร เล่าว่า งานเขียนเป็นความสุขอย่างหนึ่ง สุขใจทุกครั้งที่ได้เขียน เพราะเป็นการอธิบายให้คนได้เข้าใจเรื่องกฎหมาย เรื่องการเงิน เรื่องประกันชีวิต เป็นภาษาเฉพาะที่คนทั่วไปเข้าใจยาก

“ด้วยภาษาที่เข้าใจยาก ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งต้องใช้คำง่ายๆ ค่อยๆ อธิบาย เช่น การทำประกันสุขภาพแล้ว เมื่อเกิดเจ็บป่วย เคลมไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีเงื่อนไขระบุไว้ชัดเจน แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจยังคิดว่าสามารถเคลมได้ ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบ และไม่อยากทำประกัน

พยายามเขียนเพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนให้เห็นประโยชน์ของประกันชีวิตและประกันภัย ในมุมของการได้ช่วยเหลือสังคม ถือเป็นความโชคดีที่เราได้ทำประกัน เพราะคนที่โชคร้ายจะได้นำเงินของเราบรรเทาความเดือดร้อนของเขาได้

มีคนส่งคำถามเข้ามา เราได้ตอบ ได้ให้คำแนะนำ ทำให้เขาพ้นจากปัญหาไปได้ เช่น มีคนที่บ้านจะถูกยึด เราแนะนำว่าควรจะดำเนินการอย่างไร พอเขาทำตามที่แนะนำเขาสามารถแก้ปัญหาได้ ขอบคุณเราใหญ่เลย เป็นความสุขใจที่ทำให้คนได้ประโยชน์จากงานเขียนของเรา”

ดร.พีรภัทร ยังเล่าว่า ช่วงเวลาของการเขียนงานต่างๆ จะเป็นเวลาก่อนนอน และตื่นนอนตอนเช้า ซึ่งการที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ประสบการณ์ในการทำงานและการเรียนรู้รอบด้าน ทำให้สามารถเขียนหนังสือได้เร็วกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ จะต้องเขียนอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีวินัยในการเขียน เพื่อฝึกฝนด้านภาษา และการเรียบเรียงเรื่องราวให้คนอ่านเข้าใจง่าย

จากการที่ชีวิตของคนคนหนึ่งมีทั้งงานประจำ งานอดิเรกส่วนตัวที่ทำให้สุขใจ ยังต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัวอย่างเหมาะสม

“การใช้เวลากับภรรยา ในช่วงวันหยุดหรือหากมีเวลาก็จะออกไปทานข้าวนอกบ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ส่วนกับคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณแล้วจะมีการคุยกันตลอด และไปทานข้าวด้วยกันทุกสัปดาห์ หาร้านอาหารใหม่ๆ เน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ จะมีการนัดเจอกันเดือนละครั้ง เพื่อเล่นฟุตบอล 7 คน เป็นการสังสรรค์และยังได้ออกกำลังกายด้วยกันอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ดร.พีรภัทร แนะนำคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ให้เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พยายามใช้ชีวิตอย่างสมาร์ทและมีวินัยทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ