ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า

วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.
ศศินทร์ ทิพชัย ในภาพถ่ายมีเรื่องเล่า
โดย มัลลิกา นามสง่า

หากยังพอจำกันได้ ภาพถ่ายฝีมือชาวไทย ชนะใจคณะกรรมการจากกองประกวด Moscow International Photo Awards 2017 ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท Fine art people children และอีกภาพได้ที่ 2 ทว่าเขาไม่ได้เป็นคนส่งเข้าประกวด

เรื่องแดงขึ้นมาเพราะเพื่อนชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับภาพถ่ายอันเป็นอัตลัษณ์ของเขา ได้ส่งข้อความมาบอก จนเรื่องนำไปสู่การระงับให้รางวัลกับหญิงชาวต่างชาติที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ

ผลงาน 2 ภาพนั้น มีชื่อว่า Asian Old Women Washing Clothes At The Creek และภาพ Boys Playing With Their Duck In The Creek

“ศศินทร์ ทิพชัย” คือผู้ถ่ายภาพ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชื่อเสียง และผลงานของศศินทร์ ถูกเผยแพร่เป็นที่รู้จักมากขึ้น นับว่าในวิกฤตมีโอกาส 

“รูปผมมีแจกให้โหลดฟรีด้วย ต้องบอกว่ามันเป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่งของผม ให้คนตามงานผมมา แจกฟรีบ้างซื้อบ้าง ผมไม่ชอบดราม่า ไม่ตบตีกับใครอยู่แล้ว เราไม่ได้ผิดอะไร ยืนยันว่าเป็นภาพเรา แต่ได้หลายคนช่วยกันเรียกร้องสิทธิ ทั้งส่งเมลทั้งต่อว่าทางนั้น สุดท้ายทางกองประกวดระงับรางวัล ซึ่งรางวัลจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไร

จากเหตุการณ์นั้น มีคนฟอลโลว์ในแฟนเพจเพิ่มขึ้นจาก 2,000-3,000 เป็นหมื่นกว่า ในอินสตาแกรมจากหมื่นก็เพิ่มเท่าตัว คนซื้อภาพก็มีหลังไมค์มาส่วนตัวเพิ่มขึ้น และเขายินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น”

ศศินทร์มักนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม และนำสิ่งที่สูญหายไปแล้วกลับมาเล่าในภาพถ่าย “ถ้าดูรูปผมมีเนื้อหาต่างๆ เยอะ มีทั้งการจัดฉากและธรรมชาติด้วย

อย่างรูปเด็กเล่นโน้ตบุ๊กในท้องนา ธรรมชาติของเขาไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้ว เราก็เซตขึ้นมา หรือภาพยาย 2 คน ซักผ้าที่ลำธาร (ภาพที่เป็นข่าว) สมัยนี้เขาก็ไม่ได้ซักผ้ากันแบบทุบๆ กับหิน แต่ลำธารนั้นยังใช้เป็นที่หาหอยหาปลาอยู่

อย่างภาพคอนเซ็ปต์ที่ไปถ่ายที่ จ.สุรินทร์ วิถีชีวิตของหมู่บ้านช้าง เราก็จัดองค์ประกอบช้างกับวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่กับที่เราต้องการ แค่วางองค์ประกอบแสง แบ็กกราวด์ ให้มันได้องค์ประกอบสวยๆ ซึ่งต้องมีการสำรวจพื้นที่ละแวกนั้นก่อนลงมือถ่ายจริง

ผมอยากสะท้อนวิถีชีวิตไทยที่มันหายไปแล้ว อย่างภาพคุณลุงเป็นช่างแกะสลัก จริงๆ เราก็ไปวางองค์ประกอบให้เหมาะสม ถ้าถ่ายโดยไม่มีโปรเซส อิมแพ็กของรูปมันก็ไม่ค่อยเท่าไร

ภาพที่ขาย มันจะมี 1.เรื่องราว 2.อารมณ์ ถ้าไม่มีพวกนั้นมันก็ขายไม่ค่อยได้”

ถ้าสังเกตงานของศศินทร์จะมีสีแสงสลัว และมีม่านหมอกควัน เขาให้เหตุว่า เพื่อให้ตัวองค์ประกอบมันเด่น เมื่อก่อนสุมไฟเอา ตอนนี้พัฒนามีเครื่องทำควันแล้ว

“ได้ไอเดียเริ่มมาจากเห็นแสงที่มันทะลุรูผนังบ้าน มันดูเป็นหมอก ดูสวย ก็เลยลองทำแบบนี้ดู ข้อดีของควันอย่างหนึ่งคือ เอาไว้บังในส่วนที่เราไม่ต้องการออก เราตกแต่งได้ก็จริง แต่ควันทำให้มันเป็นแสงได้ แสงออกมาเป็นลำๆ หรือเวลาที่มีความเข้มแสงสูง พอมีควันจะทำให้ภาพดูซอฟต์ขึ้น”

เบื้องหลังกว่าจะได้มาแต่ละภาพ อย่าง โหด มัน ฮา “ต้องบอกว่ารูปสวยๆ ที่ได้ มันไม่ใช่ตำแหน่งที่คนปกติยืน อย่างมุมสวยๆ ของสิงคโปร์ ผมยืนระเบียงโรงแรมก็จะหวาดเสียวหน่อย

หรือรูปต้องการฉากน้ำเป็นโบเก้ลักษณะเป็นวงกลมเม็ดๆ ของน้ำ ผมต้องเอากล้องเลียบกับผิวน้ำ ตัวต้องนอนจมในน้ำ หรือบางรูปต้องหมอบติดดินเพื่อให้ฉากหน้าเป็นพื้นดิน

ไปอินโดนีเซีย ถ่ายวิวภูเขาไฟ ไปรอตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปถ่ายทางช้างเผือกและรอถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนั้นตัวผมมุดอยู่ในพงหญ้า เอาหัวเข้าไปในกระเป๋ากล้อง คือหนาวมาก

ภาพที่เราเซตขึ้นมาก็มีการลงทุน เราทำงานขาย มันก็ติดคนอื่นที่ไม่อนุญาต เราจึงต้องจ้าง อย่างช้างเชือกละ 1,000-2,000 บาท เด็กและคนแก่ 500 บาท หรือผมไปอินเดียใช้งบ 3 หมื่นบาท ถ่ายมาหลายรูป ไม่รู้รูปจะโดนซื้อไหม แต่ถ้าโดนแล้วโดนหลายใบก็คุ้ม มันก็เหมือนการลงทุนมีความเสี่ยงหมดแหละ”

ถ่ายรูปขายอาจจะดูเหมือนง่าย แต่นั่นแหละ ในทุกวงการก็จะมีคนที่อยู่รอดและคนที่ล้มหายไป ซึ่งฝีมือจะเป็นตัวพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ศศินทร์ก็มองว่าตอนนี้มีคนลงมาเล่นในสนามนี้เยอะ เขาต้องหาเส้นทางใหม่ 

“คนถ่ายภาพขายกันเยอะ ทุกคนมีรูปสวยๆ ทั้งนั้น และเทคนิคการทำมันเรียนรู้กันได้ง่าย ผมเลยต้องฉีกตัวเองออกมาทำอีกตลาดหนึ่ง กำลังหาโซลูชั่นพรินติ้งที่คนเขาไม่ทำกัน คือรวบรวมศิลปินที่อยู่ในเมืองไทยที่รูปเขาสวยทำเป็นเหมือนเว็บขายงานพรินต์งานประดับ ซึ่งใช้ไฟล์ที่ถูกลิขสิทธิ์และให้ค่าคอมมิชชั่นไป”