ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

ควันบุหรี่มือสาม ภัยซ่อนเร้นในครอบครัว

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : อีพีเอ, เอพี

เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมคนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่ ถึงป่วยเป็นมะเร็งในปอดได้เหมือนกับคนที่สูบบุหรี่ บางคนก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่โดยไม่ป้องกัน แต่ก็มีไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่แล้วก็ยังป่วยเพราะสาเหตุจากบุหรี่ คำตอบในข้อนี้อาจเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า บุหรี่มือสาม นั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดถึงปัญหาของบุหรี่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในนามของ ควันบุหรี่มือสาม ตัวการที่ทำให้เกิดผู้ป่วยในระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ผู้สูบ หรือแม้กระทั่งเข้าใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ก็ตาม

องค์การอนามัยโลก ได้เพิ่มนิยาม “ควันบุหรี่มือสาม” ไว้เมื่อประมาณปี 2558 ว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือตกค้างจากควันบุหรี่ ฝังตัวอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ในที่อยู่อาศัย และอาจเป็นสารแขวนลอยกลับไปในอากาศ หรือปนเปื้อนในน้ำ หรือบางสารก็สามารถฝังตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานาน ไม่สามารถขจัดได้ด้วยการทำความสะอาดด้วยวิธีปกติ

พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร อาจารย์สาขาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายถึงภัยบุหรี่มือสาม ดังนี้ บุหรี่มีสารเคมี อยู่มากกว่า 4,000 ชนิด และสารก่อมะเร็งอีกประมาณ 60 ชนิดโดยประมาณ สารที่ออกมาจึงไม่ได้มีเพียงแค่ควัน กลิ่นเหม็น และสารนิโคติน ที่เรามองเห็นอย่างหลบเลี่ยงได้ แต่ยังมีสารพิษอื่นๆ มากกว่านั้นอีกมาก

“สารพิษพวกนี้ สามารถตกค้างได้ตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ผ้าม่าน เสื้อผ้า จาน ชาม ช้อน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และสิ่งแวดล้อมของเรา ดังนั้นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่สุดก็คือคนที่อยู่ในสถานที่ปิด ในบ้าน ในรถ ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท สารเคมีเหล่านี้ก็จะตกค้างเยอะ ผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง ต้องสัมผัสสิ่งเหล่านี้ทุกวัน เด็กที่เดินคลานไปตามพื้นเอามือเข้าปาก สูดสารแขวนลอยเหล่านี้เข้าไป หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำ กินข้าวที่เราเห็นว่าสะอาด แต่ที่จริงแล้วหากมีการสูบบุหรี่ภายในบ้าน เราก็จะพบสารตกค้างเหล่านี้อย่างแน่นอน

ที่สำคัญ สารเคมีบางตัวไม่ได้ทำความสะอาดแค่ล้างหรือปัดกวาดเช็ดถูก็จะหมดไป แต่สามารถยึดเกาะตามพื้นผิวแบบเช็ดล้างไม่ออกก็มี เราจึงสังเกตได้ว่าในบ้าน หรือรถที่มีคนสูบบุหรี่อยู่ภายใน แม้จะล้างทำความสะอาดอย่างดีก็ยังคงมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างอย่างรู้สึกได้ ขัดล้างอย่างไรก็ไม่ออก

สารเคมีจากควันบุหรี่บางชนิด ทำปฏิกิริยากับอากาศเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง และย้อนกลับมาสู่ตัวมนุษย์ได้หลายทาง ไม่เฉพาะการสูดดม แค่การสัมผัส และรับประทานก็ได้ ทำให้เราได้รับพิษภัยเหล่านี้สะสมในร่างกายได้เช่นกัน”

ยกตัวอย่างเฉพาะสารนิโคตินนั้น สามารถเกาะติดเสื้อผ้าได้เป็นเวลานานและซักออกยาก นอกจากนี้ นิโคตินยังสามารถทำปฏิกิริยากับอากาศกลายเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้ หมายความว่า ไม่ใช่เพียงแค่การกลั้นหายใจใส่ผ้าปิดจมูก แล้วเราจะรอดพ้นจากพิษภัยของควันบุหรี่

แค่เดินผ่านสารพิษเหล่านี้ก็จะติดตามเสื้อผ้า สัมผัสผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยตรง ไม่เพียงแค่นี้ยังมีรายงานวิจัยถึงความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัยในบ้านที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่อยู่ร่วมกับคนสูบบุหรี่ ก็พบสารนิโคตินในปัสสาวะสูงกว่าสมาชิกในบ้านที่ไม่มีผู้สูบบุหรี่อยู่เลย

อีกสถานที่ซึ่งพบระดับนิโคตินในปริมาณสูง คือในรถของผู้สูบบุหรี่ พบว่ามีปริมาณนิโคตินในระดับสูงตามพื้นผิวสัมผัสในตัวรถ เช่น เบาะรถ คอนโซลหน้ารถ หน้าต่าง ระบบปรับอากาศ เป็นแหล่งกักเก็บชั้นดีของสารพิษจากควันบุหรี่มือสาม การสัมผัสกับควันบุหรี่ในรถ ยังก่อให้เกิดความเป็นพิษในกลุ่มเด็กมากกว่าในบ้านถึง 23 เท่า เนื่องเพราะพื้นที่ในรถมีลักษณะจำกัดมากกว่าในบ้าน

นอกจากนี้ การศึกษายังระบุว่า “มือของผู้สูบบุหรี่” ยังเป็นตัวแพร่สารจากควันบุหรี่มือสาม ไปยังบุคคลหรือสิ่งของที่เขาสัมผัสหรือหยิบจับอีกด้วย

พญ.นภารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากควันบุหรี่มือสาม อาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจนในทันที เท่ากับบุหรี่มือหนึ่งหรือมือสอง ที่ได้กลิ่นได้ควันก็ทำให้เรารู้สึกเหม็น ระคายระบบทางเดินหายใจ ไอจาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราได้รับสารเคมีเหล่านี้แล้วจะทำให้เราเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่า

“เพราะเรากำลังพูดถึงผลกระทบของสารเคมีที่ตกค้างตามที่ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดโรคได้เหมือนกัน การได้รับควันบุหรี่โดยตรงอาจจะทำให้ระคาย หายใจลำบาก แต่บุหรี่มือสามคือสารก่อมะเร็งล้วนๆ ไม่ว่าจะได้รับมากหรือน้อย ก็ยังคงเป็นสารพิษที่ทำอันตรายกับเราอยู่ดี

หากถามว่า ผลกระทบจากบุหรี่มือสามมีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับมือสอง และมือหนึ่ง ต้องบอกว่าแยกไม่ออกและไม่มีทางแยกออก เพราะเมื่อเป็นแล้วก็คืออาการของโรคที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันก็คือ ควันบุหรี่

เพียงแต่ว่าบุหรี่มือสามคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ คนที่เรารัก พ่อสูบให้ลูกดม หมา แมว ในบ้านก็พลอยได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย พวกเขาไม่รู้เรื่องและไม่ควรได้รับสารพิษเหล่านี้”

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดหากทำได้ ก็คือการเลิกสูบบุหรี่ แต่หากเลิกไม่ได้อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน ในอาคาร ในสถานที่ปิด ในสถานที่สาธารณะที่ใช้ที่ร่วมกับผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับพิษภัยจากบุหรี่ จำกัดมุมการสูบบุหรี่ของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบ แม้จะสูบนอกบ้านแต่พิษของบุหรี่ก็ยังติดตามเสื้อผ้าและมือ ให้ทุกครั้งที่กลับมากอดลูกพวกเขาจะได้รับสารก่อมะเร็งไปเต็มๆ

โดยเฉพาะเด็กๆ จะได้รับผลกระทบจากบุหรี่มือสอง มือสามมากที่สุด จะทำให้เด็กป่วยง่ายและเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ เพิ่มการไอในเด็ก มีความไวต่อสารพิษที่อยู่ในฝุ่นควันมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบหายใจและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

มีงานวิจัยจากองค์การอนามัยโลกยืนยันว่า มีคนตายก่อนวัยอันควรจากบุหรี่ไว้ประมาณ 5.4 ล้านคน/ปี ทั่วโลกหากแนวโน้มการสูบบุหรี่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีคนตายจากการสูบบุหรี่ปีละ 10 ล้านคน ภายในปี 2568 และปัจจุบันมีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั้งโลก หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศและตามพื้นผิวต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย มีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้านของคนที่สูบบุหรี่ จะมีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าบ้านที่ไม่สูบถึง 2 เท่า

พญ.นภารัตน์ ทิ้งท้ายให้คิดว่า ร่างกายตัวเองเรายังรักแล้วทำไมคนอื่นเค้าจะไม่รัก แล้วเราจะเอาสารพิษเหล่านี้ไปทำร้ายเค้าได้อย่างไร ตามป้ายรถเมล์ ถ้ามีคนยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ เรามักจะเลือกที่จะเดินหนีแล้วปล่อยให้คนสูบนั่งสูบอย่างสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วด้วยจิตสำนึกคนสูบควรจะเป็นคนที่ต้องเดินออกจากป้ายรถเมล์ ไม่ใช่ให้คนอื่นต้องเดือดร้อน นั่นเพราะเป็นคนแปลกหน้าที่เราอาจจะลำบากใจที่จะพูด

หากเป็นคนในครอบครัว คนที่เรารู้จักก็ควรที่จะพูดให้เข้าใจว่า จะส่งผลอะไรบ้างกับคนที่เขารัก ต้องร่วมกันรณรงค์งดเว้นการสูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ และในสถานที่สาธารณะ นอกเหนือจากสถานที่ที่จัดให้สูบบุหรี่

คนเป็นแม่ต้องเรียกร้องสิทธิที่จะป้องกันตัวเองและสมาชิกในบ้าน จากพิษภัยของบุหรี่ แทนลูก แทนสัตว์เลี้ยง ที่ไม่รู้เรื่อง และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ใช่ว่าจะไม่มีสารพิษหลงเหลืออยู่

เช่นเดียวกับควันบุหรี่มือสามแม้เพียงน้อยนิดก็ทำให้เป็นโรคร้ายแรงได้เท่าเทียมกัน

ข่าวอื่นๆ