กวีนิพนธ์ธำรงภาษาแม่ สื่อสร้างสุนทรียะและสันติภาพ

วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 15:08 น.
กวีนิพนธ์ธำรงภาษาแม่ สื่อสร้างสุนทรียะและสันติภาพ
เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

21 มี.ค.ของทุกปีเป็น “วันกวีนิพนธ์โลก” โดยองค์การยูเนสโกกำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางภาษาผ่านบทกวีนิพนธ์ และมุ่งหวังให้เป็นสื่อในการธำรงไว้ซึ่ง “ภาษาที่อยู่ในภาวะวิกฤต”

นอกจากนี้ หากย้อนไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา องค์การยูเนสโกยังกำหนดให้เป็น “วันภาษาแม่สากล” เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ นำไปสู่การพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน ประเทศ และสังคมโลก โดยภาษาของกลุ่มชนต่างๆ ที่ใช้ในบ้าน ชุมชน และในวิถีประจำวันเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Mother Language ตรงกับคำว่า “ภาษาแม่” ในภาษาไทย ซึ่งบนโลกนี้มีหลากหลายกว่า 7,000 ภาษา

ผลผลิตจากภาษาแม่ อย่างงานกวีนิพนธ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของการสื่อสาร และงานกวีนิพนธ์ไม่ได้เป็นเพียงสื่อสร้างสุนทรียะของมนุษย์ หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของมนุษยชาติ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างสันติภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน

สอดคล้องกับการทำงานของศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต (ศฟภว.) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ทำงานวิจัยและงานวิชาการด้านภาษาแม่หรือภาษาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนนาน 14 ปี มากกว่า 26 กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อศึกษา รวบรวม ฟื้นฟู ยกระดับภาษาแม่ และส่งเสริมผู้ใช้ภาษาแม่ให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน สังคม และประเทศ รวมถึงยังมีการนำบทกวีนิพนธ์ภาษาแม่ต่างๆ มาพัฒนาเป็นเพลงและสื่อการสอนในโรงเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศไทย

นอกจากนี้ ดร.มิรินด้า บูรรุ่งโรจน์ ประธาน ศฟภว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งกวีนิพนธ์ เพลง และนิทานที่ถูกบันทึกหรือพูดด้วยภาษาแม่ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่มานานของภาษา และความมีศิลปะของกลุ่มชนนั้น กวีนิพนธ์จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นสื่อสร้างสุนทรียะ

“เมื่อไรก็ตามที่นำกวีนิพนธ์มาดัดแปลงเป็นบทกลอนหรือความเรียงที่คนรับรู้ได้ง่ายขึ้น จะทำให้กวีนิพนธ์นั้นไม่จำเพาะอยู่ในพิธีกรรมอย่างเดียว ง่ายต่อการรับรู้ และง่ายต่อการถ่ายทอดต่อไป ซึ่งปัจจุบันบนโลกนี้มีหลายภาษาที่เข้ามาปะทะกับชีวิตของคนมากขึ้น ทำให้คนท้องถิ่นมีโอกาสใช้ภาษาแม่แค่ในบ้าน”

ประเทศไทยมีภาษาแม่ที่อยู่ในภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง 14 กลุ่มภาษา ได้แก่ ชอง กะซอง ซัมเร ชุอุ้ง (ชะโอจ) มลาบรี ซาไก ญัฮกุร โซ่ (ทะวึง) ละว้า (ก๋อง) อึมปี บิซู ละเวือะ มอเกล็น และอุรักละโว้ย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าภาษาแม่เหล่านี้จะสูญหายไปพร้อมกับอายุขัยของคน

“หากไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การส่งต่อภาษาแม่จากรุ่นสู่รุ่นก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะคนในบ้านอาจไปแต่งงานกับคนต่างถิ่นและหันไปใช้ภาษาอื่น ดังนั้นการมีเครื่องมือในการบันทึกจะเป็นตัวเก็บรักษาองค์ความรู้ ประวัติ และความทรงจำของคนรุ่นเก่าไว้ให้คนรุ่นใหม่ต่อไป” ดร.มิรินด้า กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับกิจกรรมในวันกวีนิพนธ์โลกโดยองค์การยูเนสโก นอกจากจะประกาศยกย่องผู้ประพันธ์บทกวีที่ทรงคุณค่า ยังมีการฟื้นฟูงานกวีนิพนธ์ที่อยู่ในรูปแบบมุขปาฐะ การเชื่อมโยงบทกวีนิพนธ์กับศิลปวัฒนธรรมด้านอื่นๆ เช่น การแสดง การขับร้อง ดนตรี ภาพยนตร์ งานทัศนศิลป์ และการเผยแพร่บทกวีรูปแบบสื่อร่วมสมัยเพื่อให้บทกวีสัมผัสถึงจิตใจคนได้ทั่วถึง ซึ่งเป็นแนวทางการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นผ่านสุนทรียะด้านบทกวี

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต